
ผู้ว่ารฟท.กางแผน ยกระดับท่องเที่ยวโดยรถไฟ พัฒนาระบบราง พลิกโฉมท่องเที่ยวไทย 2573
รฟท.จับมือธุรกิจโรงแรม-ท่องเที่ยว เดินหน้าผลักดันแนวคิด “Connected Tourism” เปลี่ยน “ระบบราง” เป็น “เครือข่ายสร้างโอกาส” ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนา ‘ระบบราง’ สู่แพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับพรีเมียม หนุนกระจายรายได้และสร้างความยั่งยืน เพื่อมุ่งพลิกโฉมท่องเที่ยวไทย ปี 2573 ผู้ว่ารฟท.มีคำตอบ
KEY
POINTS
- การรถไฟฯ เร่งพัฒนาระบบรางทั่วประเทศ ทั้งโครงการรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวและขยายโครงข่ายให้ครอบคลุม 57 จังหวัด ภายใต้แนวคิด “Thailand Connected Tourism 2030”
- ยกระดับบริการสู่การสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวระดับพรีเมียม ผ่านขบวนรถไฟท่องเที่ยวพิเศษหลากหลายรูปแบบ เช่น SRT Royal Blossom, KIHA 183 และเปิดให้เอกชนเช่าเหมาขบวนเพื่อจัดทัวร์หรู
- ผนึกความร่วมมือกับภาคเอกชนโดยเฉพาะกลุ่มโรงแรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงการเดินทาง ที่พัก และกิจกรรมในท้องถิ่นเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมอัตลักษณ์ด้านอาหารและอนุรักษ์สถานีเก่าแก่
การเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบรางในไทยกำลังก้าวเข้าสู่มิติใหม่ เมื่อการรถไฟแห่งประเทศไทย มุ่งที่จะเชื่อมโยงระบบคมนาคมทางรางเข้ากับภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม ยกระดับบริการรถไฟไทยให้เป็น “แพลตฟอร์ม” สำคัญในการสร้างประสบการณ์การเดินทางรูปแบบใหม่ ดึงดูดนักท่องเที่ยว และกระจายรายได้สู่ชุมชน
รฟท.ขยายโครงข่ายรถไฟครอบคลุม 57 จังหวัด
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบรางอย่างเต็มรูปแบบจากโครงการรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง และระบบรถไฟระหว่างเมือง การปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการคมนาคมขนส่งเท่านั้น แต่คือการสร้างรากฐานสำคัญที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโอกาสทางธุรกิจเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม
ภายใต้แนวคิด “Thailand Connected Tourism 2030” รฟท. มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านจากการเชื่อมต่อเพียงแค่สถานี ไปสู่การเชื่อมโยงผู้คน เมือง จุดหมายปลายทาง และโอกาสของภาคธุรกิจท่องเที่ยวทั้งหมด
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาในครั้งนี้คือการเพิ่ม Accessibility (การเข้าถึง) เพื่อทำให้เมืองท่องเที่ยวและจุดหมายปลายทางต่างๆ สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น วันนี้โครงข่ายปัจจุบัน รถไฟเปิดให้บริการรวมระยะทาง 4,044 กิโลเมตร มีสถานีเปิดให้บริการ 446 สถานี ครอบคลุมพื้นที่ 47 จังหวัด
อีกทั้งตามแผนรัฐบาลจะได้ลงทุนโครงข่ายที่กำลังขยายเส้นทางใหม่อีก มากกว่า 677 กิโลเมตร และเพิ่มสถานีใหม่อีก มากกว่า 44 สถานี ส่งผลให้ในอนาคตจะมีเส้นทางครอบคลุมถึง 57 จังหวัดทั่วประเทศ
ยุคใหม่ระบบราง รถไฟทางคู่-รถไฟความเร็วสูง
ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ของระบบราง ไม่ว่าจะเป็นรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ระบบรถไฟระหว่างเมือง และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ การเพิ่ม Accessibility หรือการเข้าถึงเมืองท่องเที่ยวได้ง่ายขึ้น
การขยายตัวของโครงข่ายนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงระยะทางที่เพิ่มขึ้น แต่คือการขยายตัวของตลาดการท่องเที่ยวและโอกาสที่กว้างไกลขึ้นของธุรกิจโรงแรม ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น
การเดินทางโดยรถไฟในอดีตอาจมีความล่าช้า แต่ปัจจุบัน รฟท. ได้รับการสนับสนุนงบประมาณการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจากรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การเดินรถมีความตรงเวลาและมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยมีแผนพัฒนาโครงข่ายรถไฟที่คืบหน้าอย่างรวดเร็ว
โครงการ “รถไฟทางคู่” ปัจจุบันโครงการทางคู่ดำเนินการแล้วเสร็จไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ครอบคลุมพื้นที่ 16 จังหวัด
“รถไฟทางคู่สายใต้” เส้นทางกรุงเทพฯ-ชุมพร ก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ให้บริการที่เร็วและปลอดภัยกว่ารถยนต์ และมีแผนเตรียมขยายทางคู่ต่อไปจนถึงหาดใหญ่และปาดังเบซาร์
ขณะที่ “รถไฟทางคู่สายตะวันออกเฉียงเหนือ” สร้างเสร็จถึงขอนแก่นและกำลังสร้างต่อสู่หนองคาย ส่วนอีสานตอนล่างสร้างเสร็จถึงนครราชสีมาและมีแผนขยายจากทางเดี่ยวเป็นทางคู่ต่อไป
สำหรับ “รถไฟทางคู่สายเหนือ” ปัจจุบันเส้นทางรถไฟทางคู่เสร็จสิ้นถึงพิษณุโลกแล้ว รฟท. กำลังเร่งก่อสร้างเส้นทางสายใหม่ ได้แก่ เส้นทาง “เด่นชัย-เชียงราย” ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการในปี 2571 ไฮไลท์ของเส้นทางนี้คือการมีอุโมงค์ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และมีทางยกระดับผ่านวิวทิวทัศน์หุบเขาที่สวยงามสะดุดตา
นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเชื่อมต่อ บ้านไผ่-มุกดาหาร-นครพนม ที่กำลังดำเนินการอยู่เช่นกัน
โครงการ “รถไฟความเร็วสูง” เส้นทางประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ - นครราชสีมา (โคราช) ระยะทาง 250 กิโลเมตร ออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 1.5 ชั่วโมง โดยมีสถานีหยุดจอดสำคัญ เช่น อยุธยา สระบุรี และปากช่อง ขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปี 2573-2574
จากการเดินทางสู่ประสบการณ์พรีเมี่ยมหลักแสน
การเดินทางด้วยรถไฟไม่ได้เป็นเพียงแค่การสัญจรจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งเท่านั้น แต่คือการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยว อันจะกลายเป็นจุดขายสำคัญของการท่องเที่ยวไทย และการเดินทางด้วยระบบรางกำลังก้าวเข้ามาเป็นทางเลือกที่โดดเด่นและมีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยมีมิติสำคัญที่เป็นจุดขายหลักของการท่องเที่ยวไทย
ปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และรูปแบบการเดินทางท่องเที่ยวทางรางที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวระดับบนและผู้ที่ต้องการประสบการณ์แบบพรีเมียม รวมถึงรองรับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย (Segment) ไม่ว่าจะเป็น
- “SRT Royal Blossom” ตู้นั่งท่องเที่ยวระดับพรีเมียม มอบประสบการณ์เดินทางที่เหนือระดับ
- “KIHA 183” รถดีเซลรางเพื่อการท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวสไตล์ญี่ปุ่น โดยรฟท.ได้นำรถไฟที่ได้รับมอบจากญี่ปุ่นมาปรับปรุงใหม่โดยคงกลิ่นอายและอัตลักษณ์เดิมไว้
- “รถไฟไทยทำ” ขบวนรถโดยสารฝีมือคนไทยที่พัฒนาขึ้นภายใต้โครงการวิจัยและสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)
เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมระบบรางในประเทศ ภายในได้รับการออกแบบอย่างหรูหราคล้ายเครื่องบิน โดยมีที่นั่งพรีเมียม 15 ที่นั่ง และตู้โดยสารตู้นอนที่สามารถปรับเอนนอนได้ถึง 170-180 องศา คาดว่าจะเริ่มนำมาวิ่งพ่วงใช้งานร่วมกับรถจักรไอน้ำเป็นครั้งแรกในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ เพื่อให้ประชาชนได้ทดลองใช้ “รถจักรไอน้ำ” การเดินทางย้อนเวลาเชิงประวัติศาสตร์และประสบการณ์พิเศษ และ “โปรแกรมท่องเที่ยวตามเทศกาลและฤดูกาล” เชื่อมโยงกิจกรรมและจุดหมายท่องเที่ยวที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา
โปรแกรมและขบวนรถไฟพิเศษเหล่านี้ ในช่วงที่มีผู้โดยสารใช้บริการน้อย รฟท.ก็จะนำมาจัดทริปขายเป็นโปรแกรมท่องเที่ยว อาทิ วันเดย์ทริป รวมไปถึงให้เอกชนมาเช่าดำเนินธุรกิจ โดยก็มีบริษัทมาเช่าขบวนรถทำเป็น ขบวนรถไฟหรูระดับลักชัวรี (Luxury Train) โดยจัดทริปท่องเที่ยวระดับพรีเมียม เช่น แพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดอุทัยธานี (เดินทางด้วยรถไฟและต่อรถไปยังเป้าหมาย) ระยะเวลา 5 วัน 7 คืน ในราคาแพ็คเกจแสนกว่าบาทต่อทริป ซึ่งจำกัดจำนวนผู้โดยสารเพียง 30 กว่าคนต่อขบวน เพื่อการดูแลอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ โดยผู้โดยสารจะได้พักค้างคืนบนรถไฟที่มีตู้นอนระดับมาตรฐานโรงแรม มีห้องนอนขนาดใหญ่ และขนาดกลางเตียงขนาด 3.5 ฟุต ควบคู่กับการพักผ่อนในโรงแรมชั้นนำ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จมาก
หรือเอกชนบางราย ก็จะจัดโปรแกรมในแบบ จัดประชุมสัมมนา และเช่าเหมาขบวน (Chartered Train) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเช่าเหมาขบวนเพื่อทำกิจกรรมพิเศษ เช่น ทริปแข่งขันกอล์ฟการกุศลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เส้นทางกรุงเทพฯ-หัวหิน โดยขากลับเสิร์ฟอาหารค่ำแสนอร่อยบนรถไฟเพื่อให้เดินทางกลับถึงกรุงเทพฯ ในช่วงค่ำ นอกจากนี้ยังมีขบวนรถที่มีห้องประชุม ห้องนอนใหญ่ ห้องนั่งเล่น และห้องอาหารพร้อมสรรพ ซึ่งการันตีว่าผู้ร่วมงานจะ “ไม่โดดสัมมนา” อย่างแน่นอนเนื่องจากอยู่บนรถไฟ
ยกระดับอาหารริมทาง-อนุรักษ์ สถานีโบราณ
นอกเหนือจากการปรับปรุงตัวรถไฟแล้ว รฟท. ยังนำเสนอเอกลักษณ์ท้องถิ่นเพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวด้วย อาทิ การส่งเสริม “การท่องเที่ยวเชิงอาหาร” รฟท. มีแนวคิดร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดชุดอาหารว่างและชุดน้ำชา (Afternoon Tea) บนขบวนรถตามแบบฉบับญี่ปุ่น พร้อมยกระดับ “ของอร่อยริมทางรถไฟ” มาบริการผู้โดยสารบนขบวนท่องเที่ยวโดยตรง เช่น ข้าวหมูแดงนครปฐม ขนมเขียวจากราชบุรี หรือข้าวแกงและแกงคั่วกระดูกหมูจากชุมพร
ขณะเดียวกันรฟท.ยังได้อนุรักษ์สถานีและจุดท่องเที่ยวประวัติศาสตร์ อาทิ “สถานีกรุงเทพ” (หัวลำโพง) ได้ปรับปรุงพื้นที่ให้เป็น “มินิพิพิธภัณฑ์” (Mini Museum) จัดแสดงรถจักรโบราณและรถจักรเก่าแก่ทรงคุณค่าที่ชานชาลา 4 ชานชาลา “สถานีรถไฟบ้านปิน” จ.แพร่ สถานีที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นสไตล์บาวาเรียน (Bavarian) ซึ่งออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมันในยุคแรกเริ่มของการรถไฟไทย
“สะพานขาวทาชมภู” สะพานคอนกรีตประวัติศาสตร์ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 จ.ลำพูน ซึ่งสร้างขึ้นจากคอนกรีตทดแทนเหล็กเนื่องจากภาวะขาดแคลนเหล็กในขณะนั้น ตั้งอยู่ติดกับสนามกอล์ฟและมีร้านกาแฟยอดฮิตอยู่ใกล้เคียง รวมถึงจุดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น สถานีรถไฟพระราชวังบางปะอิน และรถไฟลอยน้ำ ณ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ผนึกสมาคมโรงแรมไทย ดัน Connected Tourism
ทั้งนี้นักเดินทางในปัจจุบันมองหาประสบการณ์เดินทางที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ ตั้งแต่สนามบิน รถไฟ โรงแรม ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน ตลอดจนการกลับมาเยือนซ้ำ ทุกจุดบนเส้นทางที่รถไฟผ่านล้วนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่พักในการสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้กับผู้รับบริการ
รฟท.ก็มองว่าสมาคมโรงแรมไทย สามารถนำเสนอแนวทางแก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวในการนำไปต่อยอดร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนสถานีรถไฟจากจุดขึ้น-ลงรถไฟทั่วไป ให้กลายเป็น “Destination Gateway” หรือประตูแรกของการต้อนรับนักท่องเที่ยวสู่ประสบการณ์ท้องถิ่น
Connected Tourism เกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วนนำเอาจุดแข็งที่แตกต่างกันมาร่วมออกแบบประสบการณ์ รฟท. มีจุดแข็งด้านโครงข่ายทางคมนาคม การเข้าถึง และขบวนรถพิเศษทั่วประเทศ (Network, Access, Journey)
