
‘แสงชัย’ ชี้ ‘คนละครึ่ง’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก สร้างกำลังซื้อ
ประธานสมาพันธ์ SMEs ไทยชี้ ‘คนละครึ่ง’ ปลุกเศรษฐกิจฐานราก สร้างกำลังซื้อ ระบุเป็นโครงการที่ประชาชน และผู้ประกอบการรอคอย
KEY
POINTS
- นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์ SME ไทย ชี้ว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังซบเซา และเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน
- เสนอให้โครงการมุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้มีรายได้น้อย เช่น แรงงาน เกษตรกร และนักศึกษา เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยกว่า 1 ล้านรายทั่วประเทศ
- แนะให้ภาครัฐจูงใจผู้ประกอบการเข้าระบบภาษี พร้อมสนับสนุนการยกระดับทักษะดิจิทัล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan)
- ข้อมูลจากโครงการจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล และสามารถนำไปใช้วิเคราะห์เพื่อออกแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ ในอนาคต
รัฐบาลใหม่ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เตรียมรื้อฟื้นโครงการคนละครึ่ง 2568 ในสมัยของ พล.อ.ประยุทธ์จันทรโอชา องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับการตอบรับจากประชาชน
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์ SME ไทย เปิดเผยว่า มาตรการคนละครึ่งภาคพิเศษ หรือรูปแบบใหม่ที่รัฐบาลจะช่วยส่งแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะฐานรากที่ประสบสภาวะซบเซา
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือว่าเป็นสิ่งประชาชนและผู้ประกอบการรอคอยที่จะเห็นเป็นรูปธรรม และนำปัญหา อุปสรรคในอดีตมาปรับปรุงแก้ไขให้เป็นระบบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงกลุ่มต่างๆมากยิ่งขึ้น ทั้งร้านอาหาร ร้านโชว์ห่วย ตลาดสด ซึ่งรวมกันกว่า 1,000,000 รายทั่วประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการ ประกอบด้วย
- มุ่งเป้ากลุ่มผู้มีรายได้น้อย โดยมีเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น กลุ่มแรงงาน เกษตรกร SME นักเรียน และนักศึกษา เป็นต้น
- ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมต้องลงทะเบียนมีการอบรมให้ความรู้ ความเข้าใจมาตรการที่ถูกต้อง และส่งเสริมการยกระดับเอสเอ็มอี (SMEs) เกษตรกร ร่วมด้วย เช่น Financial literacy, Digital literacy และการใช้ความสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อการประกอบธุรกิจรองรับการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น
- จูงใจเข้าระบบภาษีและได้รับการยกเว้นภาษีประกอบการ ไม่ต้องทำบัญชี แต่ให้จัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มให้รัฐแทน โดยมีโปรแกรมบัญชีอย่างง่ายเพื่อบริหารภาษีซื้อ และขาย รวมทั้งสนับสนุนระบบ POS
- ให้สิทธิประโยชน์แต้มต่อจากการช่วยจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวท (VAT) โดยนำ VAT ที่ได้ในแต่ละรายส่งเสริม สนับสนุนการยกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการ และแรงงาน การยกระดับมาตรฐาน ทักษะดิจิทัลให้ผ่านระบบ BDS ของ สสว. และ DEPA การเข้าถึงแหล่งทุนในระบบธนาคารรัฐแบบดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft loan รวมทั้งส่งเสริมการแก้ไขหนี้ครัวเรือนร่วมด้วย เป็นต้น
- ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ที่ถูกต้องอัพเดท เพื่อใช้วิเคราะห์ออกแบบมาตรการอื่นๆที่จะเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจประเทศต่อไป
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 4/68 ต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกชุดในการส่งเสริมทั้งการท่องเที่ยวเมืองหลัก เมืองใกล้เคียง เทศกาลปีใหม่ ที่มี Timeline ชัดเจนเพื่อให้กระแสเงินสะพัดส่งผลต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่ที่เกี่ยวข้องทั้งระบบ มาตรการต่างๆข้างต้นมีความจำเป็นต่อการขับเคลื่อนสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันให้เศรษฐกิจไทยเกิดความต่อเนื่อง ส่งผลต่อจีดีพี (GDP) ไตรมาส4/68 และทั้งปี ให้ขยายตัวแข่งขันกับประเทศอื่นๆในอาเซียนได้






