thansettakij
thansettakij
ท่องเที่ยวค้านค่าเหยียบแผ่นดิน พ่วงประกันนักท่องเที่ยว กังหนี้ 7 พันล้าน สอดไส้แรงงานต่างด้าว

ค้านค่าเหยียบแผ่นดิน พ่วงประกันนักท่องเที่ยว กังหนี้ 7 พันล้าน สอดไส้แรงงานต่างด้าว

15 ต.ค. 69 | 01:35 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ต.ค. 69 | 02:15 น.

ท่องเที่ยวค้านค่าเหยียบแผ่นดิน พ่วงประกันนักท่องเที่ยว กังขาภาระหนี้ 7 พันล้าน สอดไส้แรงงานต่างด้าว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริง บริษัทประกันภัยได้ประโยชน์ สวนทางเม็ดเงินที่ควรจะถูกนำมาใช้พัฒนาท่องเที่ยวหด

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนท่องเที่ยวคัดค้านการนำเงิน "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ไปซื้อประกันภัยให้นักท่องเที่ยว โดยมองว่าไม่จำเป็นและเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคล
  • สมาคมโรงแรมไทย-แอตต้า ตั้งข้อสังเกตว่าตัวเลขหนี้ค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติ 7 พันล้านบาท เป็นการเหมารวมข้อมูลของกลุ่มแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริง
  • ชี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีประกันภัยการเดินทางอยู่แล้ว แต่ไทยสามารถขายเสริมเป็นออปชั่นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำประกันให้
  • หวั่นการทำประกันให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะเกิดช่องโหว่ด้านการเข้ามารักษาพยาบาลของคนต่างด้าว
  • เงินค่าธรรมเนียมควรนำไปใช้เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริหารจัดการความเสี่ยงโดยตรง

เอกชนท่องเที่ยว หนุนจัดเก็บ “ค่าเหยียบแผ่นดิน” 450 บาท แต่คัดค้านการแบ่งเงินไปทำประกันภัยให้นักท่องเที่ยว โดยมองว่าข้อมูลสธ.ที่ระบุว่าการทำประกันจะช่วยลดภาระหนี้ค่ารักษาพยาบาลที่รัฐแบกรับกว่า 7 พันล้านบาทต่อปี ฟังไม่ขึ้น ชี้เป็นการสอดไส้รวมการรักษาแรงงานต่างด้าว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริง บริษัทประกันภัยได้ประโยชน์ สวนทางเม็ดเงินที่ควรจะถูกนำมาใช้พัฒนาท่องเที่ยวหด

เอกชนท่องเที่ยวคัดค้านการนำเงิน "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ไปซื้อประกันภัยให้นักท่องเที่ยว

ล่าสุดในการเปิดรับฟังความเห็นจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุม เห็นด้วยในหลักการที่ประเทศไทยจะจัดค่าเหยียบแผ่นดิน แต่ก็มีการถกเถียงกันอย่างหนัก โดยเฉพาะจาก 2 สมาคมหลักด้านการท่องเที่ยวของไทย อย่าง สมาคมโรงแรมไทย (THA) และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ที่คัดค้านเรื่องการนำเงินจากค่าเหยียบแผ่นดินมาทำประกันให้นักท่องเที่ยว

ผู้ป่วยต่างชาติที่เข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทย

ทั้งยังกังขาในข้อมูลที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่ระบุว่าในปีงบประมาณ 2569 มีชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาพยาบาลในไทยถึง 1,120,000 เคส คิดเป็นมูลค่าค่ารักษารวมกว่า 16,957 ล้านบาท แต่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐสามารถจัดเก็บค่ารักษาได้จริงเพียง 9,935 ล้านบาท ทำให้เกิดส่วนต่างค้างชำระ (Gap) อยู่ถึง 7,021 ล้านบาทที่ไม่สามารถจัดเก็บได้ และเป็นภาระภาษีประชาชน

กังขาภาระหนี้ 7 พันล้าน สอดไส้แรงงานต่างด้าว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริง

การนำเงินส่วนหนึ่งจากค่าเหยียบแผ่นดินมาทำประกันให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ จะช่วยลดภาระหนี้ค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติของสถานพยาบาลรัฐที่ประเทศต้องแบกรับปีละกว่า 7,000 ล้านบาท จากการที่ชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วหลบหนีหรือไม่จ่ายเงิน

จากสถิติดังกล่าวเอกชนท่องเที่ยวต่างตั้งคำถามว่าเป็นการเหมารวมกลุ่มแรงงานต่างด้าวเข้ากับนักท่องเที่ยว ทำให้ตัวเลขสูงเกินความเป็นจริงไปมาก เพราะจากข้อมูลพบว่าผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางมารักษาสูงสุด 3 อันดับแรก อันดับ 1 เมียนมา อันดับ 2 กัมพูชา อันดับ 3 ลาว ซึ่งกลุ่มแรงงานเหล่านี้มีระบบประกันสังคมรองรับอยู่แล้วและมีสถานะแยกต่างหากจากการท่องเที่ยว

