ชำแหละ 8 นโยบายเกษตร ล้มเหลว หรือ สำเร็จ

27 ส.ค. 2564 เวลา 23:00 น. 778

“อ.วิษณุ” ชำแหละ 8 นโยบายสาธารณะเกษตร 3 ปี ล้มเหลว หรือสำเร็จ พลิกชีวิตเกษตรกรไทย สร้างรายได้ ปลดหนี้สิน ได้จริงหรือไม่ พร้อมแนะรัฐหากจะเดินนโยบายต่อควรจะทำอย่างไร ต้องอ่าน ละเอียดยิบ

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”  ในอดีตและปัจจุบันภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ถือว่าเป็นแหล่งการจ้างงานที่สำคัญ 12.62 ล้านคน และมีครัวเรือนในภาคเกษตร 8.06 ล้านครัวเรือน (สศก. 2564)

 

จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอดีตทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร จีดีพี ภาคเกษตรในปี 2563 คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 8.63% ซึ่งการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอดีตทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตร เป็นที่ทราบอาชีพเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศยังมีฐานะยากจน

 

แม้ว่าในปัจจุบันเกษตรกรได้นำเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม่มาใช้มากขึ้น แต่การผลิตในภาคเกษตรไทยยังมีปัจจัยภายนอกอีกหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อการผลิตของเกษตรกร และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครัวเรือนเกษตร รัฐบาลไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้ใช้นโยบายเกษตรในหลากหลายรูปแบบ

 

อาทิ การแทรกแซงราคาตลาด การส่งเสริมการเรียนรู้ การส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรเชิงพื้นที่ ส่งเสริมมาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นต้น ซึ่งในแต่ละนโยบายต่างๆ จำเป็นที่จะต้องใช้งบประมาณในแต่ละปีจำนวนมาก วัตถุประสงค์การของการศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบของนโยบายสาธารณะในภาคเกษตรต่อรายได้สุทธิและภาระหนี้สินของครัวเรือนเกษตรกรไทยที่เข้าร่วมโครงการ

 

วิธีวิจัย

 

 

1.ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาดแก่เกษตรกร รวมทั้งการให้บริการทางการเกษตรและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ปัจจุบันมี 882 ศูนย์ และ 8,898 ศูนย์เครือข่าย

 

2. แปลงใหญ่  เป็นนโยบายส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกร รวมถึงเชื่อมโยงไปถึงผู้ประกอบการภาคเอกชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต มีผลผลิตต่อหน่วยเพิ่มขึ้น ผลผลิตมีคุณภาพ และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

 

3. การบริหารจัดการน้ำ  นโยบายจัดหาพัฒนาก่อสร้าง ปรับปรุงแหล่งน้ำ พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ ขยายและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน และก่อสร้างแห่งน้ำในไร่นาและชุมชน และการบรรเทาแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ

 

4. แผนการผลิตข้าวครบวงจร บริหารจัดการโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต วางแผนการผลิตข้าวเพื่อให้เกิดความสมดุลกับความต้องการเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตข้าว

 

ข้าว

 

5. Zoning by Agri-Map ก็คือการบริหารจัดการและสนับสนุนจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการผลิตในพื้นที่เหมาะสมเล็กน้อย และพื้นที่ไม่เหมาะสม ให้มีการปรับเปลี่ยนพืชที่เหมาะสม เพิ่มรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

6. ธนาคารสินค้าเกษตร อาทิ ธนาคารโค กระบือ ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน

 

7. มาตรฐานสินค้าเกษตร GAP/ เกษตรอินทรีย์ เพื่อพัฒนาและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารให้ได้มาตรฐานสากล และมุ่งหมายให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคปลอดภัย

 

8. โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ บริหารจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด

 

ทั้งนี้โดยภาพรวมเกษตรกร 79.29% ของครัวเรือนเกษตรเข้าร่วมอย่างน้อย 1 นโยบาย และมี ร้อยละ 0.52% ของครัวเรือนเกษตรเข้าร่วมทั้ง 8 นโยบาย

 

ข้อมูลที่ใช้ในการวิจัย

 

โดยสรุปในเรื่องความแตกต่างรายได้เกษตรทางตรงจากการเข้าร่วมแต่ละนโยบายของครัวเรือนเกษตรกร เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ พบว่า

  • โครงการ “แปลงใหญ่” เพิ่มรายได้ 128,018 บาท/ครัวเรือน/ปี
  •  โครงการ “การบริหารจัดการน้ำ” เพิ่มรายได้ 397,793 บาท/ครัวเรือน/ปี

 

