
ราคานํ้าตาลดิบ พุ่งสูงสุดรอบ 11 ปี โรงงานแข่งโกยรายได้
นอกจากอุณหภูมิความร้อนของประเทศไทยจะพุ่งปรี๊ดในเวลานี้แล้ว อุตสาหกรรมนํ้าตาลก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยเฉพาะราคาในตลาดโลกที่กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง อานิสงส์ตกถึงผู้ส่งออกกันถ้วนหน้า ขณะที่สถิติการส่งออกนํ้าตาลไทยและอินเดียสลับแถวกันครองตำแหน่งอันดับ 2
ล่าสุด นายภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ค้าผลผลิตนํ้าตาล จำกัด ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ”ถึงความเคลื่อนไหวอุตสาหกรรมนํ้าตาลไทย สาเหตุที่ราคาพุ่ง สถานการณ์นํ้าตาลโลก รวมถึงปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีอยู่รอบตัว
นายภิรมย์ศักดิ์ กล่าวว่า ราคานํ้าตาลทรายดิบตลาดนํ้าตาลนิวยอร์คช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ได้ปรับตัวสูงขึ้นมากกว่า 6 เซนต์ต่อปอนด์ จากระดับตํ่าสุด เมื่อวันที่ 24 มีนาคม ที่ 20.65 เซนต์ต่อปอนด์ พุ่งแตะสูงสุดระดับใหม่เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2566 ราคาขยับขึ้นไป ที่ 27.41 เซนต์ต่อปอนด์ ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ปีครึ่ง นับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ที่ราคาสูงถึง 28.35 เซนต์ต่อปอนด์ ขณะที่ในช่วงระยะเวลาเดียวกันนั้น ราคานํ้าตาลทรายขาวลอนดอน ก็ได้ปรับตัวสูงขึ้นจนถึงระดับสูงสุดที่ตันละ 730.50 ดอลลาร์สหรัฐฯ
- 5 ปัจจัยดันราคาพุ่ง
ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทค้าผลผลิตนํ้าตาล จำกัด มองถึงสาเหตุของการปรับตัวสูงขึ้นของราคานํ้าตาลว่า มาจาก 5 สาเหตุหลักคือ 1.ผลผลิตนํ้าตาลที่ลดลงมากในอินเดีย โดยคาดว่าในปี 2565/66 จะผลิตได้ประมาณ 32.5 ล้านตัน เทียบกับปีก่อนที่ผลิตได้ 35.8 ล้านตัน ทำให้อินเดียส่งออกนํ้าตาลในปีนี้ได้เพียง 6 ล้านตัน ตามจำนวนที่รัฐบาลได้อนุมัติไปแล้ว เทียบกับปีก่อนที่ส่งออกได้ถึง 11-12 ล้านตันจะทำให้ไทยขึ้นมายืนอันดับ 2 ในการเป็นผู้ส่งออก นํ้าตาลรายใหญ่อีกครั้ง
2.การลดลงของผลผลิตนํ้าตาลไทย ซึ่งในช่วงต้นปีคาดว่าจะเก็บเกี่ยวอ้อยได้ประมาณ 105-110 ล้านตัน แต่เมื่อสิ้นสุดฤดูการเก็บเกี่ยวปรากฏว่า ได้ผลผลิตอ้อยเพียง 93.89 ล้านตัน โดยผลิตนํ้าตาลได้เพียง 11 ล้านตัน 3.แม้เป็นที่คาดกันว่า บราซิลกลาง-ใต้ ในฤดูการผลิตปีใหม่จะผลิตนํ้าตาลได้เพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นประมาณ 38 ล้านตัน เพิ่มเกือบ 13% แต่ความแออัดที่ท่าเรือส่งออกทำให้ไม่สามารถส่งออกนํ้าตาลได้ทันตามกำหนดระยะเวลา ประกอบกับภาวะอากาศที่เกิดฝนตกหนัก จะเป็นอุปสรรคต่อการเก็บเกี่ยวอ้อยผลิตนํ้าตาล
4.โอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ (ก่อให้เกิดภัยแล้ง) มีความเป็นไปได้สูงมาก และส่งผลกระทบให้ผู้ผลิตนํ้าตาลไม่สามารถผลิตนํ้าตาลได้ทันกับความต้องการ 5.การปรับตัวสูงขึ้นของราคานํ้ามันดิบตลาดโลกจะช่วยหนุนให้ราคาเอทานอลสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจจะจูงใจให้ผู้ผลิตเปลี่ยนไปผลิตเอทานอลเพิ่มขึ้น
- ส่องสถานการณ์นํ้าตาลโลก
สำหรับสถานการณ์ด้านการผลิตและการบริโภคนํ้าตาลของโลกนั้นในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา จากปี 2563/64 ถึงปี 2565/66 ผลผลิตนํ้าตาลทั่วโลก เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ผลผลิตนํ้าตาลสูงกว่าปริมาณการบริโภค กระทั่งล่าสุดปี 2565/66 ปรากฏว่าปริมาณการบริโภคเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น จึงทำให้ปริมาณนํ้าตาลส่วนเกิน หรือที่เรียกว่า SURPLUS ลดลง และมีแนวโน้มว่าในฤดูการผลิตปีใหม่ 2566/67 ปริมาณนํ้าตาลส่วนเกินน่าจะลดลงอีก
อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงเป็นผู้ส่งออกนํ้าตาลรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยส่งออกได้ปีละไม่ตํ่ากว่า 27 ล้านตัน ซึ่งในปี 2565 ส่งออกได้ 27.3 ล้านตัน ทั้งนี้ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2563–2565) อินเดียได้กลายเป็นผู้ส่งออกอันดับ 2 และไทยตามมาเป็นอันดับ 3 ส่วนอันดับ 4 และ 5 เป็นออสเตรเลีย และกัวเตมาลา (ดูกราฟิกประกอบ) ล่าสุดปี 2565/2566 มีแนวโน้มว่าไทยจะกลับมาเป็นผู้ส่งออกนํ้าตาลรายใหญ่อันดับ 2 ของโลกอีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลอินเดียจำกัดการส่งออก โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกของไทยจะไม่แตกต่างจากปีที่ผ่านมามากนัก เนื่องจากการบริโภคในประเทศจะมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม
ส่วนสถานการณ์อุตสาหกรรมอ้อยและนํ้าตาลของไทย ตลอดช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา ผลผลิตอ้อยและนํ้าตาลไทยได้ลดลงมากในช่วง 3 ปีแรกจากระดับผลผลิตอ้อยที่ 130.97 ล้านตัน และนํ้าตาล 14.58 ล้านตัน ในปีการผลิต 2561/62 จนถึงระดับตํ่าสุดในปี 2563/64 ด้วยผลผลิตอ้อยที่ 66.67 ล้านตัน และนํ้าตาลที่ 7.6 ล้านตัน แม้ในช่วง 2 ปีต่อมาได้ปรับตัวสูงขึ้น แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ตอนต้น
ล่าสุดในปี 2565/66 ไทยมีผลผลิตอ้อยเพียง 93.89 ล้านตัน และผลิตนํ้าตาลได้ 11.0 ล้านตัน จากการคาดการณ์ว่าจะผลิตอ้อยได้ถึง 105-110 ล้านตัน สาเหตุของการลดลงน่าจะเกิดจากชาวไร่อ้อยเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นเช่น มันสำปะหลังที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ประกอบกับภาวะอากาศที่แห้งแล้ง รวมทั้งการขาดแคลนปุ๋ยที่มีราคาปรับตัวสูงมาก
- เปิดปัจจัยเสี่ยงยังเพียบ
นายภิรมย์ศักดิ์ กล่าวอีกว่า ปี 2566 อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยงดังนี้
1.พืชคู่แข่งในพื้นที่ เกษตรกรจะเลือกปลูกพืชที่ให้ราคาดีที่สุด ซึ่งปีที่ผ่านมา มันสำปะหลังให้ผลตอบแทนที่สูงเมื่อเทียบกับอ้อย (ราคาอ้อยขั้นต้น) แต่เมื่อคิดรายได้รวมทั้งหมดที่มีการรวมค่าความหวานและเงินตอบแทน อ้อยยังถือว่าเป็นพืชที่เกษตรกรยังให้ความสนใจปลูกกันอยู่ เนื่องจากมีระบบดูแลชัดเจนและมีผู้รับซื้อที่แน่นอน ประกอบกับในปัจจุบัน ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นสูงสุดในรอบ 11 ปีครึ่ง ทำให้อ้อยยังให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับพืชคู่แข่งอื่นๆ
