27 กุมภาพันธ์ 2021

นายกฯ สั่งวางแผนเร่งด่วน ฉีดวัคซีนโควิดกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนกลางปีนี้

16 Jan 2021 01:05 น.
อ่าน 563 ครั้ง

นายกฯ สั่งวางแผนเร่งด่วน ฉีดวัคซีนโควิดกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนกลางปีนี้

นายกฯ อัพเดต วัคซีนโควิด-19 สั่งวางแผนเร่งด่วนพร้อมฉีดให้กลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนในเดือนมิ.ย.นี้ ขอ ปชช.เชื่อมั่นผลการป้องกันและความปลอดภัย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยภายหลังประชุมความคืบหน้าวัคซีนโควิด-19 ผ่านโพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก "ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut-Chan-o-cha" ว่า จากการประชุมอัพเดทเรื่องวัคซีนเมื่อซักครู่นี้ ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบว่า การระบาดระลอกใหม่ของไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นทั่วโลก บางประเทศเกิดขึ้นหลายระลอก เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บอกว่า เราคงต้องปรับตัวและอยู่กับไวรัสโควิด-19 ให้ได้ เหมือนไข้หวัดที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ด้วยวัคซีนที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในระดับบุคคลก็จะต้องสวมหน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อให้มีภูมิคุ้มกัน

 

สำหรับในระดับประเทศ เมื่อเกิดการระบาด ก็ต้องมีการจำกัดการเคลื่อนย้าย การใช้พื้นที่ และงด/เลี่ยงกิจกรรมที่มีความเสี่ยง อย่างที่เราทำกันอยู่ในตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่า เรื่องนี้ย่อมจะสร้างผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และระบบเศรษฐกิจ

 

เรื่องการฉีดวัคซีนให้กัประชาชนได้มากที่สุดจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นบริหารจัดการต้นทุนในการป้องกันและควบคุมโรคที่ถูกที่สุด ถูกกว่าการระดมตรวจหาเชื้อด้วยซ้ำ และเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพของประชาชนในภาพรวม รวมทั้งต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

 

ตั้งแต่ปลายปี 2563 ทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วกว่า 32 ล้านโด๊ส ในสหรัฐฯ ฉีดไปแล้ว ประมาณ 10.7 ล้านโด๊ส จีนกว่า 9 ล้านโด๊ส ยุโรป 3.7 ล้านโด๊ส และอังกฤษ 3.1 ล้านโด๊ส

 

สำหรับประเทศไทยนั้นต้องทำความเข้าใจว่า เราควบคุมโควิด-19 ได้อยู่ในระดับที่ดี จึงมีจำนวนผู้ติดเชื้อน้อยมาก เราไม่ได้เป็นพื้นที่ระบาดรุนแรงจึงไม่ถูกเลือกให้เป็นที่ทดลองประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน เพราะไม่มีกลุ่มตัวอย่างเพียงพอ เหมือนในหลายๆประเทศ รวมทั้งบางประเทศในอาเซียนที่มีข่าวว่า ได้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการวัคซีนของเราก็ได้ติดตามการวิจัยพัฒนาวัคซีนต้านโควิดมาตั้งแต่หลังการระบาดใหม่ๆ รวมทั้งได้วางแผนการจัดหาและแผนการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 



ขณะนี้ ศูนย์ผลิตวัคซีนของบริษัทสยามไบโอไซนส์ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าจากประเทศอังกฤษ ได้เริ่มการผลิตวัคซีนมาตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมปีที่แล้ว อย่างไรก็ดี การผลิตวัคซีนแต่ละล็อตนั้นต้องใช้เวลาประมาณ 4 เดือน ทั้งระยะเวลาในการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเร่งรัดข้ามขั้นตอนได้ เพราะจะมีผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีนซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องคำนึงถึง

 

หากเป็นไปตามแผนวัคซีนแอสต้าเซเนก้าล็อตแรกจะพร้อมฉีดให้ประชาชนในเดือนมิถุนายนนี้ โดยที่รัฐบาลได้สั่งจองไปแล้วจำนวน 26 ล้านโด๊ส เพื่อฉีดให้กลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนก่อน และได้เจรจาขอซื้อเพิ่มเติมอีก 35 ล้านโด๊ส เพื่อให้ครอบคลุมประชาชนให้มากขึ้น

 

สิ่งที่ผมอยากเรียนให้ทุกท่านทราบ ก็คือ การที่เราเป็นฐานการผลิตวัคซีนของแอสตร้าเซเนก้าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เป็นเหตุผลสำคัญที่จะทำให้เรามีโอกาสเข้าถึงวัคซีนที่ผลิตได้เร็วขึ้น


นอกจากนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขยังได้สั่งซื้อวัคซีนของซิโนแวคประเทศจีน จำนวน 2 ล้านโด๊ส ซึ่งจะมาถึงประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้ แม้ว่าตอนนี้จะมีข่าวว่าวัคซีนซิโนแวคที่ทดลองในบราซิล มีประสิทธิผลเพียง 50 กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นก็ตาม แต่ผมก็อยากเรียนให้ทราบว่า ในทางการแพทย์นั้นประสิทธิภาพของวัคซีนขึ้นอยู่กับการทดลองว่า ฉีดที่ไหน หรือฉีดให้ใครด้วย

 

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีผลการทดลองวัคซีนซิโนแวค ในตุรกีและอินโดนีเซีย ซึ่งฉีดให้กับประชาชนหลากหลายกลุ่ม ในช่วงอายุต่างๆกัน มีประสิทธิผลถึง 90% ในขณะที่บราซิลนั้น ทดลองฉีดให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง จึงอาจทำให้ตัวเลขประสิทธิผลต่ำกว่าที่อื่น แต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขได้สอบถามไปยังบริษัทซิโนแวคแล้วเพื่อขอความชัดเจนในเรื่องประสิทธิผลของวัคซีนเพิ่มเติม

 

อย่างไรก็ตาม การฉีดวัคซีนให้ได้ผลในการยับยั้งการระบาด ต้องฉีดให้ได้อย่างน้อย 50% ของจำนวนประชากร หรือจะให้ดี คือ 70% ยกตัวอย่างเช่น ถ้าจะฉีด 50% คือ 33 ล้านคน จะต้องฉีดถึง 66 ล้านโด๊ส ถ้าเริ่มฉีดเดือนมิถุนายนจนถึงปลายปีนี้ จะต้องฉีดเดือนละ 9.4 ล้านโด๊ส หรือวันละ 313,000 โด๊ส ถ้าคิดว่า วันหนึ่งฉีดได้ 12 ชั่วโมง คือชั่วโมงละ 26,000 โด๊ส

 

เพราะฉะนั้น การฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุดภายในสิ้นปีนี้ เป็นงานที่ท้าทายระบบสาธารณสุขทั่วโลก จากสถิติอัตราการฉีดวัคซีนในช่วงที่ผ่านมา อิสราเอลทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือ 2 ล้านโด๊ส ใน 3 สัปดาห์ (หรือ 2.6 ล้านโด๊สต่อเดือน) ส่วนสหรัฐฯ ฉีดได้ 10 ล้านโด๊สในเดือนแรก อังกฤษทำได้ 2 ล้านโด๊ส เช่นกัน

 

ผมได้สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขเริ่มดำเนินการวางแผนงานการฉีดวัคชีนตั้งแต่ตอนนี้เป็นการเร่งด่วน เนื่องจากจำเป็นต้องมีการวางแผนการกระจาย การจัดส่งวัคซีน การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนต้องตั้งศูนย์ฉีดวัคซีน เตรียมอุปกรณ์บุคลากร คือ หมอและพยาบาล มีการลงทะเบียน การสอบถามอาการหลังฉีด ต้องจัดเตรียมสถานที่ฉีด และพักหลังการฉีด 15-30 นาที รวมทั้งการประเมินผลไปจนถึงการติดตามให้มาฉีดโด๊สที่สอง ยังมีการเก็บข้อมูลของคนที่ฉีด และชนิดของวัคซีน

 

จะเห็นว่า แผนการกระจายวัคซีนจึงมีความสำคัญมาก เป็นผลที่จะทำให้การฉีดวัคซีนได้ผลมากหรือน้อย และไม่เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็น ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการ “แบบรวมศูนย์” เพื่อที่ว่า เมื่อได้วัคซีนมาจะได้เริ่มฉีดได้อย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุด

 

สุดท้ายนี้ ผมขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการจัดหาวัคซีนและมีแผนฉีดวัคซีนที่จะทำให้เกิดผลในการป้องกันการระบาดได้ โดยวัคซีนที่จะฉีดให้ประชาชน จะต้องได้ผลป้องกันโควิดได้ และปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งจะทำให้เราสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ เปิดประเทศได้โดยเร็วที่สุด

 

นายกฯ สั่งวางแผนเร่งด่วน ฉีดวัคซีนโควิดกลุ่มเสี่ยง 13 ล้านคนกลางปีนี้

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

โยกงบ-กู้เพิ่มเยียวยาโควิดรอบ 2 เอกชนจี้สำรองเงิน เหลือไม่พอฟื้นเศรษฐกิจ

21-22 ม.ค. "ผอ.องค์การสะพานปลา" สั่งปูพรมตรวจ โควิด

ต่อลมหายใจศก. กำ 6 แสนล้านสู้ เพิ่มเงินคนละครึ่ง-จ่าย 3,500 “เราชนะ”

สถานที่เสี่ยงติดโควิด-19 “ชลบุรี” รอบใหม่

เยียวยารอบ 2 “ทรู” เผย ขั้นตอนกดรับสิทธิ์โปรเน็ต 79 บาท เริ่มแล้ววันนี้!

Ads E-Book

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij

Add Line Friend