15 ตุลาคม 2019

'พาณิชย์' ยัน! มาตรการน้ำมันปาล์มปั่นไฟฟ้า ไม่มี "ไอ้โม่ง" ได้ผลประโยชน์

09 Apr 2019


นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้ปรากฎข่าวนโยบายการเร่งดูดซับน้ำมันปาล์มดิบเพื่อยกระดับราคาผลปาล์มน้ำมันให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน จำนวน 160,000 ตัน เพื่อใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้ากับมาตรการล่าสุด ที่ ปตท. จะรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 100,000 ตัน ไปใช้ในการผลิตไบโอดีเซล มีไอ้โม่งได้รับผลประโยชน์นั้น กระทรวงพาณิชย์ขอชี้แจงข้อเท็จจริงในส่วนที่เกี่ยวข้อง คือ มาตรการใช้น้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 160,000 ตัน เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2561 มอบหน้าที่ให้กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงพลังงานในการจัดหาน้ำมันปาล์มดิบให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อนำไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จำนวน 160,000 ตัน และคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการบริหารและกำกับดูแลมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศ (เฉพาะกิจ) เพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนการดำเนินการตามมาตรการ โดยมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธานอนุกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานร่วมเป็นอนุกรรมการ กำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีดำเนินการเพื่อเป็นกรอบแนวทางดำเนินมาตรการที่ชัดเจน รวมทั้งได้แต่งตั้งคณะทำงานกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. เพื่อทำหน้าที่คัดเลือกผู้มีสิทธิจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. และกำกับดูแลการดำเนินการในระดับพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์

 

 

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้เสนอคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ กฟผ. รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบกิโลกรัมละ 18 บาท ณ ท่าเทียบเรือโรงไฟฟ้าบางปะกง โดยให้ผู้ขายน้ำมันปาล์มดิบเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมทั้งกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ขายน้ำมันปาล์มดิบต้องรับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในราคากิโลกรัมละ 3.20 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาด โดยในทางปฏิบัติ คณะทำงานฯ ระดับภาคจะเป็นผู้ติดตามกำกับดูแลการดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งหากพบว่า ไม่มีการปฏิบัติตามเงื่อนไข กฟผ. ก็จะไม่จ่ายเงินค่าน้ำมันปาล์มดิบ 10% ของค่าน้ำมันปาล์มดิบที่ส่งมอบ อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้จะมีผลต่อเกษตรกรที่ขายผลปาล์มน้ำมันให้กับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ซึ่งในระยะแรก มีโรงงานสกัดฯ สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการน้อยราย จึงต้องขยายเวลารับสมัครถึง 5 ครั้ง จนถึงเดือน มี.ค. 2562

เนื่องจากน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 160,000 ตัน ต้องทยอยขนส่งไปยังโรงไฟฟ้าบางปะกง ซึ่งมีคลังเก็บได้ไม่มาก กฟผ. จึงรับน้ำมันได้เพียงวันละ 2,000 ตัน และรับได้เพียงวันเว้นวัน จึงมีผลให้ราคาตลาดไม่สามารถขยับขึ้นได้ เพราะยังมีน้ำมันในสต็อกของโรงสกัดฯ และปริมาณผลปาล์มน้ำมันที่ออกมากกว่าปกติ กระทรวงพาณิชย์จึงเสนอที่ประชุม กนป. เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2562 โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2562 ให้ กฟผ. เพิ่มอัตราการใช้น้ำมันปาล์มดิบในการผลิตกระแสไฟฟ้า จากเดิมวันละ 1,000 ตัน เป็นวันละ 1,500 ตัน และให้ กฟผ. รับมอบน้ำมันปาล์มดิบตามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลือทั้งหมดจัดเก็บที่คลังรับฝาก จ.สุราษฎร์ธานี และฉะเชิงเทรา จากกำหนดเดิมในเดือน ก.ค. 2562 ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 เม.ย. 2562 เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินออกไปให้เร็วที่สุด เพื่อช่วยยกระดับราคาผลปาล์มน้ำมันให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ซึ่งปัจจุบัน กฟผ. ได้รับมอบน้ำมันปาล์มดิบแล้วรวม 68,000 ตัน คงเหลืออีกจำนวน  92,000 ตัน โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในการขนส่งไปยังท่าเรือโรงไฟฟ้าบางปะกงและการจัดเก็บรอในคลัง ผู้ขายน้ำมันปาล์มดิบจะเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด

สำหรับผู้ที่ทำหน้าที่ขนส่งน้ำมันปาล์มดิบและคลังจัดเก็บที่ จ.สุราษฎร์ธานี มี 2 ราย คือ พี.เค.มารีน อ.เมือง และโกบอลอินเตอร์ อ.ดอนสัก กรมการค้าภายในได้สอบถามราคาค่าขนส่ง ปรากฎว่า บริษัท พี.เค.มารีน เสนอราคาหลังต่อรองแล้วถูกกว่าอีกบริษัทมาก และมีความพร้อม เพราะมีเรือขนส่งจำนวนมากกว่า ซึ่งราคาที่เกษตรกรได้รับที่ 3.20 บาท คำนวณจากการหักค่าขนส่งจากราคารับซื้อน้ำมันปาล์มดิบของ กฟผ. ที่กิโลกรัมละ 18 บาท

ดังนั้น จะเห็นว่า กระบวนการทำงานของกระทรวงพาณิชย์คำนึงถึงความถูกต้อง โปร่งใส และให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่มีไอ้โม่งในกระบวนการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 160,000 ตัน ที่ได้รับผลประโยชน์แน่นอน

 

 

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับนโยบายขับเคลื่อนการทำงานด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม รวมทั้งมีการรณรงค์ เรื่อง Zero Corruption ที่จริงจังต่อเนื่อง และมอบนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติและดำเนินการอย่างเคร่งครัด จึงขอให้ประชาชนได้มั่นใจในการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ นอกจากนี้ ปัจจุบัน การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและสามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ กรณีของการนำเสนอข่าวว่า มีผู้ที่มีเจตนาไม่สุจริตแอบซ่อนเร้นรับผลประโยชน์จากนโยบาย/มาตรการของภาครัฐก็เช่นเดียวกัน หากทุกฝ่ายช่วยกันติดตามสอดส่องพฤติกรรมดังกล่าวและพบว่า มีเบาะแสที่สามารถพิสูจน์ได้ ก็ควรแจ้งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกระบวนการเพื่อให้เกิดความถูกต้องต่อไป
 




ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij