โชว์ผลงาน"ต่อต้านข่าวปลอม"ดีอีเอสยันแนวโน้ม"เฟคนิวส์"ลดลง

17 ก.ย. 2564 เวลา 11:33 น. 67

    ดีอีเอสเผยตัวเลขดําเนินคดีข่าวปลอม ในช่วงปี 2563-2564  พบแนวโน้มการแจ้งเบาะแสเพิ่มก้าวกระโดด แต่คัดกรองแล้วสัดส่วน"เฟคนิวส์"ในภาพรวมลดลง พร้อมเร่งสร้างความรับรู้ประชาชนให้เกิดภูมิคุ้มกันการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร

วันที่ 17 กันยายน 2564 ที่โรงแรมเซ็นทารา  แกรนด์ บีช รีสอร์ท กะรน จังหวัดภูเก็ต  ศูนย์ประสานงานและแก้ไขปัญหาข่าวปลอม (Anti Fake News Center) แถลงผลงานศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ในการสร้างการรับรู้และรู้เท่าทันข่าวปลอม ชี้แนวโน้มการแจ้งจากเบาะแสข้อความเฟคนิวส์ เทียบปีงบ 2563 และ 2564 เพิ่มแบบก้าวกระโดด แต่พบสัญญาณบวก  โดยเมื่อคัดกรองพบยอดที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบ และสัดส่วนข่าวปลอมในภาพรวมลดลง ด้านการทำงานร่วมกับตำรวจลงดาบมือโพสต์/แชร์ ดำเนินคดีไปแล้ว 59 รายในปี 2563 และปีนี้อีก 57 ราย  

นางสาวอัจฉรินทร์  พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)
 
นางสาวอัจฉรินทร์  พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม กล่าวระหว่างการเปิดงาน “การจัดกิจกรรมสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ครั้งที่ 3” ณ จังหวัดภูเก็ต  ว่า ภาพรวมการดำเนินงานของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปีงบ 2563 และปีงบ 2564 ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. นี้ พบว่ามีจำนวนเบาะแสข้อความที่ต้องคัดกรองเพิ่มมากขึ้น แต่หลังการคัดกรองพบจำนวนข่าวที่เข้าเกณฑ์ตรวจสอบลดลง ขณะที่เริ่มเห็นแนวโน้มข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนลดสัดส่วนลง โดยสัดส่วนข่าวจริงสูงขึ้น

โชว์ผลงาน"ต่อต้านข่าวปลอม"ดีอีเอสยันแนวโน้ม"เฟคนิวส์"ลดลง


  โชว์ผลงาน"ต่อต้านข่าวปลอม"ดีอีเอสยันแนวโน้ม"เฟคนิวส์"ลดลง
โดยในส่วนของข้อความข่าวที่คัดกรอง เมื่อปี  63 มีข้อความข่าวที่คัดกรองเฉลี่ยต่อเดือน 1.6 ล้านข้อความ และปี 64 มีจำนวนเฉลี่ยต่อเดือน 22 ล้านข้อความ ขณะที่ ข้อความข่าวที่เข้าเกณฑ์นำมาตรวจสอบปีล่าสุดนี้ลดลง 8.65% จากปี 63
 
ทั้งนี้ หลังจากประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้ว พบว่าสัดส่วนข่าวปลอมในปี 64 ลดลง 26.43% ข่าวจริงเพิ่มขึ้น 28.66% และข่าวบิดเบือนลดลง 6.69%
 
ขณะเดียวกัน กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานผู้บังคับใช้กฎหมาย ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม และความมั่นคง (ANSCOP) (ศตปค.ตร.)  กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้กระทำความผิด โดยปี 2563 มีจำนวนคดีที่เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย 158 ราย ดำเนินคดีแล้ว 59 ราย และปีล่าสุดนี้จำนวน 135 ราย ดำเนินคดีแล้ว 57 ราย
  โชว์ผลงาน"ต่อต้านข่าวปลอม"ดีอีเอสยันแนวโน้ม"เฟคนิวส์"ลดลง
นางสาวอัจฉรินทร์ กล่าวว่า ในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ระลอกแรกถึงปัจจุบัน ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ได้มีส่วนร่วมในการดำเนินการจัดการข่าวปลอม เพื่อลดความตื่นตระหนกของประชาชน ตลอดจนสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง และสร้างความรู้เท่าทันข่าวปลอมให้กับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ
 
โดยในช่วงเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 กระทรวงฯ ระหว่างวันที่ 25 ม.ค.63 - 31 ส.ค. 64 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม มีจำนวนข้อความที่ถูกคัดกรองกว่า 104 ล้านข้อความ พบเข้าหลักเกณฑ์และนำส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ 10,283 ข้อความ และได้รับการประสานยืนยันจากหน่วยงานต่างๆ รวมเป็นข่าวจำนวน 5,348 เรื่อง สัดส่วนมากสุดอยู่ในหมวดสุขภาพ 55.60% ตามมาด้วยหมวดนโยบายรัฐ 41.20% และหมวดเศรษฐกิจ 3.20%  และไม่พบหมวดภัยพิบัติที่เข้าข่ายเกี่ยวกับโควิด
 


ทางด้านสถานการณ์ข่าวปลอมในภาคใต้ พบสถิติข่าวปลอม/ข่าวบิดเบือนที่มีการแชร์สูงสุด 5 ลำดับแรกในรอบปี 64 ดังนี้  1. ภาคใต้พายุเข้าต่อเนื่อง ฝนตกหนัก และน้ำท่วม 2. น้ำท่วมบ้านพรุ จ.สงขลา เปลี่ยนเป็นสีแดง 3.พายุโซนร้อนตู้เจวียน เข้าประเทศไทย 4.รายชื่อ 10 จังหวัด ล็อกดาวน์ ห้ามเดินทางเข้า-ออก และ 5. กระทรวงศึกษาธิการประกาศหยุดทุกโรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. – 12 ก.ค. นี้
 
“เราต้องเร่งสร้างภูมิคุ้มกันจากการหลงเชื่อข่าวปลอมข่าวลวง และส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการสร้างการรับรู้ เพื่อรู้เท่าทันและรับมือกับข่าวปลอม ภารกิจกระทรวงฯ ที่สำคัญอีกทางคือการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีที่ปลอดภัยแก่ประชาชนและสังคม ประชาชนได้รู้จักวิธีตอบโต้ข่าวปลอม เน้นความรับผิดชอบต่อสังคมในการเผยแพร่และการแชร์ส่งต่อหรือแบ่งปันข้อมูล ตลอดจนจะผลักดันให้เกิดการบรรจุเป็นหลักสูตรการรู้เท่าทันสื่อในโรงเรียนในการรู้เท่าทันในข่าวปลอม อย่างมีวิจารณญาณไตร่ตรองก่อนการแชร์ต่อ” นางสาวอัจฉรินทร์กล่าว
 
ปัจจุบัน ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้จัดทำช่องทางสื่อสาร เผยแพร่ข้อมูลข่าวที่ถูกต้อง และรับแจ้งเบาะแสไว้ดังนี้ 1. เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com  2.เฟซบุ๊ก Anti-Fake
News Center 3.ทวิตเตอร์ @AfncThailand  4.ไลน์ทางการ @antifakenewscenter  
และ 5.สายด่วน GCC 1111 ต่อ 87
 

แท็กที่เกี่ยวข้อง