thansettakij
thansettakij
วีซ่าฟรีอินเดีย 30 วัน หมัดเด็ดปั๊มนักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน

วีซ่าฟรีอินเดีย 30 วัน หมัดเด็ดปั๊มนักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน

13 ส.ค. 69 | 04:05 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ส.ค. 69 | 04:42 น.

นักท่องเที่ยวอินเดีย จัดว่าเป็นอันดับ 3 ที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด ล่าสุดครม.มีมติทบทวนวีซ่าฟรี โดยให้สิทธิ์วีซ่าฟรีอินเดีย พำนักในไทย 30 วัน ส่งผลให้มาตรการนี้ยังคงเป็นหมัดเด็ดในการกระตุ้นตลาดอินเดีย

KEY

POINTS

  • คณะรัฐมนตรีอนุมัติมาตรการยกเว้นวีซ่า (วีซ่าฟรี) ให้นักท่องเที่ยวอินเดียสามารถพำนักในประเทศไทยได้เป็นเวลา 30 วัน
  • นโยบายวีซ่าฟรีเป็นกลยุทธ์สำคัญเพื่อกระตุ้นตลาดและบรรลุเป้าหมายดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวอินเดียให้มาไทย 2.7 ล้านคนในปีนี้
  • การขยายเวลาพำนักเป็น 30 วัน มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ใช้จ่ายสูง โดยเฉพาะกลุ่มที่เดินทางมาจัดงานแต่งงาน

นักท่องเที่ยวอินเดีย จัดว่าเป็นอันดับ 3 ที่เดินทางเข้าไทยสูงสุด รองจากนักท่องเที่ยวจีน และนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ทั้งยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนจากนโยบายยกเว้นการตรวจลงตรา (วีซ่าฟรี) ซึ่งล่าสุดครม.มีมติทบทวนวีซ่าฟรี โดยให้สิทธิ์วีซ่าฟรีนักท่องเที่ยวอินเดียพำนักในไทย 30 วัน ส่งผลให้มาตรการนี้ยังคงเป็นหมัดเด็ดในการกระตุ้นตลาดอินเดีย

หลังจากก่อนหน้านี้ครม.ได้ยกเลิกมาตรการวีซ่าฟรี 60 วันสำหรับนักท่องเที่ยว จาก 93 ประเทศ เพื่อเป็นการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ต้องการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้จ่ายเงินจริงๆ และเพื่อป้องกันกลุ่มสแกมเมอร์หรืออาชญากรแฝงตัวเข้ามา โดยใช้วีซ่าผิดประเภท ซึ่งหนึ่งใน 93 ประเทศก็รวมถึงอินเดียด้วย ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว เนื่องจากทำให้นักท่องเที่ยวอินเดีย ต้องกลับมาใช้วีซ่าหน้าด่าน หรือ Visa on Arrival หรือ VOA ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเดินทางมาเที่ยวไทย

นักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทย

ทำไมต้องวีซ่าฟรีอินเดีย 30 วัน

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่า อินเดีย เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวหลักที่เดินทางมาไทยจำนวนมากเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งในการทบทวนมาตรการวีซ่าฟรีที่เกิดขึ้นล่าสุด หลังยกเลิกมาตรการวีซ่าฟรี 60 วัน ก่อนหน้านี้เดิมในการทบทวนมีข้อเสนอให้อินเดียพำนักได้ 15 วัน

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

แต่ผมเสนอว่าควรจะขยายให้เป็น 30 วัน เนื่องจากนักท่องเที่ยวอินเดียคุณภาพ มักเดินทางมาไทย เพื่อเฉลิมฉลอง หรือจัดงานแต่งงาน (Wedding) ซึ่งต้องใช้เวลาในการเตรียมการและจัดงานหลายสัปดาห์

การให้สิทธิ์พำนักเพียง 15 วันจึงถือว่าจำกัดเกินไป เพราะเราต้องการดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มาใช้จ่ายในไทยเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังเป็นเรื่องของความเท่าเทียมกับประเทศอื่นๆ ที่ได้สิทธิ์พำนัก 30 วัน และการสร้างความเชื่อมั่น เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว นายสุรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

มาตรการวีซ่าฟรีอินเดีย จึงเป็นปัจจัยตัดสินใจหลักของนักท่องเที่ยวอินเดีย แม้ไทยจะเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 3 ของชาวอินเดีย (รองจาก UAE และซาอุดีอาระเบีย) แต่เมื่อพิจารณาในแง่การท่องเที่ยวเพื่อการพักผ่อน (Leisure) ไทยถือเป็นอันดับต้นๆ อย่างไรก็ตาม ยังต้องเผชิญกับการแข่งขันจากเวียดนามที่ใช้กลยุทธ์ราคาและแรงจูงใจ (Incentive), มาเลเซียที่ชูเรื่องวีซ่าฟรี และสิงคโปร์ที่เน้นกลุ่มครอบครัวก็ตาม

5 ประเทศยอดฮิต ที่นักท่องเที่ยวอินเดีย เดินทางเที่ยวต่างประเทศ

ตั้งเป้าอินเดียเที่ยวไทย 2.7 ล้านคน

ทั้งนี้นักเที่ยวอินเดียมีแนวโน้มเดินทางเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยหากเทียบกับปี 2566 พบว่านักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นรายเดือนอยู่ที่ 50-120% ซึ่งในปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวอินเดีย 2.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น16.82% สร้างรายได้ 90,425 ล้านบาท และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ตั้งเป้าหมายอินเดียเที่ยวไทยในปีนี้อยู่ที่ 2.7 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5.8% หลังจากช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ตลาดยังคงเติบโต 3.06%

นักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางมาเที่ยวไทย ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวกลุ่มที่เดินทางเที่ยวด้วยตัวเองหรือ เอฟไอที อยู่ที่ 68.63% และเป็นการเดินทางผ่านกรุ๊ปทัวร์ 31.37 % ในจำนวนนี้เป็นการเดินทางมาไทยครั้งแรกอยู่ที่ 59.68% เป็นนักท่องเที่ยวมาซ้ำ 40.32% มีอัตราการใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ 6,203 บาทต่อคนต่อวันหรือราว 36,354 บาทต่อคนต่อทริป โดยคนอินเดียจะชอบเรื่องของอาหารไทย เป็นอันดับหนึ่ง ตามมาด้วยทะเล และสปา&เวลเนส ตามลำดับ

รวมทั้งปัจจุบันการเชื่อมต่อทางอากาศถือเป็นปัจจัยสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศไทย โดยจากฝั่งสำนักงานนิวเดลี มีเที่ยวบินตรงจาก 9 เมืองในอินเดีย สู่กรุงเทพฯ กระบี่ และภูเก็ต รวมทั้งหมด 144 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ คิดเป็นจำนวนที่นั่งกว่า 32,000 ที่นั่ง

ขณะที่ฝั่งสำนักงานมุมไบ แม้จะได้รับผลกระทบจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ทำให้บางสายการบินหยุดชั่วคราว แต่ยังมีเที่ยวบินประมาณ 160 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (ประมาณ 33,000 ที่นั่ง) โดย ททท. คาดหวังว่าจำนวนที่นั่งจะกลับมาเท่าเดิมในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว หรือ ไฮซีซันนี้

เจาะเมืองรองอินเดีย ดึงตลาดคุณภาพ

สำหรับแผนกระตุ้นตลาดอินเดียไม่เพียงแต่ททท.จะเน้นเมืองศูนย์กลางเศรษฐกิจหลัก อาทิ นิวเดลี และ โกลกาตา มุมไบ แต่จะเน้นขยายฐานนักท่องเที่ยวสู่เมืองรอง (Tier 2 & 3) ที่กำลังเติบโต เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ เช่น ลักเนา, จันดีครห์ กูวาฮาตี อะห์เมดาบัด เมืองสุรัต ซึ่งเป็นศูนย์กลางเพชร ที่มี GDP สูง หรือเมืองปูเน่ ที่เป็นแหล่งอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้า High-end ที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงดูแลตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่างภูฏาน เนปาล และบังกลาเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่มาแรงเช่นกัน โดยเน้นชูจุดขายด้านความหลากหลายของประสบการณ์ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก

รวมถึงเน้นการปรับตัวตามพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันตลาดอินเดียไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางมาเพื่อถ่ายรูปหรือเที่ยวชมสถานที่เท่านั้น แต่มีแนวโน้มมุ่งสู่การแสวงหา “ประสบการณ์” (Experience-based travel) ที่ลึกซึ้งมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านอาหาร วัฒนธรรม วิถีชีวิตท้องถิ่น และการท่องเที่ยวชุมชน

เมืองท่องเที่ยวยอดฮิตที่นักท่องเที่ยวอินเดียเที่ยวไทย

พฤติกรรมที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวอินเดียในปัจจุบัน ได้แก่ 1. กลุ่ม Solo และกลุ่มเพื่อน ซึ่งมีการ ตัดสินใจเร็วขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเห็นโปรโมชั่นผ่าน OTA หรือโซเชียลมีเดีย ซึ่งมักใช้เวลาตัดสินใจต่ำกว่า 1 เดือน 2. Value Conscious Premium กลุ่มนี้ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อแลกกับคุณภาพและคุณค่าที่ได้รับ (Value over Price) โดยไม่ได้มองหาเพียงสินค้าที่ถูกที่สุด 3.Digital & AI First นิยมใช้ระบบชำระเงินแบบ UPI (Cashless) และใช้ AI ในการวางแผนการเดินทางและค้นหาข้อมูล และ 4.อิทธิพลจากโซเชียลมีเดีย ซึ่งการตัดสินใจส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลมาจาก Word of Mouth และ Social Media

ดังนั้นกลุ่มตลาดเป้าหมายที่น่าจับตามองในปีหน้า ททท.จะเน้นไปที่ กลุ่ม Millennials และ Gen Z ถือเป็น 90% ของชาวอินเดียที่เดินทางไปต่างประเทศ โดยกลุ่มนี้ชอบแบ่งปันประสบการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย กลุ่มWedding & Celebration เนื่องจากไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับงานแต่งงาน เนื่องจากความยืดหยุ่นและการบริการที่ตอบโจทย์ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลแต่งงานเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม กลุ่ม Health & Wellness ภายใต้แคมเปญ “Healing is the new luxury” เพื่อตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการเดินทางเพื่อรีชาร์จพลังจากการทำงานหนัก

รวมไปถึงกลุ่ม MICE & Corporate เนื่องจากกลุ่มบริษัทอินเดียมองว่าการจัดงานในไทยมีความคุ้มค่า มากกว่าในเมืองหลักของอินเดียเอง และมีสถานที่รองรับกิจกรรม Team Building ที่พร้อมกว่า และกลุ่ม Senior Citizen กลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนกว่า 153 ล้านคนในอินเดีย นิยมเดินทางมาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ และพำนักระยะยาว

อีกทั้งในปี 2570 ททท. มีแผนจะเข้าร่วมงานเทรดโชว์ใหญ่ เช่น SATTE และ OTM รวมถึงการขยายเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อลดการกระจุกตัวจากกรุงเทพฯ ภูเก็ต และพัทยา ไปสู่พื้นที่ใกล้เคียงที่มีศักยภาพต่อไป ขณะที่ในด้านการบริโภคสื่อ อินเดียมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 1,000 ล้านคน จากประชากร 1,400 ล้านคน โดยช่องทางหลักที่สำคัญในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เข้าถึงกลุ่มนักท่องเที่ยว ได้แก่ YouTube, Instagram (IG) และ WhatsApp ซึ่งถือเป็นเครื่องมือโซเชียลหลักในการเจาะตลาดอินเดียยุคใหม่

ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวอินเดียที่เกิดขึ้น