ขณะที่

  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดรายได้ 67,637 บาท/ครัวเรือน/ปี 
  • Zoning by Agri-Map  ลดรายได้ 26,443 บาท/ครัวเรือน/ปี
  • ธนาคารสินค้าเกษตร ลดรายได้ 237,759 บาท/ครัวเรือน/ปี

 

ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าทำให้รายได้ครัวเรือนเกษตรกรเปลี่ยนแปลง

 

ความแตกต่างของรายได้เกษตรกรทางตรงต่อไร่ถือครอง จากการเข้าร่วมแต่ละนโยบายของครัวเรือนเกษตรกรเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (บาท/ไร่/ปี)

 

  • การบริหารจัดการน้ำ เพิ่มรายได้ 18,401 บาท/ไร่

 

ขณะที่

  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดรายได้ 5,110 บาท/ไร่
  • Zoning by Agri-Map  ลดรายได้ 2,629 บาท/ไร่
  • ธนาคารสินค้าเกษตร ลดรายได้ 20,382 บาท/ไร่

 

ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าทำให้รายได้/ไร่/ปีครัวเรือนเกษตรกรเปลี่ยนแปลง

 

ความแตกต่างของต้นทุนการผลิตจากการเข้าร่วมแต่ละนโยบายของครัวเรือนเกษตร เมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (บาท/ครัวเรือน/ปี)

  • แปลงใหญ่ เพิ่มต้นทุน 107,255 บาท/ครัวเรือน/ปี
  • การบริหารจัดการน้ำ เพิ่มต้นทุน 219,458 บาท/ครัวเรือน/ปี
  • Zoning by Agri-Map  เพิ่มต้นทุน 278,962 บาท/ครัวเรือน/ปี

 

ขณะที่

  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดต้นทุน 24,586 บาท/ครัวเรือน/ปี
  • ธนาคารสินค้าเกษตร ลดต้นทุน 112,857 บาท/ครัวเรือน/ปี

 

ส่วนนโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าทำให้ต้นทุนของครัวเรือนเกษตรเปลี่ยนแปลง

 

ความแตกต่างของต้นทุนผลิตต่อไร่ถือครองจากการเข้าร่วมแต่ละนโยบายของครัวเรือนเกษตรเมื่อเทียบกับกรณีทีไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (บาท/ครัวเรือน/ปี)

  • การบริหารจัดการน้ำ เพิ่มต้นทุน 8,053  บาท/ไร่/ปี

 

ขณะที่

  • แปลงใหญ่ลดต้นทุน 1,558 บาท/ไร่/ปี
  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดต้นทุน 1,986 บาท/ไร่/ปี
  • Zoning by Agri-Map  ลดต้นทุน 845 บาท/ไร่/ปี
  • ธนาคารสินค้าเกษตร ลดต้นทุน 8,228 บาท/ไร่/ปี

 

นโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าการทำให้ต้นทุน/ไร่/ปีของครัวเรือนเกษตร เปลี่ยนแปลง

 

ความแตกต่างของรายได้สุทธิเกษตรทางตรงจากการเข้าร่วมแต่ละนโยบายของครัวเรือนเกษตรเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (บาท/ครัวเรือน/ปี)

  • การบริหารจัดการน้ำ เพิ่มรายได้สุทธิ 178,852 บาท/ครัวเรือน/ปี

 

ขณะที่

  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดรายได้สุทธิ 43,158 บาท/ครัวเรือน/ปี
  • Zoning by Agri-Map  ลดรายได้สุทธิ 32,976 บาท/ครัวเรือน/ปี
  • ธนาคารสินค้าเกษตร ลดรายได้สุทธิ 125,568 บาท/ครัวเรือน/ปี

 

นโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าการทำให้รายได้สุทธิของครัวเรือนเกษตร เปลี่ยนแปลง

 

ความแตกต่างของรายได้สุทธิเกษตรทางตรงต่อไร่ถือครอง จากการเข้าร่วมแต่ละนโยบายของครัวเรือนเกษตรเมื่อเทียบกับกรณีทีไม่ได้เข้าร่วมโครงการ (บาท/ครัวเรือน/ปี)

  • การบริหารจัดการน้ำ เพิ่มรายได้สุทธิ 10,365 บาท/ไร่/ปี

 

ขณะที่

  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดรายได้สุทธิ 3,133 บาท/ไร่/ปี
  • Zoning by Agri-Map  ลดรายได้สุทธิ 689 บาท/ไร่/ปี
  • ธนาคารสินค้าเกษตร ลดรายได้สุทธิ 12,195 บาท/ไร่/ปี

 

นโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าการทำให้รายได้สุทธิ/ไร่/ปี ของครัวเรือนเกษตรเปลี่ยนแปลง

