
คนไทยเที่ยวนอก สูงสุดเป็นประวัติการณ์ จีนอันดับ 1 เปิด 5 ประเทศแรก คนแห่เที่ยวสูงสุด
คนไทยแห่เที่ยวเมืองนอกสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำนิวไฮ 13 ล้านคน โดยเที่ยวจีนเป็นอันดับ 1 แรงหนุนฟรีวีซ่า สวนทาง เกาหลีใต้ ลดฮวบ เปิด 5 ประเทศแรกคนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศสูงสุด ใช้จ่ายกว่า 5.59 แสนล้านบาท
KEY
POINTS
- คนไทยเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในแง่จำนวนคน (13.06 ล้านคน) และการใช้จ่าย (5.59 แสนล้านบาท)
- จีนกลายเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ที่คนไทยนิยมไปมากที่สุด โดยมีปัจจัยหนุนจากนโยบายฟรีวีซ่าและความคุ้มค่าในการใช้จ่าย
- 5 ประเทศยอดนิยมที่คนไทยเดินทางไปมากที่สุดเรียงตามลำดับ ได้แก่ จีน, มาเลเซีย, ลาว, ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร
ล่าสุดทีมวิจัย Bnomics โดยธนาคารกรุงเทพ เผยสถิติคนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศในปีที่ผ่านมา โดยทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งในแง่จำนวนคนและการใช้จ่าย โดยในปี 2568 คนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศ 13.06 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 11.4%) และใช้จ่ายรวม 5.59 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในแง่จำนวนคนและการใช้จ่าย
5 ประเทศยอดนิยมที่คนไทยแห่เที่ยวต่างประเทศสูงสุด
- อันดับ 1 จีน
- อันดับ 2 มาเลเซีย
- อันดับ 3 ลาว
- อันดับ 4 ญี่ปุ่น
- อันดับ 5 สหราชอาณาจักร
อันดับ 1 จีน
นักท่องเที่ยวไทยไปเที่ยวจีน 3.06 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 4 ของคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศทั้งหมด และมีรายจ่ายรวมกว่า 120,253 ล้านบาท มีค่าใข้จ่าย 39,317 บาทต่อทริป เฉลี่ย 5,670 บาทต่อวัน พำนัก 6.9 วัน
ความตกลงยกเว้นวีซ่าถาวรไทย–จีนที่มีผลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2567 ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่าย เวลา และความยุ่งยากก่อนออกเดินทาง แต่ฟรีวีซ่าเพียงอย่างเดียวคงอธิบายไม่ได้ทั้งหมดว่าเหตุใดจีนจึงขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
จีนมีทั้งระบบขนส่งที่ครอบคลุมและแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ตั้งแต่มหานคร เมืองประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ไปจนถึงเมืองหิมะ ขณะที่คนไทยใช้เงินเที่ยวจีนเฉลี่ยต่อทริปต่ำกว่าญี่ปุ่นประมาณ 24% จุดแข็งของจีนจึงอยู่ที่ Value for Money ฟรีวีซ่าช่วยลดอุปสรรค ส่วนความคุ้มค่าช่วยให้จีนแข่งขันกับจุดหมายอื่นได้ดีขึ้น
อันดับ 2 มาเลเซีย
คนไทยเที่ยวมาเลเซีย มากเป็นอันดับ 2 ด้วยจำนวน 1.72 ล้านคน และมีรายจ่ายรวมประมาณ 33,381 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 19,407 บาทต่อทริป เฉลี่ย 4,652 บาทต่อวัน ใข้เวลาพำนัก 4.2 วัน
ข้อได้เปรียบสำคัญคือความใกล้และความสะดวก ไทยและมาเลเซียมีพรมแดนติดกัน ทำให้เดินทางได้ทั้งรถยนต์ รถโดยสาร รถไฟ และเครื่องบิน ขณะที่กัวลาลัมเปอร์ ปีนัง และยะโฮร์บาห์รูเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและศูนย์กลางการเดินทาง
มาเลเซียจึงเป็นตัวอย่างว่า Accessibility สามารถเป็น Competitive Advantage ได้ไม่ต่างจากตัวแหล่งท่องเที่ยวเอง
อันดับ 3 ลาว
คนไทยเดินทางไปลาวกว่า 1.44 ล้านคน และใช้จ่ายรวมประมาณ 22,057 ล้านบาท มีค่าใช้จ่าย 15,313 บาทต่อทริป เฉลี่ย 4,229 บาทต่อวัน ใข้เวลาพำนัก 3.6 วัน
ลาวได้เปรียบจากความใกล้ ค่าใช้จ่ายไม่สูง และความเชื่อมโยงกับไทยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ โครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง รถไฟลาว–จีนที่เปิดให้บริการในปี 2564 ทำให้การเดินทางจากเวียงจันทน์ไปวังเวียงและหลวงพระบางรวดเร็วขึ้น และยังเชื่อมต่อไปยังจีนตอนใต้
