19 ตุลาคม 2019

ปตท.สผ. เข้าซื้อกิจการ "เมอร์ฟี่ ออยล์ฯ" ในมาเลเซีย คลุมแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติ 5 โครงการ

22 Mar 2019
อ่าน 938 ครั้ง

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท พีทีทีอีพี เอชเค ออฟชอร์ จำกัด (PTTEP HK Offshore Limited) หรือ พีทีทีอีพี เอชเคโอ ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้น (Share Sale and Purchase Agreement) ทั้งหมดในบริษัทย่อยของ "เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น" ได้แก่ บริษัท เมอร์ฟี่ ซาบาห์ ออยล์ จำกัด และบริษัท เมอร์ฟี่ ซาราวัก ออยล์ จำกัด การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้เป็นเงินมูลค่ากว่า 2,127 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมแหล่งน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ โครงการซาบาห์ เค, โครงการเอสเค 309 และเอสเค 311, โครงการซาบาห์ เอช, โครงการเอสเค 314 เอ และโครงการเอสเค 405 บี รวมทั้งสินทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งนี้ ปตท.สผ. ได้ใช้เงินจากกระแสเงินสดของบริษัท (Cash on hand) ในการเข้าซื้อกิจการ โดยคาดว่า การซื้อขายจะเสร็จสมบูรณ์ภายในไตรมาส 2 ของปี 2562

 

 

"การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้เป็นการลงทุนที่มีความสำคัญกับ ปตท.สผ. เพราะเป็นการสร้างการเติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ตรงตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ โดยในการลงทุนครั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมตามสัดส่วนการลงทุนของ ปตท.สผ. ได้ทันที ประมาณ 48,000 บาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 15-18% เมื่อเทียบกับปริมาณการขายในปัจจุบัน ซึ่งในปีนี้จะรับรู้เพียงครึ่งปี จะอยู่ที่ 2.4 หมื่นบาร์เรลต่อตัน จะอยู่ที่ 3.44 แสนนบาร์เรลต่อวัน จากเดิมเป้าปริมาณการขายในปีนี้อยู่ที่ 3.20 แสนบาร์เรลต่อวัน และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทได้ทันทีด้วยเช่นกัน" นายพงศธร กล่าว

สำหรับโครงการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั้ง 5 โครงการนั้น ตั้งอยู่ในบริเวณรัฐซาบาห์และรัฐซาราวัก โดยมีโครงการที่อยู่ในระยะผลิต ได้แก่ โครงการซาบาห์ เค, โครงการเอสเค 309 และเอสเค 311 ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้ ถือเป็นโครงการที่สำคัญขนาดใหญ่ และ ปตท.สผ. จะเข้าเป็นผู้ดำเนินการโครงการทันที โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 100,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และจะเพิ่มเป็นประมาณ 140,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ในอีก 4 ปีข้างหน้า จากโครงการ "ซาบาห์ เอช" ที่มีแผนจะเริ่มการผลิตในช่วงครึ่งหลังปี 2563 โดยจะผลิตก๊าซธรรมชาติปริมาณ 270 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ให้กับโครงการ FLNG2 ของปิโตรนาส นอกจากนี้ ยังมีโครงการเอสเค 314 เอ โครงการเอสเค 405 บี ซึ่งอยู่ในระยะสำรวจ โดยมีแผนงานที่จะทำการวัดคลื่นไหวสะเทือนและเจาะหลุมสำรวจในอนาคต

"ปตท.สผ. มีความตั้งใจที่จะร่วมมือกับ "เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น" ให้การรับช่วงเป็นผู้ดำเนินการผลิตและการดำเนินการต่าง ๆ สำเร็จเป็นไปอย่างราบรื่น ปตท.สผ. ยินดีต้อนรับพนักงานเมอร์ฟี่ทุกท่าน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 600 คน เข้าร่วมสานต่อศักยภาพการพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซฯ เพื่อความมั่นคงทางพลังงานและประโยชน์ต่อประเทศมาเลเซียต่อไป" 

 

 

นอกจากการเข้าซื้อกิจการของ "เมอร์ฟี่ ออยล์ คอร์ปอเรชั่น" ครั้งนี้แล้ว ล่าสุด ปตท.สผ. โดย "พีทีทีอีพี เอชเคโอ" ได้ร่วมกับ บริษัท ปิโตรนาส ชาริกาลี จำกัด ลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contracts) กับ บริษัท ปิโตรเลียม เนชั่นแนล เบอร์ฮาด หรือ ปิโตรนาส เพื่อรับสิทธิในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจพีเอ็ม 407 และพีเอ็ม 415 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคาบสมุทรเพนนินซูลา ประเทศมาเลเซีย จากการชนะการเปิดประมูลสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในปี 2561 ของประเทศมาเลเซีย

 

 

ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิตดังกล่าว "พีทีทีอีพี เอชเคโอ" จะเป็นผู้ดำเนินการในทั้ง 2 แปลง โดยมีสัดส่วนการลงทุนร้อยละ 55 ในแปลงพีเอ็ม 407 และร้อยละ 70 ในแปลงพีเอ็ม 415 ในขณะที่ "ปิโตรนาส ชาริกาลี" ถือสัดส่วนการลงทุนที่เหลือในทั้ง 2 แปลง ทั้งนี้ บริษัทวางแผนดำเนินการสำรวจคลื่นไหวสะเทือนแบบ 3 มิติ และเจาะหลุมสำรวจ 2 หลุม ในแปลงพีเอ็ม 407 และเจาะหลุมสำรวจ 2 หลุม ในแปลงพีเอ็ม 415

 

“สำหรับในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุน 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการสำรวจแปลงที่มาเลเซีย และเมียนมา ซึ่งในช่วงกลางปีนี้บริษัทจะมีการทบทวนแผนลงทุนของ ปตท.สผ. หลังจากชนะการประมูลในแปลงเอราวัณและบงกชในไทย รวมทั้งการเข้าซื้อกิจการของเมอร์ฟี่ ฯ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างเจรจาเพื่อซื้อแหล่งอื่นๆอีกหลายแหล่ง ดังนั้นกลางปีนี้จะมีการปรับทั้งเงินลงทุนและปริมารการผลิตเพิ่มขึ้น”นางพงศธร กล่าว

นอกจากนี้ทางเมอร์ฟี่ฯ ยังมีแผนขายกิจการในบรูไน และเวียดนามด้วย ซึ่งยอมรับ ปตท.สผ.มีความสนใจศึกษาเพื่อเข้าซื้อกิจการในประเทศดังกล่าวเช่นกัน แต่ขณะนี่ยังไม่มีรายละเอียด คาดว่าจะมีการหารือร่วมกับทางเมอร์ฟี่อีกครั้งภายในเดือนพฤษภาคมนี้

ขณะเดียวกัน ปตท.สผ. ยังศึกษาเพื่อขยายการลงทุนในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น โดยเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่คล้ายกับประเทศไทย คือเป็นแหล่งเก่าที่หมดอายุสัญญาแล้วรัฐบาลนำมาเปิดประมูลใหม่ในรูปแบบ PSC ซึ่ง ปตท.สผ. เห็นว่ายังเป็นแหล่งที่มีศักยภาพในการผลิตสูง

 




ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อน กับ LINE @thansettakij