ภาระหนี้ 7 พันล้านบาท จากผู้ป่วยต่างชาติที่ไม่มีการชำระค่ารักษาพยาบาลในไทย

อีกทั้งในที่ประชุมยังมองด้วยว่า ภาครัฐยังมีแนวคิดที่จะเริ่มนำร่องจัดเก็บเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านทางอากาศก่อน แต่ตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและความคุ้มครองกลับนับรวมชาวต่างชาติจากทุกด่านเข้าด้วยกัน หากดำเนินการในลักษณะนี้กองทุนท่องเที่ยวก็อาจประสบภาวะ“เจ๊งตั้งแต่ปีแรก”

ท่องเที่ยวค้านค่าเหยียบแผ่นดิน พ่วงประกันนักท่องเที่ยว กังขาภาระหนี้ 7 พันล้าน สอดไส้แรงงานต่างด้าว ไม่ใช่นักท่องเที่ยวจริง

รวมทั้งในกรณีที่นำเงินมาซื้อประกันภัยให้นักท่องเที่ยว ก็ต้องพิจารณาความเสี่ยงกรณีเบี้ยประกันไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงด้วย เช่น หากแบ่งเงินจากค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท มาซื้อประกันประมาณ 200 บาทต่อคน บริษัทประกันภัยจะไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ เนื่องจากในความเป็นจริง เบี้ยประกันเดินทางทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 900 บาทต่อคน และหากครอบคลุมการรักษาพยาบาลด้วยอาจสูงถึง 3,000 บาทต่อคน

 

รวมไปถึงยังมีความเสี่ยงว่านักท่องเที่ยวอาจเข้าใจผิด เพราะการประชาสัมพันธ์ว่ารัฐบาลมีประกันให้อาจทำให้นักท่องเที่ยวที่ปกติซื้อประกันเดินทางส่วนบุคคลอยู่แล้วตัดสินใจไม่ซื้อ แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยขึ้นจริง วงเงินประกันที่รัฐจัดหาให้อาจไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย

ค่าเหยียบแผ่นดิน

THA เผยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีประกันภัยการเดินทางอยู่แล้ว 

นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) หรือ ทีเอชเอ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าสมาคมโรงแรมไม่เห็นด้วยกับการนำเงินส่วนหนึ่งของค่าเหยียบแผ่นดินมาทำประกันภัยให้แก่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งก็ไม่มีประเทศใดในโลกนำค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้มาซื้อประกันให้นักท่องเที่ยว เพราะการทำประกันภัยในการเดินทางท่องเที่ยว ก็ถือเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลของนักท่องเที่ยวเอง

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA)

ขณะเดียวกันกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น นักท่องเที่ยวชาวยุโรป หรือกลุ่มที่เดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยว (ATTA) กฎหมายกำหนดให้ต้องมีประกันภัยการเดินทางอยู่แล้ว หรือบางคนก็สามารถซื้อแพ็กเกจบริการโรมมิ่งของค่ายมือถือก็มีบริการประกันภัยให้อยู่แล้ว

ดังนั้นหากรัฐอยากจะแก้ปัญหาที่ในแต่ละปีมีชาวต่างชาติเข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาลแล้วหลบหนีหรือไม่จ่ายเงิน สร้างความสูญเสียปีละประมาณ 7,000 ล้านบาท รัฐบาลสามารถจัดเตรียมเฉพาะแพ็กเกจประกันภัยเสริม ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง สำหรับผู้ที่ยังไม่มีประกันซื้อเพิ่มเติมตามความสมัครใจ เหมือนที่เคยปฏิบัติในช่วงปลายการแพร่ระบาดของโควิด-19

นายเทียนประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า การจัดเก็บค่าธรรมเนียม 450 บาท หากคำนวณจากฐานชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศปีละกว่า 30 ล้านคน จะสร้างรายได้เข้ากองทุนกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี แต่ทว่าจนถึงปัจจุบันกลับยังไม่มีรายละเอียดและการแบ่งสัดส่วนที่ชัดเจนว่าเงิน 450 บาท จะนำไปใช้ในด้านใดบ้าง และจะเจียดไปซื้อประกันภัยในวงเงินเท่าใด

หรือแม้แต่ข้อกำหนดระบุการทำประกันระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน แต่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางพำนักจริงเพียง 7-10 วัน อีกทั้งยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนสำหรับกลุ่มที่เดินทางเข้า-ออกหลายครั้ง (Multiple Entry) ว่าจะจัดซื้อประกันให้อย่างไร ทั้งๆที่วางเป้าหมายจะเริ่มจัดเก็บในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้า

