
สงครามตะวันออกกลางพ่นพิษ เซ็นทารา เผยรายได้ห้องพักไตรมาส 2/2569 หด 10%
CENTEL ผลการดำเนินงานโรงแรมเครือเซ็นทารา ไตรมาส 2 ปี 2569 ชี้ธุรกิจโรงแรมในดูไบ กระทบสงครามตะวันออกกลาง ฉุดรายได้ห้องพักภาพรวมลด 10% ขณะที่ธุรกิจโรงแรมในไทย อัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ชี้ ตลาดกรุงเทพฯ และมัลดีฟส์โตแกร่ง
KEY
POINTS
- เซ็นทารา (CENTEL) เผยรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) ในไตรมาส 2/2569 ลดลง 10% โดยมีสาเหตุหลักจากผลประกอบการโรงแรมในดูไบที่ชะลอตัวจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- ผลประกอบการในดูไบลดลงอย่างหนักถึง 61% สวนทางกับตลาดมัลดีฟส์ที่เติบโตโดดเด่น 69% และธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยที่ยังคงเติบโตได้ดี
- หากไม่นับรวมผลกระทบจากโรงแรมในดูไบ รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยโดยรวมของเซ็นทาราในไตรมาส 2/2569 จะเติบโตขึ้น 1%
วันนี้ (วันที่ 22 กรกฏาคม 2569) นายกันย์ ศรีสมพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายงานดัชนีชี้วัดสำคัญ (Key Statistics) สำหรับธุรกิจโรงแรมที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 โดยภาพรวมรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) อยู่ที่ 3,328 บาท ลดลง 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สาเหตุหลักมาจากการชะลอตัวของผลประกอบการโรงแรมในดูไบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งหากไม่รวมผลกระทบจากดูไบ รายได้ RevPAR ภาพรวมจะเพิ่มขึ้น 1%
ผลการดำเนินงานในประเทศไทย กรุงเทพฯ ยังคงโดดเด่น
ในไตรมาส 2/2569 ธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ 70% เพิ่มขึ้นจาก 66% ในปีก่อนหน้า โดยมีรายละเอียดดังนี้
โรงแรมในกรุงเทพฯ มีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดย RevPAR เพิ่มขึ้น 6% YoY อยู่ที่ 3,110 บาท เป็นผลมาจากอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้นเป็น 76% (จากเดิม 72%) และราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) ปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 4,105 บาท
ส่วนโรงแรมในต่างจังหวัด RevPAR เพิ่มขึ้น 2% YoY อยู่ที่ 2,795 บาท แม้ว่าราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) จะลดลง 4% อยู่ที่ 4,163 บาท โดยปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากการปิดปรับปรุงโรงแรมชั่วคราวบางส่วน เช่น เซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ท แอนด์ วิลล่า หัวหิน และการปิดให้บริการทั้งหมดของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ บีช รีสอร์ทและวิลล่า กระบี่
นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบจากการปรับลดราคาห้องพักในภูเก็ตตามการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้าจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง
มัลดีฟส์ พุ่งแรง ขณะที่ดูไบและญี่ปุ่นเผชิญปัจจัยกดดัน
ในส่วนของตลาดต่างประเทศ พบว่า มัลดีฟส์ เป็นตลาดที่เติบโตอย่างโดดเด่นที่สุด โดย RevPAR พุ่งสูงถึง 6,245 บาท เพิ่มขึ้น 69% YoY ปัจจัยหลักมาจากอัตราการเข้าพักที่ก้าวกระโดดจาก 31% เป็น 53% โดยได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของโรงแรมเดิม และผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นในช่วงเริ่มดำเนินการ (Ramp-up) ของโรงแรมใหม่อย่าง เซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ และ เซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์
ขณะที่ดูไบ ยังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ RevPAR ลดลงถึง 61% อยู่ที่ 2,385 บาท โดยอัตราการเข้าพักลดลงเหลือ 44% จากเดิมที่เคยสูงถึง 83% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม โรงแรมเซ็นทารา มิราจ บีช รีสอร์ท ดูไบ ยังคงเปิดให้บริการตามปกติและไม่ได้รับความเสียหายทางกายภาพ
ส่วนญี่ปุ่น RevPAR ลดลง 46% อยู่ที่ 4,185 บาท สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการรวมผลการดำเนินงานของโรงแรมใหม่ "เซ็นทารา ไลฟ์ โอซาก้า" ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2569 ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นการดำเนินงาน ขณะที่โรงแรมเดิมได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวจีน และปัจจัยฐานรายได้ที่สูงผิดปกติในปีที่ผ่านมาจากการจัดงาน World Expo
ภาพรวมครึ่งปีแรก รายได้ต่อห้องพักเฉลี่ยลดลงเล็กน้อย
สำหรับผลประกอบการรอบ 6 เดือนแรกของปี 2569 CENTEL มีรายได้ต่อห้องพักเฉลี่ย (RevPAR) รวมอยู่ที่ 4,315 บาท ลดลงเล็กน้อย 1% YoY โดยมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 71% และราคาห้องพักเฉลี่ย (ARR) ที่ 6,048 บาท ทั้งนี้ ธุรกิจในประเทศไทยโดยรวมยังมีทิศทางบวกด้วย RevPAR ที่เติบโตขึ้น 1% ขณะที่มัลดีฟส์เติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 61% ในช่วงครึ่งปีแรก สวนทางกับตลาดดูไบและญี่ปุ่นที่ยังคงได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกและช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่