 

ความแตกต่างของสัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สินรวมของครัวเรือนเกษตรที่เข้าร่วมแต่ละนโยบายเมื่อเทียบกับกรณีที่ไม่ได้เข้าร่วม

  • Zoning by Agri-Map  ลดสัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สินรวม -0.38

 

ขณะที่

  • ธนาคารสินค้าเกษตร เพิ่มสัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สินรวม +0.18
  •  

นโยบายอื่นๆ ที่เหลือไม่พบว่าการทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทรัพย์สินรวมของครัวเรือนเกษตรเปลี่ยนแปลง

 

เมื่อนำรายได้สุทธิคูณกับจำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์จากนโยบาย สมมติให้ครัวเรือนเกษตร เท่ากับ 8.06 ล้านครัวเรือน การบริหารจัดการน้ำ (26.23% ของครัวเรือนเกษตรเข้าถึงนโยบาย สามารถเพิ่มมูลค่าได้ +378,221 ล้านบาท/ปี

  • แผนการผลิตข้าวครบวงจร (3,497,827 ล้านครัวเรือน) ลดมูลค่าลง -150,959 ล้านบาท/ปี
  • Zoning by Agri-Map  (1.80% ของครัวเรือนเกษตรเข้าถึงนโยบาย) ลดมูลค่าลง -4,785 ล้านบาท/ปี
  • ธนาคารสินค้าเกษตร (4.129% ของครัวเรือนเกษตรเข้าถึงนโยบาย ลดมูลค่าลง 41,790 ล้านบาท/ปี

 

รศ.ดร.วิษณุ กล่าวว่า มูลค่าของผลกระทบจากทั้ง 8 นโยบาย เท่ากับ 180,686.25 ล้านบาท/ปี เมื่อนำมาหักลบงบประมาณที่ใช้จ่ายตลอด 3 ปี 8 นโยบายสร้างมูลค่าผลกระทบเชิงบวก รวม +106,908 ล้านบาท โดยสรุปแม้ว่าโดยภาพรวม 8 นโยบายจะสร้างผลกระทบเชิงบวก แต่จะพบว่าทั้งหมดเกิดขึ้นจากนโยบายการบริหารจัดการน้ำเท่านั้น ดังนั้นควรพิจารณาหาแนวทางปรับปรุงนโยบายอื่นๆ ให้ดียิ่งขึ้น

 

ข้อเสนอ

1. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เน้นการฝึกฝนในภาคปฏิบัติพร้อมการประเมินผลสัมฤทธิ์ที่ไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้เข้าร่วมอบรม และพิจารณาปรับเปลี่ยนผู้นำให้เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่

 

2. แปลงใหญ่ เน้นส่งเสริมแปลงติดกันให้มากขึ้น เพื่อจัดการง่าย และเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

 

3. การบริหารจัดการน้ำ ส่งเสริมการขยายแหล่งน้ำนอกเขตชลประทาน อาทิ ส่งเสริมการทำบ่อจิ๋ว และธนาคาน้ำใต้ดิน

 

4. แผนการผลิตข้าวครบวงจร ลดอำนาจการผูกขาดตลาด และใช้แรงจูงใจแบบมีเงื่อนไขให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิต

 

5. Zoning by Agri-Map ควรหาวิธีการสร้างแรงจูงใจและสนับสนุนการเงินที่เพียงพอสำหรับเกษตรกรเพื่อดึงดูดการตัดสินใจปลูกพืชอื่นที่มีความเหมาะสมแทนพืชเดิมที่ปลูก

 

.Zoning by Agri-Map

 

6. ธนาคารสินค้าเกษตร ไม่ยั่งยืนเนื่องจากภาครัฐเป็นฝ่ายให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตตลอดหากหยุดส่งเสริมเมื่อไรโครงการก็จะไม่สามารถดำเนินต่อได้ ดังนั้นควรหาแนวทางที่จะให้พื้นที่ดูแลตนเองเมื่อไม่มีความช่วยเหลือของภาครัฐ

 

7. มาตรฐานสินค้าเกษตร GAP/ เกษตรอินทรีย์ ควรใช้เทคโนโลยีในการติดตามและจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อลดข้อจำกัดของบุคลากรที่มีไม่มากและลดขั้นตอนการขอมาตรฐาน และให้ความรู้กับเกษตรกร

 

8. โครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ควรเน้นคุณภาพของเกษตรกรที่เข้าร่วมและลดการพิจารณาเป้าหมายของจำนวนเกษตรกร กำหนดรูปแบบให้ยืดหยุ่นในการส่งเสริมเกษตรและการใช้พื้นที่แปลง

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง