
เจาะลึก ร่างพ.ร.บ.สถานที่พักแรม จุดเปลี่ยนโรงแรมไทย สนับสนุนธุรกิจหรือลดช่องโหว่ทางกม.
ร่าง พ.ร.บ.สถานที่พักแรม พ.ศ… ที่ผ่านการเห็นชอบในหลักการจากครม.แล้ว และอยู่ระหว่างการเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่กำลังจะเกิดขึ้นของธุรกิจโรงแรมไทย และการท่องเที่ยวไทย เพราะมีทั้งข้อดี และข้อสังเกตว่าเป็นการสนับสนุนธุรกิจหรือลดช่องโหว่ทางกม.
KEY
POINTS
- ร่าง พ.ร.บ. สถานที่พักแรมฉบับใหม่ จะมาแทนที่ พ.ร.บ. โรงแรมเดิม โดยเปลี่ยนนิยามเป็น "สถานที่พักแรม" ให้ครอบคลุมที่พักหลากหลายประเภท และแบ่งการกำกับดูแลเป็น 3 ระดับตามขนาดและความเสี่ยง (แจ้ง, ขึ้นทะเบียน, ใบอนุญาต) เพื่อลดขั้นตอนให้ผู้ประกอบการรายย่อย
- เพิ่มการคุ้มครองผู้บริโภค โดยให้สิทธิผู้เข้าพักสามารถยกเลิกและขอเงินคืนได้หากที่พักไม่ตรงตามที่โฆษณาไว้ (ไม่ตรงปก) ซึ่งถือว่าโฆษณาเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา
- สมาคมโรงแรมไทยชี้ว่ากฎหมายใหม่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุจากกฎหมายอื่น (เช่น กฎหมายผังเมือง, ควบคุมอาคาร) และอาจสร้างช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจากการลดขั้นตอนการตรวจสอบอาคารสำหรับที่พักขนาดเล็ก
- มีความกังวลว่ากฎหมายยังขาดการควบคุมแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์ (OTA) อย่างรัดกุม บทลงโทษต่ำ และอาจเปิดช่องให้มีการสร้างที่พักในพื้นที่อนุรักษ์ได้ง่ายขึ้น
ร่างพ.ร.บ.สถานที่พักแรม จะเป็นกฎหมายฉบับใหม่ ที่มาใช้แทนพระราชบัญญัติโรงแรม พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลการประกอบธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ที่ใช้อยู่มานาน ที่บังคับการใช้มาตรฐานเดียวกันกับที่พักทุกประเภท เปลี่ยนแนวคิดใหม่มาเป็นการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับขนาด ลักษณะ และระดับความเสี่ยงของที่พัก
ร่างกม.ขยายกรอบจากคำนิยามที่กำหนดคำว่า“โรงแรม”เปลี่ยนมาเป็น “สถานที่พักแรม” แทน
เนื่องจากที่ผ่านมาในอดีต กฎหมายที่กำกับดูแลโรงแรมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับที่พักทุกประเภท ทำให้ที่พักบางส่วนไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้ ขณะที่มาตรฐานบางอย่างที่ใช้กับโรงแรมขนาดใหญ่ก็อาจไม่เหมาะกับโรงแรมหรือที่พักขนาดเล็ก ประกอบกับเทรนด์การท่องเที่ยวยุคใหม่ จะพบว่ารูปแบบที่พักมีหลากหลายประเภทมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นโฮสเทล โฮมสเตย์ บ้านพัก เต็นท์ บ้านต้นไม้ ไปจนถึงที่พักรูปแบบ Sharing Economy อย่าง Airbnb,บ้านและคอนโดมิเนียมให้เช่าระยะสั้น
นี่เองจึงทำให้ร่างกม.นี้ขยายกรอบจากคำนิยามที่กำหนดคำว่า“โรงแรม”เปลี่ยนมาเป็น “สถานที่พักแรม” แทน เพื่อให้ครอบคลุมธุรกิจที่มีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น ไม่จำกัดอยู่เฉพาะโรงแรมในรูปแบบอาคารถาวรแบบเดิม
การปฏิรูปกม.โรงแรมครั้งนี้จึงเป็นการเปลี่ยนแนวคิดจากการใช้เกณฑ์ “โรงแรมแบบเดิม” ไปสู่การกำกับดูแลตาม “ขนาดและระดับความเสี่ยง” (Size & Risk) เพื่อเปิดทางให้ผู้ประกอบการรายย่อยเหล่านี้ สามารถเข้าสู่ระบบ ลดการขอใบอนุญาตซ้ำซ้อน พร้อมเพิ่มสิทธิผู้ใช้บริการที่พัก ให้สามารถยกเลิก และขอคืนเงินได้ หากที่พักไม่ตรงปก หรือไม่ตรงกับโฆษณาไว้
พ.ร.บ.สถานที่พักแรม แบ่งประเภทสถานพักแรม ออกเป็น 3 กลุ่ม
โดยร่างกฎหมายฉบับใหม่จะแบ่งสถานที่พักแรมออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
1.ที่พักขนาดไม่เกิน 8 ห้อง และรองรับผู้พักได้ไม่เกิน 30 คน (รวมถึงบ้านพักหรือห้องพักชั่วคราวไม่เกิน 8 หน่วย) สามารถเปิดดำเนินการได้ด้วยการ “แจ้ง” ต่อนายทะเบียน
2.ที่พักที่มีห้องพักตั้งแต่ 9-40 ห้อง หรือรองรับผู้พักได้ 31-150 คน จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ “ขึ้นทะเบียน” ก่อนเปิดให้บริการ จากเดิมต้องขอใบอนุญาตโรงแรม ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาให้กับกลุ่มโรงแรมขนาดกลาง
3.ที่พักที่มีมากกว่า 40 ห้อง หรือรองรับผู้พักเกิน 150 คน ยังคงต้องขอ “ใบอนุญาต” ประกอบธุรกิจเต็มรูปแบบ เนื่องจากมีความเสี่ยงและผลกระทบในวงกว้างกว่า
Super License ใบเดียวครอบคลุม 10 กิจการ
อีกทั้งสำหรับผู้ประกอบการที่พักในกลุ่มที่ 3 ร่างกฎหมายใหม่ได้นำแนวคิด Super License มาใช้ โดยกำหนดให้ใบอนุญาตสถานที่พักแรมทำหน้าที่เป็นใบอนุญาตหลัก หากผู้ประกอบการแจ้งความประสงค์ตั้งแต่ยื่นคำขอ จะสามารถครอบคลุมใบอนุญาตรองที่เกี่ยวเนื่องได้สูงสุดถึง 10 กิจการ
เช่น ร้านอาหาร สปา สระว่ายน้ำ สถานที่ออกกำลังกาย การจำหน่ายสุรา ยาสูบ และก๊าซ ซึ่งช่วยเปลี่ยนการติดต่อราชการจากการเดินเข้าหลายหน่วยงาน ให้เหลือเพียงระบบการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน
ยกระดับการคุ้มครองผู้พัก “โฆษณา”ต้องตรงปก
นอกจากปรับลดขั้นตอนฝั่งผู้ประกอบการแล้ว ร่างกฎหมายยังเพิ่มมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการห้องพัก โดยกำหนดให้การ โฆษณาและโปรโมชั่นถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ไม่ว่าจะเป็นอัตราค่าห้อง เงื่อนไข ข้อความโฆษณา และรูปภาพการประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์จะถือเป็นข้อตกลงตามสัญญาทางกฎหมายทันที
รวมถึงให้สิทธิยกเลิกและรับเงินคืนได้ หากห้องพักหรือบริการจริงไม่ตรงตามที่โฆษณา ผู้พักมีสิทธิยกเลิกการเข้าพักหรือยกเลิกการจอง และได้รับเงินคืนตามสัดส่วนบริการที่ใช้ไป ทั้งยังห้ามผู้ประกอบการกำหนดเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม เช่น การสงวนสิทธิยกเลิกสัญญาฝ่ายเดียว หรือการบังคับให้ผู้บริโภคสละสิทธิล่วงหน้า
มาตรฐานความปลอดภัยและทะเบียนผู้พักดิจิทัล
แม้จะผ่อนปรนขั้นตอนการขออนุญาต แต่ในร่างกม.ก็ยังระบุด้านความปลอดภัยและมาตรการกำกับดูแลไว้อยู่ เช่นผู้ประกอบการต้องจัดทำป้ายชื่อสถานที่พัก แผนผังทางหนีไฟ และป้ายทางออกฉุกเฉินให้ชัดเจน สำหรับที่พักรูปแบบพิเศษ อย่าง เต็นท์ บ้านต้นไม้ รถพ่วง หรือตู้คอนเทนเนอร์ มีการกำหนดหลักเกณฑ์ด้านอัคคีภัย ทางหนีไฟ และอุปกรณ์ดับเพลิงที่เหมาะสมกับลักษณะที่พัก
