“สุวัจน์”แนะทุกฝ่ายจริงใจหาทางแก้รธน.เป็นรายมาตรา

19 มี.ค. 2564 | 12:25 น.

"สุวัจน์"ชี้เหตุรัฐสภาคว่ำร่างรธน.วาระ 3 เพราะกลัวไม่สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรธน. รัฐสภาเหลือเวลาครึ่งเทอม จี้ทุกฝ่ายเปิดใจพูดคุยกันด้วยความจริงใจ หาทางแก้รธน.เป็นรายมาตราแทน

บ่ายวันนี้ (19 มี.ค.64) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา ได้เป็นประธานการประชุมกรรมการสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่จ.นครราชสีมา 

โอกาสนี้ นายสุวัจน์ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประชุมรัฐสภามีมติคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 ว่า เข้าใจว่าการที่ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านวาระ 3 มีอยู่หลายเหตุผล โดยเฉพาะเหตุผลหนึ่งคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องไปถามประชาชนด้วยการทำประชามติก่อน จึงทำให้ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.รู้สึกกังวลใจ จนทำให้มติที่ประชุมรัฐสภาออกมาไม่ให้ผ่านดังกล่าว สังเกตได้จากคะแนนผู้ที่งดออกเสียง ผู้ที่เดินออกมาจากห้องประชุม และผู้ที่ไม่ประสงค์จะลงคะแนน มีจำนวนสูงมาก 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ตกไปแล้ว เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องมาหารือกันอีกครั้ง เพราะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล และยังเป็นนโยบายของพรรคร่วมรัฐบาลอีกหลายพรรคด้วย เนื่องจากก่อนหน้านี้ทั้งพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้านส่วนใหญ่ ก็มีความเห็นตรงกันว่า ควรที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลายข้อที่เป็นปัญหา ดังนั้นในเมื่อไม่สามารถแก้ไขทั้งฉบับได้ ก็ต้องมาพูดคุยหารือกันว่าอาจจะต้องมาแก้ไขเป็นรายมาตราแทน เพราะการแก้ไขรายมาตราในบางหมวด ก็ไม่ต้องไปทำประชามติ 

ขณะเดียวกันอายุของรัฐสภาชุดนี้ ในวันที่ 24 มีนาคมที่จะถึงนี้ ก็จะครบครึ่งวาระแล้ว ถ้าเปรียบฟุตบอลก็จะหมดเวลาครึ่งแรกแล้ว ดังนั้น มีเวลาเหลืออีกเพียงครึ่งหลังที่จะมาช่วยกันคิด ว่าจะมีประเด็นปัญหาอะไรในรัฐธรรมนูญที่จะแก้ได้บ้าง

                                          สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ยกตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งในอดีตเคยกาบัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือก ส.ส. ใบหนึ่งเลือกพรรค แล้วปัจจุบันมาเหลือเพียงใบเดียว โดยนำคะแนนที่เลือก ส.ส.มาคำนวณเป็นคะแนนพรรค แต่ถ้าพรรคการเมืองใดไม่ส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงครบทุกเขต ก็จะไม่ได้คะแนนพรรค 

หรือเรื่องคะแนนไพรมารี่โหวต ซึ่งจะให้พรรคการเมืองต้องมีตัวแทนพรรคอย่างน้อย 100 คน ในแต่ละเขตเลือกตั้ง ถ้าใครจะส่ง ส.ส.สมัคร 350 คน ก็ต้องมีตัวแทนอย่างน้อย 35,000 คน ซึ่งในทางปฏิบัติพรรคการเมืองจะทำได้หรือไม่ หรือ แม้แต่การคำนวณสัดส่วนของคะแนน จะเป็นการปัดเศษอะไรก็ตาม ซึ่งสร้างความสับสนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งใหม่ เราอยากให้ลดความสับสนเหล่านี้ลง 

ดังนั้น ยังมีเวลาเหลืออีก 2 ปี เพื่อที่จะได้มานั่งพูดคุยหารือกันแก้ไขกติกาว่าทำอย่างไรจะลดความสับสน และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่งผลให้เกิดการยอมรับผลของการเลือกตั้ง ซึ่งตนเห็นว่าอย่างนี้จะทำให้บรรยากาศทางการเมืองดี มีรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับตั้งแต่เริ่มต้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศได้

นายสุวัจน์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก็เริ่มดีขึ้น หลังจากที่ได้รับการฉีดวัคซีน หลังจากผ่านครึ่งปีนี้ไปตนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ดังนั้น เราต้องการรัฐบาลที่มีความคล่องตัวในการบริหารประเทศ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดีขึ้นโดยเร็ว 

หลังจากนี้ไปทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ก็ต้องมานั่งคุยกันด้วยความจริงใจ ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา เพราะขณะนี้ร่างกฎหมายประชามติก็ยังไม่มี ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก นอกจากจะต้องฟังเสียงข้างมากแล้ว ยังต้องฟังเสียงข้างน้อยด้วย 

"เราต้องแสดงความจริงใจต่อกัน และหยิบประเด็นที่เป็นปัญหาของประเทศมาแก้ไข เพื่อให้ประเทศขับเคลื่อนต่อไปได้" นายสุวัจน์ แนะนะ
ส่วนกรณีที่มี ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทยหลายคน วอล์คเอาท์ออกจากห้องประชุมรัฐสภานั้น ตนเองไม่ทราบ เพราะไม่ได้เข้าไปอยู่ในห้องประชุมด้วย แต่ทั้งหมดก็ต้องกลับมาแก้ไขกันใหม่ เริ่มต้นใหม่ ซึ่งก็เห็นว่าในเมื่อเราแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ ก็ควรที่จะมาแก้ไขเป็นรายมาตราแทนจะง่ายกว่า แต่ทุกฝ่ายต้องมาเปิดใจพูดคุยกันด้วยความจริงใจเท่านั้น

                                            สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

                              

ส่วนเรื่องการ "ปรับครม." นั้น นายสุวัจน์ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีคงจะใช้จังหวะนี้ ในการที่จะสร้างความเชื่อมั่นที่มีต่อรัฐบาล เพราะจังหวะนี้เป็นจังหวะที่เราต้องการความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและต้องการความเชื่อมั่นในการสร้างความรักความสามัคคี และได้คนที่มีความรู้ความสามารถ “Put the right man on the right job” ได้คนที่เหมาะกับกระทรวงที่รับผิดชอบ 


“ผมก็ว่าจะเป็นขวัญเป็นกำลังใจให้กับส่วนรวมได้ และจะเป็นผลบวกต่อรัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีกำลังที่จะไปทำงานแก้ไขปัญหามากขึ้น” 

ส่วนการจะมีการปรับ ครม.อีกหรือไม่ เพราะเหลือ 2 ปี ตนว่าการเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น แล้วแต่สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีก็เหมือนกัปตันทีม นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนรู้สถานการณ์ของทีมที่ดีที่สุดว่า ควรจะต้องจัดใครลงเล่นต่างๆ ฉะนั้นต้องขึ้นอยู่กับกัปตันทีม ตนคงตอบแทนไม่ได้