ขณะที่ ภาคโรงแรมและการบริการ มีจุดแข็งด้านการดูแลต้อนรับ อาหาร บริการ ความรู้เชิงลึกในพื้นที่ และความเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง (Hospitality, Local Knowledge, Experience, Customer Understanding) การร่วมมือกันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวได้ ดังนี้
1.จาก “Single Destination” สู่ “Multi-Destination Journey” แทนที่จะมองการเดินทางแบบ “ไป–กลับ” จุดหมายเดียว ระบบรางจะเปิดโอกาสให้เชื่อมโยงหลายเมืองท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน ทั้งทริปแบบวันเดียว (Day Trip) การพักค้างคืน (Overnight) และการเดินทางหลายวัน (Multi-Day Journey) ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสการพักค้างและระยะเวลาพำนัก (Extend Stay) ของนักท่องเที่ยวให้ยาวนานขึ้น
2. จาก “Room Night” สู่ “Visitor Economy” คุณค่าของนักท่องเที่ยวหนึ่งคนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่จำนวนคืนที่พักแรมในโรงแรม (Room Revenue) เท่านั้น แต่เกิดจากการใช้จ่ายตลอดทั้ง Journey ทั้งเรื่องอาหาร การเดินทางในพื้นที่ แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรม และสินค้าชุมชน ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้สู่ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนได้อย่างแท้จริง
ดังนั้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Connected Tourism ให้เกิดขึ้นจริงในอนาคต ก็สามารถมีการเสนอ 5 แนวทางความร่วมมือที่ทั้งสองฝ่ายสามารถพัฒนาต่อยอดร่วมกันได้ ได้แก่
1.Destination Information การเชื่อมโยงข้อมูลการเดินทาง ที่พัก แหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรม เพื่อให้นักท่องเที่ยววางแผน Journey ได้ง่ายขึ้น
2. Joint Promotion การประชาสัมพันธ์และทำการตลาดร่วมกันเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในโอกาสที่เหมาะสม
3. Rail+Stay Concept การศึกษาแนวทางร่วมกันเพื่อนำเสนอบริการเดินทางด้วยรถไฟ ควบคู่กับการพักค้างแรมและกิจกรรมในพื้นที่
4. Event & Festival Journey การเชื่อมโยงการเดินทางเข้ากับงานเทศกาล กิจกรรมสำคัญ และฤดูกาลท่องเที่ยวของแต่ละจังหวัด
5.Pilot Destination การร่วมกันเลือกพื้นที่จุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพ เพื่อทดลองรูปแบบความร่วมมือ (Pilot Program) เรียนรู้ร่วมกัน ก่อนที่จะขยายผลให้เกิกประสิทธิภาพในวงกว้างระดับประเทศ
โดยในขณะนี้ก็เริ่มมีกลุ่มโรงแรมเริ่มเข้ามาหารือบ้างแล้ว อย่างกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Minor International) ก็ได้เข้ามาหารือแผนพัฒนารถไฟท่องเที่ยวระดับลักชูรี (Luxury Train)
พ.ร.บ.รางฉบับใหม่ ปลดล็อกเอกชนเช่าสล็อต
อีกทั้งหนึ่งในก้าวสำคัญทางกฎหมาย คือการประกาศใช้ พ.ร.บ. ขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2569 เปิดให้ภาคเอกชนสามารถเข้ามาเช่าสล็อต (Slot) เวลาเดินรถ หรือเช่าขบวนรถไฟของการรถไฟฯ เพื่อนำมาจัดทำแบรนด์ หรือแพ็กเกจท่องเที่ยวระดับพรีเมียมเฉพาะของตนเองในเส้นทางที่ยังมีเวลาว่างอยู่ได้
โดย รฟท. จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงข่ายคมนาคมขนส่ง (Platform) และมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมร่วมวางแผนและให้คำแนะนำแก่เอกชนอย่างใกล้ชิด
ในขณะนี้ก็เริ่มมีกลุ่มโรงแรมเริ่มเข้ามาหารือบ้างแล้ว อาทิ กลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (Minor International) ก็ได้เข้ามาหารือแผนพัฒนารถไฟท่องเที่ยวระดับลักชูรี (Luxury Train)
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการใช้ระบบรางเชื่อมโยงการท่องเที่ยว ที่พัก และอาหารท้องถิ่นในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเปิดมุมมองใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายตลาดท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคง ปลอดภัย และยั่งยืนต่อไปในอนาคต