ทั้งยังกำหนดว่าผู้ประกอบการต้องจัดทำ ทะเบียนผู้พักด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และนำส่งข้อมูลให้นายทะเบียนทุก 24 ชั่วโมง โดยข้อมูลผู้พักชาวต่างชาติจะถูกส่งต่อให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองผ่านระบบที่กำหนด
สมาคมโรงแรมไทยยันพ.ร.บ.โรงแรมปัจจุบันใช่ปัญหา
ต่อเรื่องนี้นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) หรือ THA กล่าวว่า พ.ร.บ.โรงแรมที่ใช้อยู่ปัจจุบันไม่ได้มีปัญหา ซึ่งได้จัดกลุ่มโรงแรมออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะการให้บริการ ได้แก่
โรงแรมประเภทที่ 1 โรงแรมที่ให้บริการเฉพาะห้องพัก ไม่เกิน 50 ห้อง โรงแรมประเภทที่ 2 โรงแรมที่ให้บริการห้องพักและห้องอาหาร โรงแรมประเภทที่ 3 โรงแรมที่ให้บริการห้องพัก ห้องอาหาร และสถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ (เช่น ผับ, บาร์, สปา, ฟิตเนส) หรือมีห้องประชุมสัมมนา และโรงแรมประเภทที่ 4 โรงแรมที่ให้บริการครบทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องพัก ห้องอาหาร สถานบริการตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ และห้องประชุมสัมมนา
แต่ปัญหาที่หลาย ๆ คนไม่สามารถนำอาคารมาจดเป็นโรงแรมได้ โดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดเล็ก เพราะติดข้อบังคับใน 3 เรื่อง ได้แก่ กฎหมายควบคุมอาคาร กม.ผังเมือง หรือกม.ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งควรไปแก้ที่ต้นทางมากกว่าการออก พ.ร.บ. ใหม่ เพราะจริง ๆ มีกฎกระทรวงที่ลดหย่อนให้นำอาคารเก่าหรือตึกแถวมาใช้ได้อยู่แล้ว แต่ผมไม่รู้ว่าติดประเด็นอะไร ส่วนของเก่าถ้ามีอาคารถูกต้องเรียบร้อย ไม่ได้ติดผังเมือง ไม่ได้ติดสิ่งแวดล้อม 3 เรื่องนี้ถ้าผ่าน ผมไม่เคยเจอเคสไหนที่นำมาจดโรงแรมไม่ได้
กังวล 3 ประเด็นหลักในร่างพ.ร.บ.ใหม่จี้เร่งแก้ไข
การไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นทาง แต่ไปออกกฏหมายใหม่ เลี่ยงไปใช้คำว่า “สถานที่พักแรม” แทนคำว่า “โรงแรม”และไม่ได้อ้างอิงถึงประเภทของ “อาคาร” ในคำนิยามอย่างชัดเจน รวมถึงร่างกฎหมายระบุเพียงคำว่า “ห้องพัก” โดยไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นอาคารประเภทใด ทำให้เกิดช่องโหว่ที่อาคารพาณิชย์ ตึกแถว อาคารสำนักงาน หรือโรงงาน อาจถูกนำมาใช้เปิดให้บริการเป็นที่พักรายวันได้
รวมถึงการกำหนดว่าสถานที่พักแรมกลุ่มที่ 1 ห้องพักไม่เกิน 8 ห้อง แค่ แจ้งต่อนายทะเบียน และกลุ่ม 2 ไม่เกิน 40 ห้อง แค่ไปขึ้นทะเบียนกับนายทะเบียน (เช่น กรมการปกครอง/ท้องถิ่น/เขต) โดยไม่มีข้อบังคับให้ต้องตรวจมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารก่อน เป็นการลดขั้นตอนที่อาจจะกระทบต่อการตรวจสอบความปลอดภัยหรือไม่
เพราะหากเป็นกม.โรงแรมจะต้องมีการตรวจเช็กความปลอดภัยอาคารโดยวิศวกรทุกปี หรือทำรายงานสิ่งแวดล้อม (EIA) แต่เมื่อร่างใหม่ไม่ได้ใช้คำว่า “โรงแรม” จึงอาจหลุดพ้นจากข้อบังคับเหล่านี้ ทำให้เสี่ยงต่อการนำอาคารที่ดัดแปลงผิดกฎหมาย (เช่น ตึกแถว 3 ชั้นที่ต่อเติมเกิน) มาเปิดรับนักท่องเที่ยวโดยไม่มีการตรวจสอบ
ทั้งยังมองว่ากม.ใหม่ยังอาจเปิดช่องให้แค่ได้ใบรับแจ้งไม่เกิน 8 ห้อง ก็อาจสามารถไปจดแจ้งเปิดในพื้นที่อนุรักษ์ สิ่งแวดล้อม หรือชายหาดที่เคยมีกฎหมายโรงแรมควบคุมได้ ซึ่งปกติทำไม่ได้ถ้าเป็นเอกชน และเรารู้ว่ามีการบุกรุกกันมาเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้เอาไปแจ้งได้ ทำให้ยากต่อการควบคุมการบุกรุกหรือจัดโซนนิ่ง
อีกทั้งใน มาตรา 52 ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ มีการกล่าวถึง “บริการแพลตฟอร์ม” (OTA) แต่สมาคมฯ มองว่ารายละเอียดยังหลวมมากไม่มีเงื่อนไขขึ้นทะเบียนแพลตฟอร์ม ไม่ได้กำหนดรายละเอียดว่าผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ต้องไปขึ้นทะเบียนกับใคร และมีเงื่อนไขอย่างไร ขาดบทลงโทษ หากแพลตฟอร์มนำที่พักผิดกฎหมายมาลงโฆษณา
จึงควรกำหนดให้ชัดเจนว่า แพลตฟอร์มสามารถลงประกาศได้เฉพาะผู้ประกอบการที่มีใบรับแจ้ง/ใบขึ้นทะเบียน/ใบอนุญาต 1 ใน 3 ประเภทนี้เท่านั้น หากฝ่าฝืนต้องมีโทษปรับ และควรประสานงานให้สอดคล้องกับกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE)
นอกจากนี้มองว่าการบังคับตาม พ.ร.บ.สถานพักแรม ควรมีการเพิ่มโทษทางอาญา เพราะมีเพียงโทษทางวินัย ซึ่งค่าปรับรายวันต่ำเกินไป เช่น ค่าปรับต่ำสุดรายวันไม่เกิน 10,000 บาท หรือประเภทอื่น ๆ ปรับไม่เกินวันละ 50,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการบางรายแม้แต่มีจำนวนห้องพักน้อย แต่ขายราคาสูงหลายหมื่นบาท บางแห่งขายห้องพักราคาสูงมีรายได้วันละ 1-2 ล้านบาท พร้อมที่จะยอมจ่ายค่าปรับรายวันได้อยู่แล้ว
สำหรับการนำคอนโดมิเนียมหรือบ้านในหมู่บ้านจัดสรรมาปล่อยเช่ารายวัน มาตรา 18 กำหนดของพ.ร.บ.สถานที่พักแรม กำหนดว่านายทะเบียนจะออกใบรับแจ้ง ใบขึ้นทะเบียน หรือใบอนุญาต ให้แก่บ้านจัดสรรหรือห้องชุดได้ ก็ต่อเมื่อกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดินหรือกฎหมายว่าด้วยอาคารชุดอนุญาตให้ทำได้ก่อนเท่านั้น
ดังนั้นหากจะทำก็ต้องมีการแก้ไขกฎหมายจัดสรรที่ดินและกฎหมายอาคารชุดหลักเสียก่อน นิติบุคคลหรือลูกบ้านจะไม่สามารถลงมติตกลงกันเองเพื่อฝ่าฝืนกฎหมายได้ และหากมีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขได้ ผมก็มองไม่ควรย้อนหลังไปแก้กฎหมายให้คอนโดเก่าปล่อยเช่ารายวันได้ อาจเป็นการรบกวนสิทธิ์ของผู้คนที่ซื้ออยู่อาศัยเดิม ซึ่งซื้อเพราะตั้งใจใช้เป็นที่พักอาศัยส่วนบุคคลเท่านั้น
อย่างไรก็ตามในรายละเอียดคงต้องไปดูกันอีกทีหนึ่ง และเอาเข้าจริง ๆ เราเข้าใจว่าในแง่ของสภา สุดท้ายคงมีร่างของพรรคการเมืองเข้าไปอภิปรายด้วย แต่แน่นอนว่าร่างของกฤษฎีกาคือร่างของรัฐบาล จำนวนเสียงรัฐบาลก็มีแนวโน้มว่าจะผ่าน แต่สมาคมก็มีจุดกังวลจึงอยากให้มีการแก้ไขบางจุดดังที่กล่าวไป นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย







