
การบินไทย ไม่ปิดคลังสินค้าสุวรรณภูมิแล้ว เคลียร์กระเป๋าตกค้าง 8,000 ชิ้น จบ 1-2 วันนี้
การบินไทย ไม่ปิดคลังสินค้าสุวรรณภูมิแล้ว ผนึกกำลังทุกภาคส่วน เร่งเคลียร์สัมภาระและสินค้าตกค้างกว่า 8,000 ชิ้น คาดจบปัญหาภายใน 1–2 วันนี้
KEY
POINTS
- การบินไทยยืนยันไม่ปิดบริการคลังสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ แต่การดำเนินการอาจชะลอตัวลง
- เร่งระบายกระเป๋าสัมภาระผู้โดยสารที่ตกค้างอยู่ประมาณ 8,000 ใบ โดยตั้งเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วัน
- ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพอากาศและกองทัพบก ทั้งในด้านกำลังพลและเครื่องจักรเพื่อช่วยขนย้ายสัมภาระ
- การบินไทยพร้อมรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมดแก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ ทั้งกรณีสัมภาระสูญหายและตกเที่ยวบิน
- เร่งแก้ปัญหาผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง(Transit) เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากผู้โดยสารบางส่วนปฏิเสธที่จะเดินทางต่อหากยังไม่ได้สัมภาระ
30 กันยายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังร่วมประชุมกับ สายการบินไทย, AOT, สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีข้อสรุปว่า การบินไทยจะไม่มีการปิดบริการรับขนส่งสินค้า (Cargo) ทั้งสินค้าขาเข้าและขาออกผ่านสายการบิน ที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้ว แต่อาจมีขั้นตอนที่ชะลอตัวลงบ้างเพื่อบริหารจัดการพื้นที่
การจัดสรรพื้นที่พักสินค้าและเต็นท์กันฝน AOT ได้ดำเนินการเคลียร์พื้นที่บางส่วน เพื่อนำสินค้าที่ตกค้างอยู่บนรถขนส่งเข้าไปพักเก็บรอการลำเลียง พร้อมติดตั้งเต็นท์กันฝนเพื่อป้องกันความเสียหายอย่างเป็นระบบ
เคลียร์กระเป๋าตกค้าง 8,000 ชิ้น จบใน 1-2 วันนี้
รวมถึงการเสริมเครื่องจักรและพนักงานขับรถจากกองทัพอากาศ นำชุดเครื่องจักรขนถ่ายสินค้า (Cargo Loader) จำนวน 12 ชุด พร้อมพนักงานขับรถ โดยย้ายอุปกรณ์มาจากกองทัพอากาศ (บน.6) เข้ามาช่วยสนับสนุนการขนถ่ายสินค้าในพื้นที่เพิ่มเติม
รวมไปถึงเร่งแก้ปัญหาในด้านผู้โดยสารที่สะสมตั้งแต่วันที่ 26, 27 และ 28 กันยายนที่ผ่านมา มียอดสัมภาระตกค้างสะสมรวมประมาณ 10,000 ใบ โดยระหว่างเมื่อวานถึงวันนี้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการคัดแยกและจัดส่งคืนแก่ผู้โดยสารไปแล้วประมาณ 1,800 ใบ
ส่งผลให้ปัจจุบันคงเหลือสัมภาระตกค้างอยู่ในระบบประมาณ 8,000 ใบ ซึ่งกระจายอยู่บริเวณลานหน้าอาคาร และภายในพื้นที่ TDT อีกประมาณ 4,000 ชิ้น
โดยในส่วนการแก้ปัญหากระเป๋าตกค้างจะเพิ่มขีดความสามารถปกติของเจ้าหน้าที่สามารถระบายสัมภาระได้สูงสุดไม่เกินวันละ 2,000 ใบ ซึ่งปฏิบัติตามปกติจะใช้เวลา 3–4 วัน แต่ขณะนี้ได้เร่งรัดกระบวนการทั้งหมดเพื่อตั้งเป้าหมายเคลียร์ให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 1 และเผื่อระยะเวลาจัดเก็บส่วนตกค้างสุดท้ายไม่เกินวันที่ 2 ตุลาคมนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน เป็นต้นมา ระบบการจัดการสัมภาระใหม่สามารถดำเนินการได้เสร็จสิ้นวันต่อวันโดยไม่มีปัญหาตกค้างเพิ่มเติม
สนธิกำลังทหาร-เพิ่มอุปกรณ์ หนุนเจ้าหน้าที่การบินไทย
เพื่อเพิ่มความเร็วในการขับเคลื่อน รัฐบาลได้ประสานกองทัพบกและกองทัพอากาศ ซึ่งได้จัดส่งกำลังพลเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่วันที่ 26 และในวันนี้กองทัพอากาศได้ส่งกำลังพลเข้ามาเสริมเพิ่มอีก 100 นาย โดยมีการแบ่งภารกิจอย่างชัดเจน
โดยกำลังพลทหาร รับผิดชอบงานแรงงานในการยก เคลื่อนย้าย และขนย้ายสัมภาระ และ
เจ้าหน้าที่การบินไทย รับผิดชอบการตรวจสอบแท็ก (Baggage Tag) และคัดแยกสัมภาระ เนื่องจากเป็นงานเฉพาะทางที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและความแม่นยำ
เร่งจัดส่ง-ดูแลผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transit)
การบินไทยได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) เพื่อติดตามและประสานงานผู้โดยสารรายบุคคลตามข้อมูลติดต่อที่เก็บไว้
- ผู้โดยสารภายในประเทศหากเดินทางถึงที่พักแล้ว การบินไทยได้ร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการจัดตั้งจุดบริการบริเวณด้านหน้า เพื่อดำเนินการจัดส่งสัมภาระตรงถึงบ้านพัก หรือหากผู้โดยสารประสงค์จะเดินทางมารับด้วยตนเอง ทางเจ้าหน้าที่จะจัดเตรียมสัมภาระรอไว้ ณ จุดที่กำหนด
- ผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transit) เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความสำคัญเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากผู้โดยสารบางส่วนปฏิเสธที่จะเดินทางต่อหากยังไม่ได้สัมภาระ เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งดำเนินการค้นหาและจับคู่สัมภาระ (Matching) เป็นรายบุคคลเพื่อส่งมอบให้ทันเที่ยวบินถัดไป
การติดตามผลและมาตรการชดเชยเยียวยา
ทุกหน่วยงานได้กำหนดมาตรการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด โดยให้การบินไทยและ AOT รายงานความคืบหน้าในการเคลียร์สัมภาระและสินค้าทุกๆ 8 ชั่วโมง [พร้อมทั้งจัดประชุมติดตามสถานการณ์ร่วมกันในเวลา 16:00 น. ของทุกวัน
ด้านการรับผิดชอบและเยียวยาผู้โดยสาร การบินไทยยืนยันความพร้อมในการรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด โดยแบ่งเป็น
- กรณีสัมภาระสูญหายดำเนินการผ่านระบบประกันภัยที่สายการบินได้จัดทำไว้รองรับ
- กรณีผู้โดยสารตกเที่ยวบินหรือเปลี่ยนเที่ยวบิน สายการบินไทยพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายและความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้โดยสาร
ทุกหน่วยงานย้ำชัดว่าเป็นการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดโดยไม่มีการโยนภาระ และจะเร่งแก้ไขปัญหาทั้งหมดให้จบลงโดยเร็วที่สุด
นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่าในส่วนของความพร้อมด้านบุคลากร ปัจจุบันพนักงานหน้างานได้กลับมาปฏิบัติงานแล้วประมาณ 90% และฝ่ายปฏิบัติการ (Operation) กลับมาประมาณ 80%
อย่างไรก็ตาม แม้กำลังคนจะเริ่มกลับมาสมบูรณ์ แต่ยังคงมีสัมภาระตกค้าง (Backlog) สะสม ทั้งในบริเวณโถงอาคารและในระบบโอนย้ายสัมภาระ (Transfer Terminal) ที่ต้องเร่งล้างออก
ส่วนจำนวนเที่ยวบินภาวะปกติ การบินไทยมีเที่ยวบินขาออกปกติอยู่ที่ประมาณ 115 เที่ยวบินต่อวัน (หากนับรวมเที่ยวบินไป-กลับ จะอยู่ที่ประมาณ 230 เที่ยวบิน) แต่ก็ได้มีการลดเที่ยวบินช่วงเกิดปัญหา ในช่วงแรกที่เกิดปัญหาวิกฤต มีการปรับลดเที่ยวบินขาออกลงไป
สำหรับการฟื้นฟู capacity ของเที่ยวบิน การบินไทยได้วางไทม์ไลน์ปรับเพิ่มเที่ยวบินอย่างเป็นขั้นตอนเพื่อกลับสู่สภาวะปกติภายใน 7 วัน
- วันที่ 1 ตุลาคม ลดจำนวนเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบลงเหลือ 15 เที่ยวบิน (สามารถกลับมาทำการบินได้ประมาณ 100 เที่ยวบิน)
- วันที่ 2 ตุลาคม ขยับเพิ่มเที่ยวบินขึ้นเป็น 105 เที่ยวบิน
เป้าหมายภายใน 7 วัน ฟื้นฟูกำลังการบินกลับมาเท่าเดิมที่ 115 เที่ยวบินขาออกต่อวัน ซึ่งจากการประเมินตามไทม์ไลน์มั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ
นอกจากนี้ สายการบินได้จัดแบ่งทีมงานแยกเป็นพิเศษเพื่อสะสางและจัดส่งกระเป๋าสัมภาระตกค้างให้แก่ผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 26, 27 และ 28 กันยายน เป็นลำดับความสำคัญสูงสุด
นอกจากนี้ AOT ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งจากสำนักงานใหญ่และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รวมถึงพนักงานผู้รับจ้าง (Outsource) เข้าสนับสนุนการปฏิบัติงานช่วยขนย้ายสัมภาระที่ตกค้างจากพื้นที่คัดแยกสัมภาระ (Sorting Area) ขึ้นสู่สายพานรับสัมภาระ เพื่อเร่งระบายและส่งมอบสัมภาระให้แก่ผู้โดยสารโดยเร็วที่สุด






