
อุตฯยานยนต์เตือนรัฐ ปล่อย EV นำเข้าพุ่ง เสี่ยงซัพพลายเชนไทยพัง
กระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย จนภาคเอกชนต้องออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งรับมือ
KEY
POINTS
- การนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า (EV) จากจีนด้วยอัตราภาษี 0% ตามข้อตกลง FTA ทำให้รถนำเข้ามีราคาได้เปรียบกว่ารถที่ผลิตในประเทศ เสี่ยงทำให้ไทยสูญเสียฐานการผลิตยานยนต์ในอนาคต
- การผลิต EV ในไทยยังใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศน้อย โดยส่วนใหญ่ยังนำเข้าจากจีนแม้เป็นชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตไทยสามารถทำได้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศที่อาจต้องปิดกิจการ
- ต้นทุนการผลิต EV ในไทยสูงกว่าจีนเนื่องจากปริมาณการผลิตต่อรุ่นน้อย ทำให้ค่ายรถยนต์อาจไม่มีแรงจูงใจในการผลิตระยะยาว และอาจเปลี่ยนไปนำเข้ารถสำเร็จรูปจากจีนมาทำตลาดแทน
ล่าสุด นายชนินทร์ ขาวจันทร์ ประธานสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน และนายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย หรือ Thai Subcon ได้ฉายภาพความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนและฐานการผลิตรถยนต์ไทย หากการแก้ปัญหายังไม่ตรงจุด และทันท่วงที
เรียกร้องภาครัฐช่วยด่วน
นายชนินทร์กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ 10 สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ มองเห็นข้อกังวลในอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงออกมารวมตัวเรียกร้องให้รัฐช่วยด่วน ไล่ตั้งแต่ 1.กรณีที่ปล่อยให้การนำรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยโดยมีอัตราอากรนำเข้าเป็น 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA)อาเซียน-จีน เกรงว่า จะมีข้อได้เปรียบด้านราคามากกว่ารถยนต์ไฟฟ้า ที่ผลิตในประเทศไทย จะทำให้เมื่อสิ้นสุดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศและได้รับการชดเชยตามโครงการส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าตามนโยบาย EV3.5 บริษัทรถไฟฟ้าอาจไม่มีแรงจูงใจผลิตในประเทศไทยต่อไป แต่จะเปลี่ยนเป็นนำเข้าจากรถที่ผลิตในจีน มาทำตลาดในไทยแทน ทำให้ไทยอาจสูญเสียฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ได้
2.การที่ปล่อยให้การผลิตยนต์รถไฟฟ้าในประเทศไทยใช้ชิ้นส่วนในประเทศไทยจำนวนน้อย โดยเฉพาะชิ้นส่วนทั่วไปที่มีอยู่ในทั้งรถไฟฟ้าและรถเครื่องยนต์สันดาปภายใน เช่น ตัวถังรถยนต์ ประตู กันชน ช่วงล่างรถยนต์ เบาะที่นั่ง และอุปกรณ์ตกแต่งภายใน เป็นต้น ที่บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยผลิตได้ดี นำเข้ามาจากจีนเพื่อนำมาประกอบเป็นรถไฟฟ้ายนต์ในประเทศไทย จะยิ่งทำให้โอกาสที่รถไฟฟ้าผลิตในไทยจะมีโอกาสน้อยลง เพราะการผลิตในไทยมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าการนำเข้ารถสำเร็จรูปจากจีน ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศต้องสูญเสียตลาดและปิดกิจการได้ในที่สุด
“หากยังเป็นเช่นนี้จะทำให้ห่วงโซ่การผลิตรถยนต์ไทยต้องอ่อนแอลงจนอาจสิ้นสุดลงได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยแย่ลงไปอีก เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยปัจจุบันที่มีส่วนในการสร้างเศรษฐกิจไทยถึง 13-15 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มีการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกว่า 800,000 แสนคน และเลี้ยงดูผู้คนมากกว่า 2-3 ล้านคน”
3. เกรงว่า จะเป็นตัวสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น ร่วมทำตลาดรถไฟฟ้า BEV 100% โดยนำเอารถที่ผลิตในจีนมาจำหน่าย แทนที่จะคิดพัฒนาผลิตในประเทศไทย
สถานะกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์ในประเทศ
สำหรับกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ปัจจุบันการผลิตรถยนต์ไฮบริดซึ่งยังมีเครื่องยนต์อยู่ จึงยังมีชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยผลิตอยู่ด้วย แต่รถยนต์ไฮบริดจ์จะเป็นรถยนต์นั่งที่มีสัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูง ใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศไทยเพียงประมาณร้อยละ 50-60 ต่างจากรถปิกอัพที่มีสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศประมาณร้อยละ 90
สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือ BEV มีผู้ผลิตชิ้นส่วนให้น้อยมาก ซึ่งแม้เป็นรถไฟฟ้า 100% ก็ยังที่มีชิ้นส่วนที่เหมือนกับรถยนต์เครื่องยนต์อยู่จำนวนมาก ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถผลิตได้ เพียงแต่การผลิตรถไฟฟ้าอีวี 100% ในไทยในปัจจุบัน ชิ้นส่วนเหล่านี้ยังนำเข้าจากจีนทั้งหมด เพื่อมาประกอบเป็นรถไฟฟ้าสำเร็จรูปในไทย เพื่อได้รับการชดเชยจากรัฐบาลตามมาตรการนโยบาย EV 3.5
ถึงแม้ชิ้นส่วนจำนวนมากจะนำเข้า การผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ก็สามารถมี Local content ถึงร้อยละ 40 ตามที่รัฐบาลกำหนด เนื่องจากการนำ Cell Battery มาทำ Battery Packing ในไทย ก็ทำให้ได้ Local content เกือบร้อยละ 40 แล้ว และยิ่งต่อไปมีการผลิต Battery Cell ในประเทศ ( ซึ่งบริษัทไทยไม่มีความสามารถในการผลิตอยู่แล้ว) ยิ่งทำให้ local content ใกล้เคียงร้อยละ 40 โดยไม่ต้องพยายามใช้ชิ้นส่วนร่วมที่คนไทยผลิตได้
ต้นทุนผลิต EV ไทยสูงกว่าจีน
นายชนินทร์มองว่า จากที่รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในไทยยังมุ่งเน้นผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไทยเป็นหลัก และมีจำนวนรุ่นที่จำหน่ายอยู่หลากหลาย การผลิตรถไฟฟ้าหรือรถอีวีในประเทศไทยแต่ละรุ่นยังมีจำนวนน้อย ทำให้มีต้นทุนในการผลิตที่สูงกว่ารถอีวีที่นำเข้ามาจากจีน ในเชิงการค้า จึงไม่เป็นแรงจูงใจที่จะทำให้การผลิตรถอีวีในไทยประสบความสำเร็จในระยะยาว เว้นแต่ผู้ผลิตใช้ไทยเป็นแหล่งผลิตจำหน่ายไปทั่วโลกเหมือนที่รถยนต์เครื่องยนต์รายที่ลงทุนอยู่เดิมทำ
ดังนั้นเรื่องเร่งด่วนที่กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์รวมตัวกันเรียกร้องถ้าไม่ได้รับการช่วยเหลือ อาจนำไปสู่การล่มสลายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีจุดแข็งในการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปและยังแข่งขันในตลาดโลกได้ รัฐบาลจึงควรออกมาตรการจูงใจให้ผู้ผลิตใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขัน ทั้งการลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้า ค่าไฟฟ้า ค่าขนส่ง การพัฒนากำลังคน รวมถึงการส่งเสริมการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และซอฟต์แวร์ในประเทศ
“ไทยเริ่มเสียเปรียบด้านต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และผลิตภาพแรงงาน ขณะที่ตลาดภายในประเทศชะลอตัวลง อีกทั้งยังขาดผู้ประกอบการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถอีวี ซึ่งจำเป็นต้องเร่งพัฒนาให้เกิดขึ้น”
นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การผลิตรถอีวีในไทยที่มีหลายรุ่นแต่ปริมาณน้อย ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับผู้ผลิตจีนที่มีฐานการผลิตขนาดใหญ่ได้ ส่งผลให้ชิ้นส่วนจากจีนมีราคาถูกกว่าและถูกนำเข้ามาใช้ต่อเนื่อง รัฐบาลจึงควรมีนโยบายผลักดันให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานรถอีวี เพื่อปูทางให้ไทยรักษาสถานะฐานการผลิตยานยนต์และต่อยอดสู่การเป็นฐานผลิตรถอีวีในอนาคต
เร่งระดมสมองยกระดับ
นายชนินทร์กล่าวช่วงท้ายว่า ปัจจุบันสมาคม Thai Subcon เพิ่งได้รับการเลือกให้เป็นประธานสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน ที่ปัจจุบันมีสมาชิกสมาพันธ์อยู่ 9 สมาคม ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมแม่พิมพ์ไทย, สมาคมเครื่องมือตัดไทย, สมาคมไทยคอมโพสิต, สมาคมเครื่องจักรกลไทย,สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย, สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย, สมาคมการจัดการคลังสินค้าไทย, สมาคมผู้ค้าเครื่องปรับอากาศไทย และสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย
ทั้ง 9 สมาคมมีจำนวนสมาชิกรวมกันประมาณ 3,000 บริษัท สมาพันธ์ฯจะเร่งระดมสมองเพื่อมองถึงทิศทางอุตสาหกรรมไทยเพื่อการปรับปรุงตัว และหาข้อเสนอแก่ภาครัฐ ได้พูดคุยกับผู้แทนสมาคมสมาชิก มีความเห็นที่ต้องการเรียกร้องภาครัฐเพื่อเร่งรัดสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อสร้างการกินดี อยู่ดี การมีสุขภาวะทางสุขภาพที่ดี ของคนไทย ทางกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาความขัดแย้งทางการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ บนหลักการพัฒนาประเทศด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีของตนเอง







