
ททท.ต่อยอดประชุม IMF-WorldBank สร้างโอกาสใหม่ท่องเที่ยว ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ
ททท.ต่อยอดประชุม IMF-WorldBank จุดพลุท่องเที่ยวปี 2570 เติบโตไม่น้อยกว่า 5% ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าไทย ชู Value over Volume รุก 5 ตลาดศักยภาพเอเชีย สร้างการรับรู้เชิงบวกในกลุ่มชาวยุโรปและอเมริกา ดันไทยเจ้าภาพประชุมระดับอัลตราลักชัวรี สร้างรายได้คุณภาพ
KEY
POINTS
- ททท. ต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF-World Bank เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเป็นจุดเริ่มต้นในการส่งเสริมการท่องเที่ยวปี 2570
- มุ่งเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง โดยเปลี่ยนจากเน้นปริมาณเป็นการสร้างคุณค่า (Value over Volume) ตั้งเป้ารายได้ปี 2570 เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5%
- วางกลยุทธ์เชิงรุกเจาะ 5 ตลาดหลักในเอเชียที่มีศักยภาพ ได้แก่ ไต้หวัน เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยนำเสนอประสบการณ์ที่แตกต่างกันในแต่ละตลาด
- การประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างการรับรู้เชิงบวกในกลุ่มชาวยุโรปและอเมริกาที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ โดยเป็นการลงทุนด้านภาพลักษณ์ที่ไม่ต้องใช้วงเงินงบประมาณสูง
- ไทยเจ้าภาพGlobal Summit of Women, ULTRA Thailand 2027 เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวระดับอัลตราลักชัวรีเข้าไทย
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า จากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF–World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ IMF ประเมินเศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัว 3.1% ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียเติบโตถึง 4.8%
ททท.ต่อยอดประชุม IMF-WorldBank สร้างโอกาสใหม่ท่องเที่ยวไทยดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพเข้าไทย
สะท้อนให้เห็นว่า แม้โลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงาน และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี แต่ยังมีโอกาสใหม่สำหรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะตลาดสำคัญในเอเชียที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัว
ได้แก่ ไต้หวัน 10.7% เวียดนาม 8.4% มาเลเซีย 5.2 % อินโดนีเซีย 5.1% และสิงคโปร์ 5.0% ซึ่งเป็นตลาดที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศไทย ทั้งด้านการเดินทาง การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว
“การเติบโตของเศรษฐกิจโลกเป็นสัญญาณที่บอกเราว่า โอกาสและกำลังซื้อใหม่กำลังเกิดขึ้นที่ไหน และประเทศไทยจะเข้าไปสร้างโอกาสจากการเติบโตนั้นได้อย่างไร”
ททท. จึงให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลเศรษฐกิจควบคู่กับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว เพื่อกำหนดกลยุทธ์เชิงรุกในแต่ละตลาด โดยไม่มองเพียงจำนวนผู้เดินทาง แต่ต้องมองถึงศักยภาพการใช้จ่าย ระยะเวลาพำนัก การเดินทางซ้ำ และรายได้ที่กระจายถึงผู้ประกอบการและชุมชนไทย
รุก 5 ตลาดเอเชีย ด้วยกลยุทธ์ที่แตกต่าง ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพ
- ไต้หวัน – New Reason to Come
มุ่งเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวเดินทางด้วยตนเอง (FIT) ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 90% สร้างเหตุผลใหม่ในการกลับมาเที่ยวไทย ผ่าน Gastronomy, Michelin, Local Food, Wellness, Art & Design และ Outdoor Adventure รวมถึงการใช้ Food Creator และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่
- เวียดนาม – Family, Shopping & New Experience
ขยายฐานนักท่องเที่ยวครอบครัว Millennials และ Gen Z รวมถึงกลุ่ม Luxury, MICE และ Sport Tourism เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวใหม่จากกรุงเทพฯ และพัทยา สู่เชียงใหม่ เชียงราย และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจท่องเที่ยวและแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่าย
- มาเลเซีย – Overland Tourism & Border Economy
ต่อยอดตลาดใหญ่อันดับ 2 ของไทย ผ่านการเดินทางทางบกและทางอากาศ ส่งเสริม Shopping, Family & Food รวมถึงกิจกรรมคาราวานท่องเที่ยว เชื่อมโยงสงขลา พัทลุง และเมืองท่องเที่ยวภาคใต้ เพื่อเปลี่ยนการเดินทางระยะใกล้ให้สร้างรายได้และกระจายประโยชน์ทางเศรษฐกิจสู่พื้นที่มากขึ้น
- อินโดนีเซีย – Muslim-Friendly & Wellness Destination
ยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมุสลิมและครอบครัว โดยให้ความสำคัญกับอาหารฮาลาล สิ่งอำนวยความสะดวก ความชัดเจนของข้อมูล และบริการตลอด Customer Journey ควบคู่กับการนำเสนอ Health & Wellness ความงาม และประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ
- สิงคโปร์ – Premium Experience & Sustainable Travel
มุ่งเจาะนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงและกลุ่มเดินทางซ้ำ ผ่านประสบการณ์อาหาร สุขภาพ ความงาม ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมเส้นทางบินและจุดหมายใหม่ เพื่อเพิ่มการใช้จ่ายและกระจายรายได้ไปยังเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ
จากเศรษฐกิจเติบโต สู่คุณค่าที่การท่องเที่ยวปี 2570 โต 5%
ผู้ว่าการ ททท. กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยปี 2570 คือการเปลี่ยนจากการทำตลาดแบบเดียวกันทุกประเทศ ไปสู่การเข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละกลุ่มนักท่องเที่ยว หรือ Right Market, Right Experience, Right Value โดยใช้จุดแข็งของประเทศไทย ทั้งวัฒนธรรม อาหาร สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และเสน่ห์ความเป็นไทย มาพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
ขณะเดียวกัน ททท. จะขยายความร่วมมือกับสายการบิน บริษัทนำเที่ยว OTA และพันธมิตรดิจิทัล เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางตั้งแต่การสร้างแรงบันดาลใจไปจนถึงการตัดสินใจซื้อ พร้อมผลักดันเป้าหมายรายได้ท่องเที่ยวปี 2570 เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 5% จากปี 2569 และส่งเสริมการกระจายนักท่องเที่ยวระหว่างเมืองหลักกับเมืองรองในสัดส่วน 60:40
Value over Volume ไม่ได้หมายถึงการลดความสำคัญของจำนวนนักท่องเที่ยว แต่หมายถึงการทำให้ทุกการเดินทางสร้างคุณค่าได้มากขึ้น ทั้งต่อตัวนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ชุมชน และเศรษฐกิจไทย
นี่คือทิศทางที่ ททท. จะเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็น High-Value & Meaningful Destination ที่เติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
สร้างการรับรู้เชิงบวกในกลุ่มชาวยุโรปและอเมริกาที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ
ด้านนางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)กล่าวว่าการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 12–18 ตุลาคม 2569 นับเป็นเวทีสำคัญ ในการแสดงศักยภาพของไทยในการจัดงานระดับโลก
ทั้งด้านสถานที่จัดประชุม มาตรฐานการบริการ วัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ อาหารไทย ผ้าไหมไทย และอัธยาศัยไมตรีของคนไทย สะท้อนความพร้อมของประเทศไทย ในการต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก
การเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF / World Bank Group) ช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยอย่างมาก ผู้นำระดับโลก เช่น ประธานธนาคารโลก (Ajay Banga) และประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้กล่าวชื่นชมการต้อนรับและความเป็นมิตรของคนไทย
การประชุมครั้งนี้ช่วยสร้างการรับรู้เชิงบวกในกลุ่มชาวยุโรปและอเมริกาที่ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ โดยเป็นการลงทุนด้านภาพลักษณ์ที่ไม่ต้องใช้วงเงินงบประมาณสูง
นอกจากการสร้างความเชื่อมั่นในระดับนานาชาติแล้ว การประชุมยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ภาคการ ท่องเที่ยว ทั้งธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และบริการที่เกี่ยวเนื่อง
อีกทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุม ต่อยอดการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม สุขภาพและเวลเนส ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับอาหารไทย ผ้าไทย นวดไทย สปา และงานหัตถกรรม เพื่อเพิ่มมูลค่า การใช้จ่ายและกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น
ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนผ่านความประทับใจของ ดร.คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการ ผู้จัดการ IMF ซึ่งกล่าวว่า “I came to Bangkok as the Head of the IMF and I am so proud to leave as Ambassador of Thai silk!” พร้อมชื่นชมว่า “Thailand has set the bar high” นับเป็นเสียงสะท้อนถึงความ ประทับใจต่อการจัดงานและเสน่ห์ของไทยที่สามารถสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำแก่ผู้เข้าร่วมประชุมจากทั่วโลก ตลอดจนเป็นโอกาสในการประชาสัมพันธ์วัฒนธรรมและสินค้าไทยสู่สายตานานาชาติ
ดันไทยเจ้าภาพประชุมระดับอัลตราลักชัวรี สร้างรายได้คุณภาพ
สำหรับปี 2570 ประเทศไทยยังมีโอกาสต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวผ่านการเป็นเจ้าภาพจัดงานสำคัญ อาทิ Global Summit of Women, ULTRA Thailand 2027 ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวระดับ อัลตราลักชัวรี และกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและเวลเนส
ควบคู่กับนโยบาย Airline Focus ของททท. ที่มุ่งสร้างความร่วมมือกับสายการบินและพันธมิตร เพื่อเพิ่มการเข้าถึง ประเทศไทย ขยายเส้นทางบินและที่นั่งโดยสารจากตลาดศักยภาพ ตลอดจนส่งเสริมการเดินทางในช่วงเวลาที่ เหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการไทย
ทั้งนี้ ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยด้วย “4 แม่ไม้” ได้แก่ Rebalance Market Portfolio ปรับ สมดุลโครงสร้างตลาดและกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง, Shape Experience Platform ยกระดับคุณค่าและประสบการณ์ท่องเที่ยว, New Growth Engine เปลี่ยนจุดแข็งของไทยให้เป็นมูลค่าทาง เศรษฐกิจผ่าน Life Economy และ Transform Together ผนึกกำลังทุกภาคส่วนให้เติบโตไปด้วยกัน
โดยมุ่งเปลี่ยนโอกาสจากการจัดงานระดับนานาชาติให้เป็นการเดินทางจริง เพิ่มระยะเวลาพำนักและค่าใช้จ่ายต่อคน ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มกำลังซื้อสูง ตลอดจนกระจายรายได้สู่เมืองหลัก เมืองรอง และชุมชน เพื่อสร้าง การเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างสมดุลและยั่งยืน







