16 ตุลาคม 2019

เจาะกลยุทธ์ท่องเที่ยวปี 63 ปั๊มรายได้ต่างชาติ2.43ล้านล.

15 Jul 2019
อ่าน 979 ครั้ง

 

เป้าหมายการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในปี 2563 ภายใต้โจทย์ 3.71 ล้านล้านบาท เติบโต 10% ซึ่งในจำนวนนี้เป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 2.43 ล้านล้านบาท และการเดินทางเที่ยวในประเทศ 1.28 ล้านล้านบาท รวมถึงรักษาตำแหน่งประเทศที่สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลก

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จะใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดอย่างไรในส่วนของการกระตุ้นตลาดต่างชาติที่จะเป็นการสร้างรายได้จากตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้อยู่ที่ 1.65 ล้านล้านบาท และตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา อยู่ที่ 7.8 แสนล้านล้านบาทฐานเศรษฐกิจได้สัมภาษณ์ผู้นำทัพในแต่ละด้านมานำเสนอ

 

แคมเปญ60 ปีท่องเที่ยวไทย

นายธเนศวร์ เพชรสุวรรณ รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่าแผนการสื่อสารการตลาดในปี 2563 ททท.เน้นนำเสนอแนวทางใหม่ โดยสำนัก งานในประเทศ จะต้องสื่อสารในลักษณะ 1 ภูมิภาค 1 โปรเจ็กต์ ส่วนในแต่ละสำนักงานในต่างประเทศ จะเน้นสื่อสารในลักษณะ 1 สำนักงาน 1 โปรเจ็กต์ ในแต่ละทวีป เพื่อนำเสนอสินค้าและกิจกรรมท่องเที่ยวของไทย ที่จะตอบสนองความต้องการให้ตรงกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว

อาทิ นักท่องเที่ยวญี่ปุ่น ชอบท่องเที่ยวศิลปะร่วมสมัย ภูมิภาคเหนือ ต้องไปคิดโครง การโปรโมตเส้นทางแพร่ น่าน  เชียงใหม่ มานำเสนอ 1 โปรเจ็กต์ เพื่อทำให้เกิดการสื่อสารการ ตลาดที่เชื่อมโยงกันทุกภูมิภาค

 

ธเนศวร์ เพชรสุวรรณ

 

นอกจากนี้ในปี 2563 จะเป็นปีที่ททท.ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยครบรอบ 60 ปี จากจุดเริ่มก่อตั้งททท. เมื่อปี 2503 ตอนนั้นไทยมีนักท่องเที่ยวไม่ถึงหลัก 1 ล้านคน นำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเที่ยวไทย จำนวนไม่ถึงหลัก 1 ล้านคน ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 38 ล้านคน และในปีหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ 39-40 ล้านคน

ดังนั้นเรามีแผนจะทำแคมเปญฉลองครบรอบ 60 ปีคู่ขนานกับอะเมซิ่ง ไทยเท่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกมีส่วนร่วมกับการท่องเที่ยวของประเทศ ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ภายใต้โครงการ60 ปีแห่งการท่องเที่ยวไทยที่ไม่ได้เป็นแค่อายุของ ททท. แต่จะขอให้คนทั้งประเทศมีส่วนร่วมภาคภูมิใจความเป็นประเทศไทยไปด้วยกันกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น

ทั้งยังร่วมกันช่วยดูแล รักษาสิ่งแวดล้อม รณรงค์ให้เกิดการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วมรับผิดชอบ เช่น ตระหนักและลงมือทำช่วยกันลดละเลิกทิ้งพลาสติก ควบคู่กับการเคารพวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น

การสื่อสารในภาพรวมจะใช้ Amazing Thailand เป็นแคมเปญในการกระตุ้นตลาดต่างประเทศ ภายใต้ธีม Open to the New Shades สร้างกลยุทธ์ให้นักท่องเที่ยวสามารถออกแบบการเดินทางพักผ่อนของตนเองได้ในลักษณะยูนิค แทรเวลเลอร์ เพราะนักท่องเที่ยวแต่ละเซ็กเมนต์มีความต้องการไม่เหมือนกัน


 

ตั้ง Pain Point  รุกลองฮอลล์

นางศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอเมริกา ททท.กล่าวว่า การทำการตลาดของททท.ปีหน้า สำหรับตลาดระยะไกล (ลองฮอลล์) ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยที่จะเข้ามาเป็นผลกระทบมาก โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นททท.ก็จะยึด Pain Points เป็นตัวตั้ง เพื่อเข้าไปแก้ปัญหาในส่วนที่เป็นปัจจัยที่ททท.แก้ไขได้ กระตุ้นให้มาเที่ยวไทย

โดยหลักๆ เรามองว่าปัญหาของการท่องเที่ยวไทย คือ มีลูกค้าเก่ามาก ก็ถือว่าเป็นความเสี่ยง เราจึงต้องมองหาลูกค้าใหม่ซึ่งสามารถดำเนินการโดยการหาลูกค้าใหม่ทั้งในเชิงพื้นที่และเซ็ก เมนต์ เช่นกลุ่มมิลเลนเนียลในตลาดสหรัฐอเมริกา กลุ่มข้าราชการในตลาดตะวันออกกลาง กลุ่ม LGBT (กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ) ที่จะจัดทำแคมเปญที่ตอบโจทย์ในแต่ละตลาด

 

ศรีสุดา วนภิญโญศักดิ์

 

การแก้ปัญหาภาพลักษณ์ Mass Tourism ให้เกิดปัญหาโอเวอร์ ทัวริซึมของไทย ททท.ก็จะใช้กลยุทธ์ Hub & Hook ขายเมืองหลักพ่วงเมืองรอง ขายประสบการณ์ในชุมชนเมืองรองสำหรับตลาดยุโรป หรือ Go- Local ซึ่งจะคัดมา 30 เมืองรองจากทั้งหมด 55 เมืองรองที่มีความพร้อมในการเสนอขายตลาดระยะไกล โดยแบ่งการดำเนินงานเป็น 3 ระยะ ระยะแรกพร้อมขายได้ทันที 12 เมืองรอง ระยะที่ 2 เมืองที่คาดว่าจะขายได้ในเร็วๆ นี้และที่เหลือจะเป็นการเสนอขายระยะที่ 3 ต่อไป ทั้งยังมุ่งนำเสนอโปรดักต์ลักชัวรี เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง

การแก้ปัญหาภาพลักษณ์ถูกโจมตีเรื่องการนำช้างมาใช้เพื่อการพาณิชย์ด้านท่องเที่ยว ซึ่งททท.จะทำงานร่วมกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับช้างของอาเซียน เพื่อให้มีคนกลางมาทำความเข้าใจสิ่งแวดล้อมและช้างไทย ที่สื่อสารให้เห็นว่าช้างที่เรานำมาใช้ด้านท่องเที่ยวเป็นช้างบ้านไม่ใช่ช้างป่า และวิถีความผูกพันของชาวบ้านกับช้างและการดูแลช้างซึ่งไทยเป็นประเทศเดียวที่มีโรงพยาบาลช้าง เพราะตลาดยุโรป จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก

 


 

ผนึกOTA รุกเอฟไอทีเอเชีย

นายฉัททันต์ กุญชร อยุธยา รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท.กล่าวว่า แผนกระตุ้นตลาดในปีหน้า ตลาดเอเชียและอาเซียน แม้จะยังมีการเติบโตที่ดี แต่เราต้องแก้ปัญหาในเรื่องของระยะเวลาที่อยู่ในไทยจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากตลาดเหล่านี้มีทางเลือกที่จะเดินทางได้บ่อย จากจำนวนสายการบินที่มีมาก ดังนั้นการทำตลาดของสำนักงานในต่างประเทศ จะเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางเที่ยวด้วยตัวเอง (เอฟไอที) เพิ่มมากขึ้น โดยเน้นการโปรโมตที่เข้าถึงกลุ่มคอนซูเมอร์ อย่างในตลาดจีนหรือญี่ปุ่น ก็จะเน้นทำงานร่วมกับร้านอาหารไทย มากขึ้น หรืออย่างในฟิลิปปินส์ ก็เน้นโปรโมตในศูนย์การค้า โดยดึงดาราไทยที่ได้รับความนิยมไปร่วมงาน

 

ฉัททันต์ กุญชร อยุธยา

 

เนื่องจากตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ปัจจุบันที่เดินทางมาเที่ยวไทยกว่า 75% เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มเอฟไอที อีก 25% เป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับกรุ๊ปทัวร์ ยกเว้นจีน ที่กว่า 40% เป็นเอฟไอทีและ 60% เป็นกรุ๊ปทัวร์ แต่ก็มีแนวโน้มว่าเอฟไอทีจีนในปีหน้าจะปรับเพิ่มเป็น 45% และกรุ๊ปทัวร์จะอยู่ที่ราว 55% ทำให้ททท.ต้องหันมาทำงานร่วมกับกลุ่มออนไลน์ทราเวลเอเยนต์(OTA) เพิ่มมากขึ้น เพราะปัจจุบันนักท่องเที่ยวจะไม่ซื้อโปรแกรมทัวร์เต็มรูปแบบ แต่จะซื้อเฉพาะตั๋วเครื่องบินและห้องพัก เมื่อ เดินทางมาเที่ยวก็จะมาแยกซื้อโปรแกรมทัวร์ต่างหาก เพื่อไปร่วมทัวร์กับนักท่องเที่ยวคนอื่น

การทำตลาดจีน จะเน้นเมืองรอง หรือเมืองระดับ 2 และ 3 ของจีนมาเที่ยวไทย เช่น ชิงเตา ฝูโจว และอินเดีย เป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงมาก หรือกว่า 20% ททท.ก็จะเข้าไปดูการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ทั้งททท.จะเข้ามาช่วยงานในบางด้านที่มองว่ามีส่วนกระตุ้นการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น เช่น การไปช่วยประสานงานในส่วนของตลาดไมซ์ รวมถึงเข้ามาช่วยดูเรื่อง ของซัพพลายไซด์มากขึ้น โดยจะเข้าไปให้ความรู้ผู้ประกอบการ ว่าท้องถิ่นจะต้องพัฒนาสินค้าหรือบริการอย่างไร เพื่อขายต่างชาติในแต่ละกลุ่มตลาดได้

สัมภาษณ์ โดย ธนวรรณ วินัยเสถียร 

หน้า 10 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3486 วันที่ 11-13 กรกฎาคม 2562


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij