
Fertility Tourism การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ผู้มีบุตรยาก โอกาสธุรกิจยุคคนเกิดน้อย
ประเทศไทย กำลังมีบทบาทสำคัญ ในด้าน “Fertility Tourism” หรือ “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก” จากความแข็งแกร่งด้านผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ โดยเฉพาะการทำ “เด็กหลอดแก้ว” หรือ IVF ที่เป็นหนึ่งหัตถการที่เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเอเชีย ซึ่งไทยพร้อมชิงเค้กในตลาดนี้กว่า 8.5 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- ตลาดการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก (Fertility Tourism) ทั่วโลกเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 8.59 หมื่นล้านบาทในปี 2569
- ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ของเอเชีย มีจุดแข็งด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่มีคุณภาพ อัตราความสำเร็จสูง และค่าใช้จ่ายที่สามารถแข่งขันได้
- ไทยมีความได้เปรียบด้านกฎหมายที่ยืดหยุ่นกว่าคู่แข่งอย่างจีนและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการตรวจโครโมโซมที่ทำให้ทราบเพศของตัวอ่อนได้ ซึ่งเป็นปัจจัยดึงดูดผู้ป่วยชาวต่างชาติ
- การท่องเที่ยวเพื่อการมีบุตรสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง นอกเหนือจากค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยมีการใช้จ่ายด้านที่พัก การเดินทาง และการท่องเที่ยวระหว่างพำนักในไทย
ตลาด Fertility Tourism ทั่วโลกโตก้าวกระโดด
แนวโน้มการเติบโตของตลาด Fertility Tourism (การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก) ทั่วโลก มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว Grand View Research ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลก รายงานว่าตลาดนี้จากในปี 2567 ซึ่งมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 5.28 หมื่นล้านบาท ขยับมาเป็น 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 8.59 หมื่นล้านบาท ในปี 2569 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 2.01 แสนล้านบาท ในปี 2573 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 25.1% ต่อปีในช่วงปี 2568-2573
ปัจจัยหลักของการเติบโตมาจากอัตราการเกิดที่ลดลงทั่วโลก การแต่งงานที่ช้าลง และการยอมรับความนิยมที่เพิ่มขึ้นของการเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อรับบริการรักษาภาวะมีบุตรยาก (Fertility Tourism) อันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART) ที่มีคุณภาพการรักษาที่สูงขึ้นความแตกต่างด้านกฎหมาย และค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แข่งขันได้ในแต่ละประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็มีโอกาสในการชิงเค้กตลาด 8.5 หมื่นล้านบาทในปีนี้
นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัท IVF ที่มีฐานเป็นลูกค้าต่างชาติกว่า 80% ระบุว่าในยุคที่อัตราการเกิดทั่วโลกลดลง ทั้งในไทยและหลายประเทศในเอเชียกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ทำให้ความต้องการรักษาภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ส่งผลให้ความต้องการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยนำไข่ และอสุจิมาผสมกันในห้องปฏิบัติการภายนอกร่างกาย กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะคนอยากมีลูกที่มีคุณภาพ มีความพร้อมของร่างกายที่สมบูรณ์
ดังนั้นคนจึงมองว่าการมีบุตรเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ช่วยตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนครอบครัว (Family Planning) และเตรียมความพร้อมเพื่อช่วยให้ได้บุตรที่มีความสมบูรณ์และแข็งแรงที่สุด จึงยอมจ่ายเพื่อการตรวจโครโมโซมที่ละเอียด
ทำให้ตลาดนี้มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยทั่วโลกถึง 25% ขณะที่ประเทศไทยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 6% อุตสาหกรรมเทคโนโลยี เพื่อการเจริญพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางการแพทย์อีกต่อไป แต่กำลังขยับขยายสู่ “อุตสาหกรรมสุขภาพ” (Health Industry) ที่เชื่อมโยงกับ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism), การดูแลสุขภาพองค์รวม (Wellness) และเศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy)
ไทยหนึ่งในฮับทำเด็กหลอดแก้ว IVF เอเชีย
สำหรับในประเทศไทย ถือว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง IVF ของเอเชีย โดยอาศัยความแข็งแกร่งจากการเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ หรือ Medical Tourism ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสูงถึง 3 ล้านคนในปี 2566 สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ ราว 1.96 แสนล้านบาท ครองส่วนแบ่งในภูมิภาคถึง 90% โดยการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF/ICSI) ติดอันดับ 1 ใน 4 หัตถการหลักที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมารับบริการในไทย
อีกทั้งการทำ IVF ในไทยยังจุดแข็งหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงและทีมนักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน (Embryologist) ที่มีคุณภาพ, ห้องปฏิบัติการที่มีเทคโนโลยีทันสมัยและระบบโรงพยาบาลเอกชนที่เข้มแข็ง ราคาค่าบริการที่สามารถแข่งขันได้เมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้รับ และด้านHospitality ที่เข็มแข็งของไทย รวมถึงความสะดวกในการเดินทาง
ทั้งนี้แม้ปัจจุบันยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการที่แยกมูลค่า Fertility Tourism ของประเทศไทยออกจาก Medical Tourism จึงไม่สามารถระบุตัวเลขเศรษฐกิจเฉพาะด้านนี้ได้
แต่จากข้อมูลพบว่า การขยายตัวของ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ART) ในไทย การเติบโตของตลาดแม้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากของไทยยังคงเติบโต ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าในปี 2568 ตลาดมีมูลค่าประมาณ 6.1 พันล้านบาท เติบโตประมาณ 3.1% แม้จะชะลอลงจากปีก่อน แต่ยังเป็นการเติบโตในระดับบวก สะท้อนว่าความต้องการบริการยังคงมีอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ Grand View Research ประเมินตลาด IVF ของไทยจาก 521 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.72 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 และ 573 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 1.89 หมื่นล้านบาท ในปี 2569) ขยับเป็น 992 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ราว 3.27 หมื่นล้านบาท ในปี 2576
แม้ตัวเลขของทั้ง 2 แหล่งไม่สามารถเปรียบเทียบกันโดยตรง เพราะใช้ขอบเขตตลาดต่างกัน (ตลาดบริการรักษาภาวะมีบุตรยากในประเทศเทียบกับตลาด IVF ตามนิยามของบริษัทวิจัย) แต่ก็เห็นชัดถึงการเติบโตในตลาดนี้ที่มีความต้องการในการใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
เทียบฟอร์ม IVF ในไทย-ต่างชาติ
การทำเด็กหลอดแก้วในไทย มีข้อกำหนดว่าห้ามเปิดเผยข้อมูลจำนวนคนที่ทำเด็กหลอดแก้วว่าทำไปได้ แต่สามารถเปิดเผยเรื่องของความสำเร็จของอัตราการตั้งครรภ์ (Success Rate)ได้ โดยพบว่าค่าเฉลี่ยอัตราความสำเร็จของไทยอยู่ที่ 48-50%
แต่หากเป็นคลินิกที่มีมาตราฐานสูง หรือมีห้องปฏิบัติการ (Lab) เป็นของตนเอง จะมีจำนวนไม่เกิน 10 แห่งเท่านั้น ความสำเร็จก็จะสูงกว่านี้มาก อย่าง Inspire IVF ก็มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 78-80% จากจำนวนคลินิกเฉพาะทางที่มีอยู่ประมาณ 88 แห่ง แต่หากรวมคลินิกเฉพาะด้านนี้ที่อยู่ในโรงพยาบาลจะมีจำนวน 117 แห่ง ส่วนค่าเฉลี่ยความสำเร็จในจีนอยู่ที่ 30-40% อินเดีย อยู่ที่ 30-40% และตะวันออกกลาง อยู่ที่ 50-60%
การทำ IVF ในไทยจึงเป็นที่ต้องการจากกลุ่มเป้าหมายหลัก ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หากเปรียบเทียบราคาการทำ IVF ในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันตามเทคโนโลยีและข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยประเทศไทย ค่าใช้จ่ายรวมการตรวจพันธุกรรม (Genetic Testing) อยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาทเศษ ดูไบ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ค่ารักษาหากรวมการตรวจพันธุกรรมด้วยจะมีราคาประมาณ 7 แสนกว่าบาท ซึ่งถือว่าสูงกว่าประเทศไทย ส่วนประเทศจีน ราคาอยู่ที่ประมาณ 5-6 แสนบาท
นอกจากค่าใช้จ่ายที่ถูก อัตราความสำเร็จที่สูงแล้ว ไทยยังมีข้อได้เปรียบจากหลายประเทศมีข้อจำกัดด้านกฎหมายในประเทศต้น เช่น ในประเทศ “จีน” และ “ดูไบ” มีข้อจำกัดทางกฎหมายที่เข้มงวด โดยเฉพาะห้ามการตรวจโครโมโซมเพื่อเลือกเพศบุตร ขณะที่ประเทศไทยการตรวจโครโมโซม 23 คู่เพื่อหาตัวอ่อนที่สมบูรณ์จะทำให้ทราบผลเพศ เป็นผลพลอยได้ ซึ่งช่วยให้คนไข้สามารถเลือกใส่ตัวอ่อนที่ปกติและตรงตามความต้องการได้ แม้จะยังมีข้อกำหนดเรื่องของการห้ามเลือกเพศก็ตาม
อีกทั้งในจีนแม้รัฐบาลจะพยายามเพิ่มอัตราการเกิด หลังการยกเลิกนโยบายลูกคนเดียว แต่กฎหมายยังคงเข้มงวดเรื่องการอุ้มบุญ และการเข้าถึง ART สำหรับกลุ่มผู้หญิงโสด ทำให้ไทยยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับกลุ่มที่ต้องการความยืดหยุ่น
ส่วน “อินเดีย” อดีตเคยเป็นศูนย์กลางการอุ้มบุญ แต่กฎหมายใหม่ในปี 2564 ที่ห้ามการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์และการเลือกเพศ ทำให้ผู้ป่วยบางส่วนหันมาพิจารณาประเทศไทยแทน
ขณะที่ “กลุ่มประเทศรัฐอ่าวอาหรับ” หรือ GCC แม้จะมีกำลังซื้อสูง แต่กฎหมายอิงหลักศาสนาอิสลามในบางประเทศห้ามการบริจาคไข่ อสุจิ หรือการอุ้มบุญ ทำให้ชาวตะวันออกกลางเดินทางมารับบริการในไทยที่ให้ความเป็นส่วนตัวและบริการระดับพรีเมียม ช่องว่างเชิงนโยบายนี้ก็จะเป็นโอกาสของไทยเช่นกัน หากประเทศไทยต้องการยกระดับบทบาทด้านการแพทย์เจริญพันธุ์ในอนาคต
ผลบวกทางเศรษฐกิจ มากกว่าแค่ค่ารักษา
การท่องเที่ยวเพื่อการมีบุตรไม่ได้สร้างรายได้เพียงแค่ในสถานพยาบาล และคลินิกต่างๆ แต่ยังสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจ (Economic Multiplier) ในห่วงโซ่บริการทั้งหมด โดยทั่วไปผู้ป่วยต่างชาติที่เดินทางมาทำ IVF ในไทยจะพำนักในไทยนาน 7-21 วันต่อรอบการรักษาบางรายก็เป็นเดือน ซึ่งแตกต่างจากคนไข้โรคหนักที่ต้องนอนโรงพยาบาล เพราะคนไข้กลุ่มนี้สามารถออกไปช้อปปิ้งและท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจในภาคส่วนอื่นได้พร้อมกัน