หวั่นเกิดช่องโหว่ด้านการเข้ามารักษาพยาบาลของคนต่างด้าว

อีกทั้งการทำประกัน ยังอาจทำให้เกิดช่องโหว่ด้านการเข้ามารักษาพยาบาลของคนต่างด้าว เพราะหากกรมธรรม์ครอบคลุมถึงอาการเจ็บป่วยทั่วไป อาจส่งผลให้ประชาชนจากประเทศเพื่อนบ้านยอมจ่ายค่าธรรมเนียมนี้เพียง 450 บาท เพื่อข้ามมารักษาตัวในโรงพยาบาลของไทย ซึ่งจะกลายเป็นภาระหนักของระบบสาธารณสุขไทยไปอีก

ภาคเอกชนจึงต้องการเรียกร้องให้ภาครัฐย้อนกลับไป “ติดกระดุมเม็ดแรก” ด้วยการกำหนดนิยามของ “นักท่องเที่ยว”ให้ชัดเจนก่อน โดยต้องแยกกลุ่มแรงงานต่างด้าวออกจากสถิติการท่องเที่ยวอย่างเด็ดขาด จากนั้นจึงนำกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แท้จริงมาจัดทำตารางค่าใช้จ่ายสาธารณสุขใหม่เพื่อดูตัวเลขภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจริง พร้อมทั้งกำหนดสัดส่วนการใช้เงิน 450 บาท ให้โปร่งใส เพื่อให้เม็ดเงินถูกนำไปใช้ในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวตามวัตถุประสงค์เดิมอย่างแท้จริง

แอตต้า ย้ำเงินควรใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและบริหารจัดการความเสี่ยง

นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า กล่าวว่า แอตต้า ไม่เห็นด้วยในการนำเงินไปซื้อประกันภัยแทนนักท่องเที่ยว เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติ 80-90% ซื้อประกันสุขภาพและอุบัติเหตุส่วนตัวอยู่แล้ว รัฐบาลไม่จำเป็นต้องนำเงินกองทุนไปซื้อประกันพื้นฐานที่มีวงเงินคุ้มครองต่ำแจกจ่ายให้นักท่องเที่ยวทุกคน หากต้องการแก้ปัญหากลุ่มที่ไม่มีประกัน ควรออกกฎหมายบังคับให้แสดงกรมธรรม์หรือบังคับซื้อประกัน ณ ด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)

อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า

ส่วนกรณีที่สธ.ระบุว่ามีชาวต่างชาติไม่ชำระค่าบริการโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลของรัฐสูงถึง 7 พันล้านบาทในปีงบประมาณ 2569 ข้อมูลที่แสดงกว่า 80% ไม่ใช่นักท่องเที่ยว แต่ส่วนใหญ่เป็นชาวเมียนมา ลาว และกัมพูชา ซึ่งเป็นแรงงานต่างด้าวหรือผู้ที่ข้ามแดนมารักษาพยาบาลโดยไม่ชำระเงิน ไม่ใช่กลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวจริง

รวมไปถึงตัวเลข 7 พันล้านบาท ก็เยอะเกินไป เพราะจากข้อมูลในอดีตช่วงปี 2565-2566 รวมถึงข้อมูลจากกรมประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566 เคยระบุตัวเลขส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลชาวต่างชาติที่ไม่ชำระอยู่ที่ปีละ 300-400 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้พูดคุยกันมานานกว่า 10 ปีแล้ว

ทำไมวันนี้ตัวเลขพุ่งมาเป็น 7 พันล้านบาทก็ต้องแยกแยะให้ได้ ว่าจริงๆแล้วเป็นนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ เป็นแรงงานต่างด้าวเท่าไหร่ หรือหากจำเป็นต้องนำเงินกองทุนมาสนับสนุนด้านสาธารณสุขหรืออุบัติเหตุแก่นักท่องเที่ยว ต้องกำหนดเพดานให้ชัดเจน โดยไม่ควรเกิน 3-5% หรือราว 200-300 ล้านบาทเท่านั้น

เพราะการจัดเก็บค่าธรรมเนียมท่องเที่ยวทุกประเทศต่างนำไปใช้เพื่อยกระดับและพัฒนาการท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ดังนั้นเงินที่จะเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว ก็ควรจะเน้นเพื่อใช้บริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต (Risk and Crisis Management Fund)

เพื่อสำรองเงินไว้ใช้เยียวยาและช่วยเหลือในกรณีเกิดภัยพิบัติหรือวิกฤตที่คาดไม่ถึง เช่น อุทกภัยน้ำท่วม หรืออุบัติเหตุฉุกเฉินที่เกินจากวงเงินประกันเดิมของนักท่องเที่ยว และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Supply-side Development) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเงินกองทุนคือการนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและปรับปรุงการบริการ เพื่อให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปนั้นคุ้มค่าและได้รับบริการที่ดีขึ้นจริง