
‘บิ๊กบลูฯ’ ปักธงลาว ปั้นฐานเชื่อมธุรกิจไทย รับเศรษฐกิจ CLMV ยุคใหม่
แม้เศรษฐกิจลาวยังเผชิญความผันผวน แต่บิ๊กบลูฯ มองเห็น "โอกาส" พร้อมปักหมุดเป็นฐานเชื่อมแบรนด์ไทยสู่ตลาดลาวและ CLMV ด้วย AI-Data และกลยุทธ์การตลาดข้ามพรมแดน เปิดมุมมองธุรกิจยุคใหม่ที่ผู้ประกอบการไทยไม่ควรมองข้าม
KEY
POINTS
- บิ๊กบลู เอเจนซี่ ขยายธุรกิจใน สปป.ลาว วางตำแหน่งเป็นสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจและการสื่อสาร เพื่อช่วยให้แบรนด์ไทยบุกตลาดลาวและ CLMV
- ปรับตัวรับเศรษฐกิจยุคใหม่โดยทรานส์ฟอร์มสื่อโฆษณากลางแจ้งสู่รูปแบบดิจิทัล (DOOH) และใช้กลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
- ให้บริการครบวงจรตั้งแต่การวางแผนสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ไปจนถึงการเป็นพันธมิตรช่วยนำเข้าและกระจายสินค้าให้ธุรกิจไทย
บริษัท บิ๊กบลู เอเจนซี่ จำกัด เดินหน้าขยายธุรกิจใน สปป.ลาว ต่อเนื่อง พร้อมวางตำแหน่งเป็นพันธมิตรเชื่อมโยงแบรนด์ไทยสู่ตลาดลาวและ CLMV ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ผันผวน โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและข้อมูลเป็นเครื่องมือยกระดับการตลาด ควบคู่การสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายธุรกิจข้ามพรมแดน โดย นางสาวณฐอร มหิทธิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท บิ๊กบลู เอเจนซี่ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงทิศทางธุรกิจและโอกาสการเติบโตในตลาดลาวไว้อย่างน่าสนใจ
นางสาว ณฐอร กล่าวว่า ปัจจุบันบิ๊กบลูฯ เข้าสู่ปีที่ 22 ของการดำเนินธุรกิจใน สปป.ลาว (นับตั้งแต่ก่อตั้งปี 2547) ความคืบหน้าสำคัญคือการยกระดับสู่การเป็นผู้นำด้านการสื่อสารและสื่อโฆษณาแบบผสมผสานแบบครบวงจร โดยมีการเปลี่ยนและขยายพื้นที่ป้ายโฆษณากลางแจ้ง และเริ่มเปลี่ยนและขยายเป็นบิลบอร์ดดิจิทัล รวมถึงการรุกหนักในด้านการวางแผนงานโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การสร้างแบรนด์ดิ้ง และการเป็นพันธมิตรนำเข้า/กระจายสินค้าและจัดแคมเปญให้กับแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างประเทศที่ต้องการเข้าไปทำตลาดในสปป.ลาวอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบันบิ๊กบลู เอเจนซี่ ลาว มีฐานปฏิบัติการและการเป็นเจ้าของสัมปทานสื่อที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง สัดส่วนรายได้หลัก (ประมาณการ) มาจากธุรกิจและเม็ดเงินโฆษณาประมาณ 60-70% และมาจากประเทศไทย และประมาณ 30% เป็นลูกค้าใน สปป. ลาว และ 10% ลูกค้าจากต่างประเทศอื่นๆ
รับมือจุดเปลี่ยนล่วงหน้า
กรรมการผู้จัดการ บิ๊กบลู เอเจนซี่ กล่าวว่าใน 3-5 ปีข้างหน้าสื่อโฆษณากลางแจ้งจะเปลี่ยนโฉมจากป้ายนิ่งไปสู่ DOOH (Digital Out-of-Home) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ Data โดยป้ายโฆษณาจะสามารถตรวจจับความหนาแน่นของประชากรศาสตร์ และเปลี่ยนโฆษณาให้ตรงกับคนที่กำลังมองอยู่ ซึ่ง ณ เวลานั้นได้รวมถึงการเชื่อมต่อแบบไร้รอยต่อกับมือถือผ่านเทคโนโลยี QR, AR หรือ Geo-fencing
ผลกระทบต่อรูปแบบเดิม ป้ายโฆษณาไวนิลแบบเก่าจะถูกจำกัดเฉพาะพื้นที่ห่างไกลหรือทางหลวงที่มีระยะทางยาวๆ ส่วนในเมืองใหญ่จะถูกดิสรัปด้วยจออัจฉริยะ เอเจนซี่ที่ไม่ปรับตัวไปทำ Data และ Creative Content จะอยู่รอดได้ยาก แต่สำหรับบิ๊กบลูฯถือเป็น "โอกาสมากกว่าวิกฤต" เพราะบริษัทได้ทรานส์ฟอร์มไปสู่ดิจิทัลล่วงหน้าแล้ว
วางกลยุทธ์รับมือความเสี่ยง
อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจในปี 2569 ยอมรับว่ายืนอยู่ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และค่าเงินกีบ ทำให้บิ๊กบลูฯ ต้องเน้นกลยุทธ์ Cost-Efficiency & High-Impac ให้กับลูกค้า Targeted Optimization: โดยปรับเปลี่ยนการขายสื่อโฆษณาจากการหว่านแห มาเป็นการใช้ข้อมูลเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง (Data-Driven Smart Media)
รวมถึง Hybrid Media Integration: ผสมผสานสื่อออฟไลน์ (ป้ายบิลบอร์ดเชิงยุทธศาสตร์) เข้ากับสื่อออนไลน์ เพื่อสร้างยอดขายได้ทันที ไม่ใช่แค่การสร้างการรับรู้เพียงอย่างเดียว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการใช้เงินได้อย่างคุ้มค่าที่สุด
นางสาวณฐอร กล่าวย้ำว่า สำหรับปัจจัยเสี่ยงในปี 2569 คือ 1. ความผันผวนของค่าเงินกีบและอัตราเงินเฟ้อใน สปป.ลาว ซึ่งกระทบต่อต้นทุนการนำเข้าอุปกรณ์และกำลังซื้อของผู้บริโภค 2. การปรับลดงบประมาณโฆษณาของแบรนด์ขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทต้องวางกลยุทธ์รับมือ โดยเน้นการทำสัญญาระยะยาวกับลูกค้า และปรับปรุงแพ็กเกจราคาโฆษณาให้ยืดหยุ่น รวมถึงเพิ่มการสร้างรายได้ในสกุลเงินต่างประเทศ (เช่น บาท หรือ ดอลลาร์) จากกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ลงทุนในสปป.ลาวเพื่อกระจายความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
3-5 ปีที่ผ่านมาเติบโตช้า
อย่างไรก็ตามย้อนหลังไปในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ช่วงหลังโควิด-19 ปี 2565 เป็นต้นมา บิ๊กบลูฯเจอหลายวิกฤตต่อเนื่อง จึงเติบโตอย่างช้า ๆ และค่อย ๆ ทรงตัวอย่างมั่นคง แม้จะมีปัจจัยกดดันด้านค่าเงินกีบ แต่ความต้องการของแบรนด์ต่างๆ ในการสื่อสารช่วงวิกฤตกลับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้รายได้ในรูปเม็ดเงินโฆษณาโดยรวมไม่ได้ชะลอตัวลงอย่างรุนแรง
ส่วนเป้าหมายปี 2569 ได้มุ่งรักษาระดับรายได้รวมและอัตรากำไรสุทธิให้เติบโตแบบยั่งยืนโดยตั้งเป้าเติบโตจากปีก่อนหน้า ประมาณ 10-15% ผ่านการเพิ่มรายได้ในฝั่งสื่อดิจิทัลและงานที่ปรึกษาข้ามพรมแดน
เปิดฐานลูกค้าในปัจจุบัน
สำหรับฐานลูกค้าของบิ๊กบลู ปัจจุบันครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งในไทยและต่างประเทศ รวมหลายร้อยรายตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กลุ่มหลักๆ ได้แก่กลุ่มก่อสร้าง, กลุ่มโทรคมนาคมและเทคโนโลยี, กลุ่มสถาบันการเงินและธนาคาร, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าเพื่อสุขภาพจากไทย องค์กรภาครัฐและองค์กรระหว่างประเทศ (NGOs) ที่ต้องการสื่อสารแคมเปญเพื่อสังคมในสปป.ลาว
ส่วนการแตกไลน์ธุรกิจ สัดส่วนรายได้ และกลุ่มธุรกิจในมือ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 ขาสำคัญ คือ 1. Out-of-Home & Transit Media (สื่อกลางแจ้งและป้ายโฆษณา): สัดส่วนรายได้ประมาณ 50% 2. สื่อโฆษณา Digital & Social Media Marketing / Influencer Network: สัดส่วนรายได้ประมาณ 25% 3. Creative, PR & Event Organizer: สัดส่วนรายได้ประมาณ 15% 4. Cross-Border Business Solutions & Brand Partnership (การเป็นพันธมิตรช่วยแบรนด์ไทย/ต่างชาติทำการตลาดและกระจายสินค้า) โดยปีนี้ได้คุยกับผู้ประกอบการไทยที่จะเข้าไปทำธุรกิจในสปป.ลาวบางรายไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พร้อมเปิดกว้างรับพันธมิตร
นางสาว ณฐอร ยังกล่าวถึงแผนร่วมทุนหรือจับมือกับพันธมิตรใหม่ว่าบิ๊กบลูฯเปิดกว้าง สำหรับพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ มาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นทุนไทย ทุนลาว หรือทุนต่างชาติ โดยบริษัทเคยวางโรดแมปในการเตรียมความพร้อมเพื่อสร้างการเติบโตและระดมทุน การจับมือกับพันธมิตรไม่ใช่เพียงเรื่องของเงินทุน แต่เป็นเรื่องของการต่อยอดเทคโนโลยีมีเดีย หรือซัพพลายเชน เพื่อช่วยให้ขยายบริการได้เร็วและครอบคลุมภูมิภาค CLMV มากยิ่งขึ้น
“บิ๊กบลู เอเจนซี่ ลาว ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงแค่คนขายป้ายโฆษณา แต่เราเป็นสะพานเชื่อมทางเศรษฐกิจและการสื่อสาร ระหว่างไทยและ สปป.ลาวด้วยความเข้าใจลึกซึ้งในวัฒนธรรม พฤติกรรมผู้บริโภค และข้อกฎหมายต่างๆ เราพร้อมที่จะเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับทุกธุรกิจที่อยากประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืนในตลาดลาว ยุคเชื่อมโยงรถไฟลาว-จีน และการเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ในภูมิภาคนี้”นางสาวณฐอร กล่าว