เมื่อเมืองต่าง ๆ เข้าถึงง่ายขึ้น ต้นทุนด้านเวลาของนักท่องเที่ยวก็ลดลง กรณีของลาวจึงแสดงให้เห็นว่า Connectivity ไม่ได้ช่วยเฉพาะการค้าและโลจิสติกส์ แต่ยังเพิ่มโอกาสให้ภาคท่องเที่ยวด้วย
อันดับ 4 ญี่ปุ่น
คนไทยเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ในอันดับ 4 ด้วยนักท่องเที่ยวไทยกว่า 1.23 ล้านคน และมีรายจ่ายรวมประมาณ 63,269 ล้านบาท
หรือ 51,558 บาทต่อทริป เฉลี่ย 7,902 บาทต่อวัน เวลา 6.5 วัน
แม้จำนวนผู้เดินทางจะต่ำกว่าจีน มาเลเซีย และลาว แต่รายจ่ายรวมกลับสูงกว่ามาเลเซียและลาวอย่างชัดเจน โดยญี่ปุ่นมีธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม แหล่งชอปปิ้ง ความสะอาด ความปลอดภัย และระบบขนส่งที่เดินทางด้วยตัวเองได้ง่าย ทำให้นักท่องเที่ยวไทย ยอมจ่ายมากขึ้นต่อหนึ่งทริป
การแข่งขันของญี่ปุ่นจึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ มูลค่าที่สร้างได้จากนักท่องเที่ยวแต่ละคน
แม้คนไทยไปเยือนจะอยู่ที่ 1.23 ล้านคน แต่ครองแชมป์ความพรีเมียมด้วยรายจ่ายรวม 63,269 ล้านบาท หรือสูงถึง 51,558 บาทต่อทริป สะท้อนเอกลักษณ์ด้านอาหาร วัฒนธรรม ความปลอดภัย และการเดินทางที่นักท่องเที่ยวไทย “ยอมจ่ายหนัก” เพื่อแลกกับประสบการณ์คุณภาพ
อันดับ 5 สหราชอาณาจักร
คนไทยเดินทางไปสหราชอาณาจักรกว่า 4.92 แสนคน เพิ่มขึ้นถึง 39.7% และมีรายจ่ายรวมกว่า 64,627 ล้านบาท เฉลี่ย 131,089 บาทต่อทริป หรือ 9,619 บาทต่อวัน พำนัก 13.6 วัน
แม้จะเป็นตลาดระยะไกล แต่รายจ่ายเฉลี่ยต่อทริปสูงกว่าจุดหมายหลักในเอเชียหลายเท่า ส่วนหนึ่งมาจากระยะเวลาพำนักที่ยาวกว่า รวมถึงการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว การศึกษา และเยี่ยมญาติ สะท้อนว่าการเดินทางต่างประเทศของคนไทยไม่ได้ฟื้นเฉพาะประเทศใกล้บ้านหรือจุดหมายราคาประหยัดเท่านั้น ตลาด Long-haul ก็กลับมาคึกคักเช่นกัน
ขณะที่ เกาหลีใต้ หล่นลงมาอยู่อันดับ 13 มีนักท่องเที่ยวไทยลดลงเหลือเพียง 3.28 แสนคน (หดตัว 13.8%)จากปีก่อน ขณะที่ก่อนโควิด ในปี 2562 มีคนไทยเดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 5.59 แสนคน
เกาหลีใต้ไม่ได้สูญเสียจุดแข็งด้านวัฒนธรรม อาหาร K-Pop หรือแหล่งท่องเที่ยว แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปัญหาคนไทยลักลอบทำงานผิดกฎหมายทำให้การตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดขึ้น และมีกรณีนักท่องเที่ยวไทยถูกปฏิเสธการเข้าเมืองจนกลายเป็นประเด็นในไทย
ความไม่แน่นอนเหล่านี้มีต้นทุน เพราะนักท่องเที่ยวต้องซื้อตั๋ว จองโรงแรม วางแผนวันลา และเตรียมค่าใช้จ่ายก่อนเดินทาง หากยังไม่มั่นใจว่าจะผ่านด่านเข้าเมืองได้หรือไม่ ต้นทุนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการเดินทางก็สูงขึ้น และเมื่อมีทางเลือกอื่นที่เดินทางง่ายกว่า นักท่องเที่ยวบางส่วนก็สามารถเปลี่ยนจุดหมายได้
เกาหลีใต้ทำให้เห็นว่าการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวไม่ได้มีเพียงการทำให้คน “อยากมา” แต่ต้องทำให้คน “มั่นใจว่าจะมาได้” ด้วย
จาก Outbound Boom สู่บทเรียนสำหรับการท่องเที่ยวไทย
สิ่งที่เห็นจากหลายประเทศคือ นักท่องเที่ยวไม่ได้ตัดสินใจจากแหล่งท่องเที่ยวหรือราคาเพียงอย่างเดียว การค้นหาข้อมูล เที่ยวบิน การผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ระบบขนส่ง การชำระเงิน ไปจนถึงบริการระหว่างทริป ทุกขั้นตอนล้วนมีผลต่อการตัดสินใจ
สำหรับประเทศไทย การดึงนักท่องเที่ยวให้ได้มากขึ้นอาจเป็นเพียงแค่ส่วนเดียว แต่การทำอย่างไรให้คนที่เลือกมาเที่ยวไทยรู้สึกว่า การเดินทางครั้งนี้ง่าย คุ้มค่า อุ่นใจ และอยากกลับมาอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวไม่ได้จ่ายเพียง “เงิน” แต่ยังจ่ายด้วย เวลาและความสะดวกสบาย
ดังนั้น ประเทศที่ “คุ้มกับเงินและเวลาที่จ่ายไป” ก็จะมีโอกาสอยู่ในตัวเลือกของนักท่องเที่ยวมากขึ้น







