thansettakij
thansettakij
นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

29 ส.ค. 68 | 07:30 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ส.ค. 68 | 07:47 น.

นักวิชาการ ชี้หากการเมืองไม่ชัดเจน ส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยถึงปีหน้า ส่วนครึ่งปีหลังยังอยู่ในภาวะซบเซา ไร้ปัจจัยบวกใหม่เข้ามาขับเคลื่อน ภาคธุรกิจเข้าสู่ "ปีแห่งการปรับตัว" เพื่อรับมือแรงกดดัน

ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า หากการเมืองชัดเจนขึ้นและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย จะทำให้บรรยากาศโดยรวมเริ่ม “เข้าที่เข้าทาง” และสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น

หากมีการเลือกตั้งใหม่และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมเดินหน้านโยบายอย่างจริงจังได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจัยบวกที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ขณะเดียวกัน เขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในภาวะ “ตกท้องช้าง” หรือการทรงตัวในรูปตัวยูต่อไปอีกระยะ ก่อนที่จะเริ่มฟื้นเมื่อทุกฝ่ายสามารถปรับตัวได้

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่ายังคงอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง และไม่มีปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาหนุนในระยะสั้น พร้อมระบุว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อไปถึงปีหน้า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงอยู่

"หากมองในช่วงปลายปีนี้ เศรษฐกิจคงยังไม่ดีขึ้นมากนัก ยังคงซึมต่อเนื่องจากความไม่ชัดเจนทั้งการเมืองและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายลงกว่าเดิม เพียงแต่ยังไม่มีทิศทางบวกที่เด่นชัด" ดร.เอกชัยกล่าว

พร้อมให้ความเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้มีปัญหารุนแรง เพียงแต่ขาดพัฒนาการใหม่ ๆ ที่จะสร้างแรงขับเคลื่อน จึงทำให้เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะ “ทรงตัวแบบซึม” รอจนกว่าจะเกิดปัจจัยบวกใหม่เข้ามา

ท่องเที่ยวไม่บูมเหมือนอดีต

ดร.เอกชัยมองว่า แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในความหวังของไทย แต่ก็ไม่สามารถกลับมาคึกคักเหมือนในอดีตเมื่อ 2-3 ปีก่อนได้ เนื่องจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนเปลี่ยนไปและมีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้การพึ่งพารายได้ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และไทยยังขาด “ยุทธศาสตร์ใหม่” ที่จะดึงการท่องเที่ยวให้กลับมาบูมเหมือนเดิม

สำหรับกรณีที่สภาพัฒน์ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้จาก 1.8% เป็น 2.2% ดร.เอกชัยมองว่าเป็นไปได้ โดยชี้ว่าปัจจัยกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เคยทำให้บรรยากาศลงทุนชะลอตัว เริ่มคลี่คลายลงและส่งผลกระทบในระดับใกล้เคียงกันกับทุกประเทศ จึงไม่ถือเป็น “เวิร์สเคส” สำหรับไทย และตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังพอมีโอกาสแตะระดับ 2% ต้น ๆ

นิยาม “ปีแห่งการปรับตัว” ของภาคธุรกิจ

ดร.เอกชัยให้นิยามปี 2568 ว่าเป็น “ปีแห่งการปรับตัว” ของภาคธุรกิจ เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยลบต่อเนื่อง ธุรกิจต่าง ๆ จึงอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้าง เช่น ลดค่าใช้จ่าย ลดคน ค้นหาตลาดใหม่ และพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังคงเป็นช่วงของการปรับตัว แต่ในระยะกลาง

“ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนอยู่ในภาวะที่ต่ำเกือบสุดแล้ว คงไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นที่ชัดเจน จนกว่าปัจจัยทางการเมืองและนโยบายจะคลี่คลายและขับเคลื่อนได้เต็มที่” ดร.เอกชัย กล่าวทิ้งท้าย