19 ตุลาคม 2019

ค่าบาทปิดตลาดแข็งสุดรอบ6ปี

09 Oct 2019
อ่าน 1697 ครั้ง

     วันนี้เงินบาท เปิด 30.40 ปิด 30.32 สูงสุด 30.43 ต่ำสุด 30.29 ระดับปัจจุบันต่ำที่สุดของปีนี้และต่ำที่สุดในรอบ 6ปี

     นายจิติพล  พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ ตลาดเงินตลาดทุนธนาคารกรุงไทยระบุว่าส่วนหนึ่งเกิดจากเงินทุนไหลเข้าเพื่อเตรียมลงทุนในหุ้น ส่วนที่สองเกิดเงินหยวนที่ไม่ได้อ่อนค่าลงอย่างที่ตลาดคาดไว้หลังจากกลับมาเปิดตลาด และราคาทองก็ปรับตัวขึ้นสวนทางกับเงินดออลาร์  ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ซื้อบาทกดตลาดลงมา 

     ในระยะต่อไปยังคงมองเงินบาทแข็งค่าได้ต่อ โดยประเมินเงินบาทสิ้นปี 2019 ที่ 30.20 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งจะเกิดจากการที่ะนาคารกลางสหรัฐลดดอกเบี้ยเร็วกว่าธผปท. และทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐในอนาคตอาจลงไปต่ำกว่าดอกเบี้ยบาท นอกจากนี้เงินบาทก็เป็นสกุลเงินที่ผันผวนน้อย มีภาระหนี้ต่างประเทศน้อย และเกินดุลการบัญชีเดินสะพัดเสมอ นักลงทุนจึงเลือกนำเงินเข้ามาพักเมื่อตลาดเกิดใหม่อื่นๆมีความผันผวนสูง 
สอดคล้องศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุ เงินบาทขยับแข็งค่าทดสอบแนว 30.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบกว่า 6 ปีครั้งใหม่ (นับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2556) และเมื่อเทียบกับความเคลื่อนไหวของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียแล้ว เงินบาทยังคงเป็นสกุลเงินที่มีอัตราการแข็งค่ามากที่สุด โดยแข็งค่าขึ้นแล้วในปีนี้ประมาณ 7.4% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ และค่อนข้างจะทิ้งห่างสกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านที่ตามมาเป็นอันดับ 2 และอันดับ 3 อย่างเงินรูเปียห์ และเงินเปโซ ที่แข็งค่าขึ้นในปีนี้เพียง 2.8% และ 1.8% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ ตามลำดับ


     ทั้งนี้ ทิศทางการแข็งค่าของเงินบาท น่าจะถูกอธิบายโดยฐานะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และมุมมองของนักลงทุนที่ว่า เงินบาทเป็นสกุลเงินที่ปลอดภัย มากกว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากต่างประเทศ โดยอาจกล่าวได้ว่า นอกเหนือจากการคาดการณ์เรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และปัจจัยพื้นฐานของเงินบาท (อาทิ สถานะการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง) แล้ว อีกปัจจัยสำคัญที่หนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น ในลักษณะที่เป็นการสวนทางสกุลเงินเอเชียอื่นๆ นั้น น่าจะเป็น “มุมมอง” ของตลาดที่ประเมินว่า เงินบาทเป็นสกุลเงินปลอดภัยในยามที่ต้องการหลีกเลี่ยงความเสี่ยง 

     อย่างไรก็ดี ในช่วงภายในเดือนต.ค. นี้ จะมี 2 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1) การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าทั้ง 2 ประเทศ น่าจะยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ขณะที่อัตราภาษีของสหรัฐฯ ที่เก็บจากวงเงินสินค้านำเข้าจากจีน 2.5 แสนล้านดอลลาร์ฯ กำลังจะขยับขึ้นไปที่ 30% จาก 25% ในวันที่ 15 ต.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ และ 2) ความเสี่ยงจากกรณี BREXIT แบบไร้ข้อตกลง ขณะที่อังกฤษกำลังนับถอยหลังเข้าใกล้เส้นตายสิ้นเดือนต.ค. 2562 นี้ ทั้งนี้ สัญญาณความกังวลเพิ่มสูงขึ้นก่อนการประชุม EU summit ระหว่างวันที่ 17-18 ต.ค. นี้ เนื่องจากสหภาพยุโรปและอังกฤษยังคงมีความเห็นในรายละเอียดของหลายประเด็นที่แตกต่างกัน

     ขณะเดียวกัน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า สถานการณ์การแข็งค่าของเงินบาท ทำให้ไทยเสียเปรียบเรื่องความสามารถในการแข่งขันของภาคการส่งออกและท่องเที่ยว และอาจเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทย เพราะนอกจากเงินบาทจะขยับแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ มากกว่าสกุลเงินอื่นๆ อาทิ เงินรูเปียห์อินโดนีเซีย เงินเยนญี่ปุ่น และเงินเปโซฟิลิปปินส์ แล้ว และเงินบาทยังแข็งค่าสวนทางเงินเอเชียอีกหลายสกุลที่ปรับตัวในทิศทางที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ อาทิ เงินวอนเกาหลีใต้ เงินหยวนจีน เงินรูปีอินเดีย เงินริงกิตมาเลเซีย และเงินดอลลาร์สิงคโปร์  ด้วยเช่นกัน  


     ดังนั้น ทิศทางของค่าเงินดอลลาร์ฯ และแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า
โดยมองว่า ทิศทางค่าเงินบาทอาจผันผวนได้ทั้ง 2 ด้านในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของ 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสถานการณ์ของการเมืองภายในสหรัฐฯ ในช่วงก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีเดือนพ.ย. 2563 โดยแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีผลในการกำหนดทิศทางดอกเบี้ยของเฟด 

     โดยในกรณีที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เผชิญกับภาวะถดถอย มองว่า แรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่า น่าจะทยอยลดน้อยลง โดยเฉพาะในช่วงหลังจากที่เฟดสามารถยุติการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นราวช่วงครึ่งแรกของปีหน้า อย่างไรก็ดี หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับภาวะถดถอย ความเป็นไปได้ที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องในขนาดและจำนวนครั้งที่มากกว่าไทย อาจส่งผลทำให้เงินบาทยังคงมีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบที่แข็งค่าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ ปมปัญหาของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสถานการณ์ของการเมืองภายในสหรัฐฯ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เงินบาทยังคงได้รับแรงหนุนในฐานะที่เป็นสกุลเงินปลอดภัย  
 
     #ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในกรณีเลวร้ายที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอลงมากกว่าที่คาดในปีหน้า จนทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงไปมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เงินบาทก็อาจถูกกดดันให้แข็งค่าขึ้นได้ต่อเนื่องจากการที่ไทยยังคงมีดุลการค้า ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุล และมุมมองของนักลงทุนที่ว่า เงินบาทเป็นสกุลเงินปลอดภัยที่มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งรองรับ ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกของไทยอาจจะยังคงเผชิญความท้าทายต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij