
มองแนวโน้มเงินบาท “แข็งต่อ”ถึงปีหน้า
จับตาระยะยาว “ธปท.อาจหารือกับคลัง”จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
มองแนวโน้มเงินบาท “แข็งต่อ”ถึงปีหน้า-จับตาระยะยาว “ธปท.อาจหารือกับคลัง”จัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) แถลง 3มาตรการช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทและปัญหาเชิงโครงสร้างตลาดอัตราแลกเปลี่ยนไทยช่วยให้เงินทุนเคลื่อนย้ายมีความสมดุลมากขึ้น โดยดำเนิน 3มาตรการนั้นการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท อยู่ที่ระดับ 30.37บาท/ดอลลาร์ สะท้อนการแข็งค่าขึ้น 0.4%เทียบเมื่อเปิดตลาดในช่วงเช้าของวันที่ 20 พฤศจิกายน 2563
ด้านนายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้ความเห็นต่อมาตรการดังกล่าวว่า ผลจากมาตรการดังกล่าวมีผลต่อตลาดอัตราแลกเปลี่ยน 6ประเด็น ได้แก่ 1.ชะลอการแข็งค่าของเงินบาท แต่ยากจะเปลี่ยนทิศบาทแข็ง เพราะมาจากปัญหาดอลลาร์อ่อนค่าหลังมีความชัดเจนการเลือกตั้งสหรัฐและข่าวดีเรื่องวัคซีน ขณะที่ไทยยังเกินดุลการค้าอยู่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
-ด่วน แบงก์ชาติออกมาตรการสกัดเก็งกำไรบาท
-อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท "แข็งค่า"
2.ปัญหาบาทแข็งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างมาจากส่วนต่างการออมและการลงทุนไทยมีมาก เรียกว่าเราไม่ลงทุน ขาดการนำเข้าเครื่องจักร บาทเลยแข็ง
3. มาตรการนี้ช่วยเปิดโอกาสการลงทุนนักลงทุนรายย่อยของไทยให้ไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศ เช่น กองทุน ETF ซึ่งมีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงกว่าสินทรัพย์ไทย
4.การที่ผู้ส่งออกสามารถเก็บรายได้ในรูปดอลลาร์อาจไม่สามารถลดแรงกดดันที่เทขายดอลลาร์มาแลกบาททำบาทแข็งได้เต็มที่ เพราะผู้ส่งออกมีรายจ่ายในรูปเงินบาท แต่อย่างน้อยอาจไม่แลกหมด เพราะสามารถจ่ายเป็นดอลลาร์สำหรับการนำเข้าได้
5. เทรนบาทแข็งอาจลากยาวไปปีหน้า แม้เปิดโอกาสให้ถือดอลลาร์แต่อาจขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน นักลงทุนควรศึกษาและเข้าใจด้วย
6.ระยะยาว ทางธปท.อาจหารือกับคลังในการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือ Sovereign Wealth Fund SWFในการกันเงินดอลลาร์ไม่แลกเป็นเงินบาท