ดังนั้นนอกจากค่าใช้จ่ายการทำเด็กหลอดแก้ว ราว 5 แสนกว่าบาทแล้ว ยังมีเรื่องของการใช้จ่ายด้านอื่นๆในไทย ทั้งโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร การใช้บริการเวลเนส ที่เกิดขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของไทย ที่มุ่งเน้น “Value over Volume” จากการจำลองสถานการณ์
หากมีคู่สมรสชาวจีนระดับ Hi-end เข้ามา 20,000 คู่ต่อปี โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคู่ (รวมค่า IVF, ที่พัก, การช้อปปิ้ง และการเดินทาง) ประมาณ 640,000 บาท จะสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนได้ถึง 12,800 ล้านบาท และหากรวมผลกระทบทางอ้อมอาจแตะระดับ 20,000-30,000 ล้านบาท
ไทยต้องปลดล็อก อุปสรรคก้าวสู่ Fertility Economy
อย่างไรก็ตามตลาดนี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพ และจะเติบโตได้อีกมาก หากรัฐบาลสนับสนุนอย่างจริงจัง โดยควรมองไปถึงกลุ่ม “LGBTQ” ซึ่ง “กฎหมายสมรสเท่าเทียม” ควรครอบคลุมไปถึงการอนุญาตให้กลุ่ม LGBTQ มีบุตรได้ เพื่อรองรับกลุ่ม Rainbow Economy ที่มีสัดส่วนราว 4% ของตลาด
การผ่อนปรนเรื่องการเลือกเพศและการอุ้มบุญ เพื่อดึงดูดเม็ดเงินมหาศาลจากต่างชาติที่ปัจจุบันหนีไปรักษาในประเทศที่กฎหมายเอื้ออำนวยมากกว่า รวมถึงควรจะมี “นโยบาย Incentive” เพื่อแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำในไทย เช่น การให้สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ที่ทำ IVF การให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี (BOI) แก่สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากล
นอกจากนี้หากจะสนับสนุนตลาดนี้อย่างจริงจึง ก็มีข้อเสนอเชิงกลยุทธ์ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Fertility Hub โดย การสร้าง National Branding ชูจุดเด่นด้านเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ให้ชัดเจน แยกออกจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ทั่วไป การจัดทำแผนแม่บทระดับชาติ (National Master Plan) บูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและ ททท.
พร้อมอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าเฉพาะทาง การแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อส่งเสริม Medical Tourism ควบคู่ไปกับการควบคุมมาตรฐานเพื่อป้องกันธุรกิจผิดกฎหมาย การมองให้กว้างสู่ Fertility Economy ไม่ใช่แค่การรักษา แต่รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอีกด้วย
อินสไปร์ ไอวีเอฟ รุกต่อยอดธุรกิจครอบวงจร
อย่างไรก็ตามจากการเติบโตของการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยาก ทางอินสไปร์ ไอวีเอฟ ซึ่งเป็นผู้นำในตลาด IVF ก็มองถึงการต่อยอดธุรกิจอย่างครบวงจร
นายชนะชัย กล่าวถึงโมเดลธุรกิจของ Inspire IVF มีความแตกต่างจากคลินิกอื่นในไทยที่มักผูกติดกับชื่อเสียงของหมอเพียงคนเดียว (Doctor Brand) ซึ่งมีความเสี่ยงหากแพทย์ท่านนั้นเกษียณหรือลาออก Inspire IVF จึงวางโครงสร้างเป็น “ทีมแพทย์” ที่ทำงานร่วมกัน ทั้งแพทย์ นักวิทยาศาสตร์เลี้ยงตัวอ่อน และนักพันธุศาสตร์
โดยมีการใช้ระบบ KPI ติดตามผลการรักษาและมีการปรึกษาหารือร่วมกัน (Second Opinion) เพื่อรักษามาตรฐานการรักษาให้คงที่และแม่นยำ ส่งผลให้มีอัตราความสำเร็จในการรักษาอยู่ที่ 78-80% ขณะที่ค่าเฉลี่ยรวมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 48-50%
เนื่องจากการนำเทคโนโลยี SNP (Single Nucleotide Polymorphism) จากสหรัฐอเมริกามาใช้ เทคโนโลยีนี้ช่วยคัดกรองโรคทางพันธุกรรมได้มากกว่า 240 โรค ช่วยลดความเสี่ยงที่เด็กจะเกิดมาพร้อมภาวะผิดปกติ เช่น ทาลัสซีเมีย ซึ่งเป็นปัญหาที่พบมากในอดีต นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยี NMN (Nicotinamide Mononucleotide) IV Drip เพื่อช่วยฟื้นฟูคุณภาพไข่และสเปิร์มก่อนกระตุ้นจริง
