
อนาคตโลจิสติกส์ประเทศไทย
service และให้บริการตลอด end-to-end supply chain ส่งผลให้สายเรืออันดับ 1 ของโลกอย่างเช่น Maersk Line ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการขยับตัวเองไปสู่ Global Integrator สำหรับการขนส่งในระบบคอนเทนเนอร์ โดยควบรวมกิจกรรมการขนส่งทางทะเล ท่าเรือ ทางถนน ระบบรางผ่านเส้นทาง China-Eurasia-Europe และบริการด้านโลจิส ติกส์ที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อให้สามารถขนส่งสินค้าตั้งแต่ farm ไปสู่ refrigerators เป็นต้น ในทุกทางเลือกที่มีอยู่ และเพื่อคานอำนาจของ e-market place platform ขนาดใหญ่อย่างเช่น Amazon ที่เริ่มขยับเข้าไปให้บริการกระจายและจัดส่งสินค้าด้วยตนเองมากขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์สำคัญที่ Maersk จะเลือกใช้คือการหาพันธมิตรหรือควบรวมกิจการกับผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมทั้งการพัฒนาระบบ Blockchain ร่วมกับ IBM เพื่อเป็น Global e-Logistics Platform ที่สามารถมั่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย ซึ่งภาพที่ปรากฏถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผู้เล่นขนาดใหญ่ประกาศตัวอย่างชัดเจนในการลงมาแข่งขันกับผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายย่อย
และในขณะที่ประเทศไทยเริ่มเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศที่รุนแรงมากขึ้น แต่ยังไร้มาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา องค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ International Maritime Organization (IMO) ได้ผลักดันอย่างจริงจังให้เรือขนส่งสินค้าลดปริมาณการปล่อยมลพิษออกสู่ชั้นบรรยากาศ โดยกำหนดให้ ณ วันที่ 1 มกราคม 2020 เรือขนส่งสินค้าต้องใช้เชื้อเพลิงที่มี Sulfur ผสมเพียง 0.5% จากเดิม 3.5% ซึ่งส่งผลให้เกิดกระแสกดดันต่อเจ้าของเรือและผู้ให้บริการ โลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่องต้องเร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง อาทิ การใช้เรือที่ใช้เชื้อเพลิง LNG การใช้อุปกรณ์ขนถ่ายสินค้าหน้าท่าและภายในลานกองตู้ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าและเป็นระบบอัตโนมัติ เชื่อมโยงเข้ากับระบบบริหารจัดการที่เป็น e-Logistics ที่สมบูรณ์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 38 ฉบับที่ 3,347 วันที่ 11 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2561