2.สภาพอากาศสภาพอากาศที่มีความผันผวนค่อนข้างสูงในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา บางปีมีปริมาณฝนมากซึ่งมีผลกระทบต่อการเติบโตของอ้อย และถ้ามีฝนมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวก็จะทำให้ประสบปัญหาการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตร ขณะที่ในปีที่แล้ง ก็จะกระทบต่อการเติบโตของอ้อย ทำให้น้ำหนักลด ผลผลิตต่อไร่ลด มีผลกระทบกับรายได้ และการไว้ตออ้อยในปีถัดไป และเกษตรกรบางรายอาจเลือกปลูกพืชชนิดอื่นๆ ที่ทนต่อสภาพอากาศแล้งดีกว่า
3. ปัจจัยเสี่ยงเชิงนโยบาย ความเสี่ยงจากการแก้ไข พ.ร.บ. อ้อยและน้ำตาลทราย ที่ก่อให้เกิดความไม่ลงรอยกันระหว่างเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงาน โดยเฉพาะความพยายามที่จะนำกากอ้อยเข้ามาคำนวณในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ตกผลึกระหว่างชาวไร่และโรงงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบแบ่งปันผลประโยชน์ 70:30 ซึ่งในที่สุดอาจจะส่งผลต่อการเลือกชนิดของพืชที่จะปลูก
4.ความเสี่ยงและความท้าทายด้านการรักษาสภาพแวดล้อมที่ภาครัฐออกมาบังคับใช้เพื่อแก้ปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ซึ่งแม้ว่าปัญหานี้จะมีที่มาจากหลาย ๆ ปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเผาไม้ทำลายป่าทั้งในประเทศและประเทศรอบข้าง โรงงานอุตสาหกรรมต่า งๆ และควันท่อไอเสียจากรถยนต์ เป็นต้น แต่การเผาอ้อยก็ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ปัญหา PM 2.5 เลวร้ายยิ่งขึ้น ภาครัฐจึงมีมาตรการการลดปริมาณอ้อยไฟไหม้ออกมา และทำให้ทั้งเกษตรกรชาวไร่โรงงานต้องมีการปรับตัวในเรื่องการเก็บเกี่ยวอ้อยซึ่งต้องมีต้นทุนเพิ่ม โดยเฉพาะการลงทุนเรื่องเครื่องจักรกลด้านการเกษตร และค่าใช้จ่ายแรงงานในการตัดอ้อยสด เป็นต้น
- โรงงานนํ้าตาลโกยรายได้
นายภิรมย์ศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายถึงภาพรวมของผลประกอบการของแต่ละโรงงานว่า เป็นภาพสะท้อนที่มาจากหลายปัจจัยขึ้นอยู่กับปริมาณอ้อยเข้าหีบ ผลิตภัณฑ์นํ้าตาลทราย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามสำหรับโรงงานนํ้าตาลส่วนใหญ่เนื่องจากมีปริมาณการส่งออกประมาณ 70- 80% ของนํ้าตาลที่ผลิตได้ ในช่วงเวลาที่ราคานํ้าตาลทรายในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นส่งผลให้ผลประกอบการดีขึ้นตามไปด้วย เห็นได้จากบริษัทผู้ผลิตนํ้าตาลทรายหลายแห่งที่จดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ ต่างออกมาประกาศผลประกอบการที่ค่อนข้างดีมากในรอบหลาย ๆ ปี คาดในปี 2566 และ 2567 ราคาตลาดโลกยังน่าจะทรงตัวอยู่ในระดับเกิน 20 เซนต์ต่อปอนด์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อชาวไร่อ้อยและโรงงานนํ้าตาล
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 3889 วันที่ 21 - 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2566