ล่าสุดความสำเร็จของโมเดลธุรกิจนี้ได้รับการการันตีด้วยรางวัล Prime Minister’s Export Award ประเภท Health Center ซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานระดับสากลและความพร้อมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศผ่านนวัตกรรมการเจริญพันธุ์
ในการขับเคลื่อนตลาด ล่าสุด Inspire IVF ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ให้เปิดสำนักงานตัวแทนใน Dubai Airport Zone ซึ่งถือเป็นบริษัทไทยรายแรกที่ได้รับสิทธิ์นี้ โดยสำนักงานที่ดูไบจะทำหน้าที่เป็น Referral Office ให้คำปรึกษาเบื้องต้นและส่งต่อคนไข้จากกลุ่มประเทศ GCC มารักษาที่ประเทศไทย
เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง โดย GDP ต่อหัวของดูไบสูงกว่าไทยถึง 6.2 เท่า นอกจากนี้ คนไข้ชาวตะวันออกกลางยังมีความนิยมในคุณภาพการแพทย์และบริการของไทย และมองอนาคตถึงการเข้าไปลงด้านในตะวันออกกลางต่อไป
รวมทั้งมองการปรับฐานลูกค้าให้เหมาะสมกับตลาด ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าของ Inspire IVF กว่า 80-90% เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งโครงสร้างตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลูกค้าอินเดีย ขึ้นมาเป็นลูกค้าอันดับ 1 ของบริษัท โดยมีสัดส่วนประมาณ 40-50% ของลูกค้าทั้งหมด
ขณะที่ลูกค้าจีน จากเดิมที่เคยเป็นตลาดหลักก่อนโควิด ปัจจุบันลดบทบาทลงเหลือไม่เกิน 30% เนื่องด้วยนโยบายสนับสนุนการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลจีนและการเดินทางที่ยังไม่กลับมาเต็มรูปแบบ ตามมาด้วย GCC และอื่นๆ อย่าง ตลาดตะวันออกกลาง (UAE, โอมาน, กาตาร์) กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกลุ่ม CLMV และนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะไกล
ส่วนการการทำตลาดในประเทศไทย Inspire IVF ใช้กลยุทธ์ “Asset Light” โดยการเข้าไปเป็นพันธมิตรกับโรงพยาบาลที่ไม่มีแผนก IVF เช่น โรงพยาบาลไทยนครินทร์ และโรงพยาบาลอินทารัตน์ เพื่อเติมเต็ม Ecosystem โดยที่โรงพยาบาลไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องมือเองกว่า 50 ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทยังได้นำเทคโนโลยี Telemedicine ที่ผสานกับ AI มาใช้เป็นรายแรกในอาเซียน ช่วยให้คนไข้สามารถรับการปรึกษาและติดตามผลได้แบบ Real-time ลดความจำเป็นในการเดินทางมาคลินิกบ่อยครั้ง และช่วยให้บริษัทสามารถขยายเครือข่ายไปยังภูมิภาคต่างๆ ผ่านเน็ตเวิร์กของโรงพยาบาลพันธมิตรได้โดยไม่ต้องเปิดสาขาใหม่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 60 ล้านบาทต่อแห่ง
ขณะเดียวกันบริษัทเตรียมจะเปิดให้บริการอินสไปร์ เวลเนส หรือ ศูนย์ดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและฟื้นฟู (Preventive & Regenerative) เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย (ไข่และสเปิร์ม) ก่อนการมีบุตร และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มคนรักสุขภาพทั่วไป การดิฟวิตามิน รวมถึงมีบริการด้านจิตวิทยาสำหรับวัยรุ่นและคุณแม่
รวมถึงทางบริษัท ยังได้ เข้าไปถือหุ้น 24% ใน “Eternity Health” คลินิกสุขภาพเพศชายที่มี 7 สาขาทั่วประเทศ เพื่อดูแลปัญหาครอบครัวแบบครบวงจร ตั้งแต่การเพิ่มขนาดไปจนถึงการรักษาปัญหาสุขภาพเพศชาย
บริษัทมุ่งเน้นการสร้าง Ecosystem ด้านสุขภาพที่ครบวงจร ไม่ใช่เพียงแค่การทำ IVF เท่านั้นนั่นเอง







