thansettakij
thansettakij
ททท.กางแผนปั้มท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดันต่างชาติเที่ยวไทย 33 ล้านคน

ททท.กางแผนปั้มท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดันต่างชาติเที่ยวไทย 33 ล้านคน

03 ก.ค. 69 | 05:47 น.
อัปเดตล่าสุด :03 ก.ค. 69 | 05:48 น.

แม้สงครามตะวันออกกลาง และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ ที่เพิ่มสูงขึ้น จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยในปี 2569 แต่ททท.ยังมองว่าแนวโน้มต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้ อยู่ที่ 33 ล้านคน เติบโตเล็กน้อยอยู่ที่ 0.1% ซึ่งททท.เดินหน้ากระตุ้นตลาดอย่างหนักในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ททท.รุกเดินหน้ากระตุ้นท่องเที่ยวครึ่งปีหลังเต็มสูบ

การท่องเที่ยวไทยในปีนี้ ยังคงต้องเผชิญปัจจัยลบจากวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลกระทบจากวิกฤตด้านพลังงาน จากสงครามตะวันออกกลาง รวมถึงความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมือง และความท้าทายด้านความคุ้มค่าของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งไทยเคยมีจุดแข็งด้าน Value For Money (คุ้มค่าเงิน) แต่ขณะนี้นักท่องเที่ยวมองว่าแพง และไม่คุ้มค่า

รวมไปถึงการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม เกาหลีใต้ ซึ่งพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันมากกว่าไทย โดยการแข่งขันท่องเที่ยวในเอเชีย ปี 2562-2569  จะพบว่าปัจจุบันประเทศที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไปเที่ยวมากที่สุด ประเทศญี่ปุ่นขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ตั้งแต่ ปี 2567-ปัจจุบัน

ญี่ปุ่นแซงไทยขึ้นแท่นนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในเอเชีย

ส่วนประเทศไทย จากที่อยู่ในอันดับ 1 มาตั้งแต่ปี 2558-2566 ก็ตกมาอยู่อันดับ 2 ขณะที่ประเทศเวียดนาม ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 แล้วในช่วงไตรมาสแรก ปี 2569 จากที่เคยอยู่อันดับ 9 ในปี 2559 และอันดับ 5 ในปี 2568 ด้านประเทศมาเลเซีย และฮ่องกง อันดับจะลดลงสลับกันไปมา ที่ระดับ 2 และ 3 แต่ในไตรมาสแรก ปี 2569 มาเลเซีย อยู่อันดับ 4 และฮ่องกง อยู่อันดับ 5

รวมถึงความเสี่ยงที่ควบคุมได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเมือง และความท้าทายด้านความคุ้มค่าของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งไทยเคยมีจุดแข็งด้าน Value For Money (คุ้มค่าเงิน) แต่ขณะนี้นักท่องเที่ยวมองว่าแพง และไม่คุ้มค่า

ขณะที่การเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ก็มีแนวโน้มในปีนี้ ททท.คาดว่าจะตลอดทั้งปีจะอยู่ที่ 200 ล้านคน-ครั้ง ลดลง 1% จากกำลังซื้อของคนไทยลดลง ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ

แนวโน้มการท่องเที่ยวไทย ปี 2569

โดยเฉพาะจุดหมายปลายทางระยะใกล้ เช่น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ คนไทยเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางท่องเที่ยว เน้นเที่ยวใกล้ ลดระยะเวลาทริป เลือกเดินทางแบบ One Day Trip มากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า และวางแผนสั้นลง ตัดสินใจใกล้ๆวันเดินทาง จากปัจจัยลบดังกล่าว ทำให้ททท.ต้องเร่งเครื่องในการกระตุ้นตลาดการท่องเที่ยวช่วงครึ่งปีหลังเต็มสูบ

ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.

ชูกลยุทธ์ 3 R ปั้มตลาดระยะไกล

นางจิระวดี คุณทรัพย์ รองผู้ว่า ททท. ด้านตลาดยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกา กล่าวว่า แผนกระตุ้นตลาดระยะไกล ในช่วงครึ่งปีหลัง เพื่อขับเคลื่อนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกลเที่ยวไทยปีนี้ประมาณ 10.4 ล้านคน แม้ในช่วงที่ผ่านมา จะต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อตลาด แต่ททท.ก็จะเน้นกลยุทธ์ 3R สร้างความยืดหยุ่นให้ตลาด เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน (Uncertainty) ที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย

1.Retain รักษาจำนวนเที่ยวบินตรงที่มีอยู่เดิมให้ได้มากที่สุด

2.Reshape เปลี่ยนฮับการเดินทาง จากเดิมที่พึ่งพาตะวันออกกลางเป็นหลัก ให้หันไปเพิ่มเที่ยวบินตรงจากภูมิภาคอื่น เช่น อเมริกา ที่มีทั้ง Air Canada บินแบบ Year-round และ United Airlines ที่เพิ่มเที่ยวบินตรง ลอนดอนและแมนเชสเตอร์ สู่กรุงเทพฯ และ

3.Recovery รักษาตลาดหลัก (Mature Markets) เช่น สหราชอาณาจักร ที่มีความสามารถในการกระจายตัวในช่วงนอกฤดูกาลท่องเที่ยว (Low Season) ได้ดี

การโฟกัสยุทธศาสตร์ Airline Focus เพราะปัจจัยที่สำคัญที่สุดสำหรับตลาดระยะไกลคือ “การเข้าถึง” (Access) ททท. จึงให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับสายการบินอย่างใกล้ชิด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการบิน

ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นคืนเส้นทางบิน (Resume Flights) อาทิ สายการบิน British Airways กลับมาบินตรงจากลอนดอนและแมนเชสเตอร์ สู่กรุงเทพฯ อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีสายการบินอย่าง Virgin Atlantic และ Air Canada รวมไปถึงการเปิดเส้นทางใหม่ อาทิ สายการบิน LOT Polish Airlines จะเริ่มบินตรงจากโปแลนด์สู่ไทยเป็นครั้งแรกในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งตลาดโปแลนด์มีการเติบโตสูงถึง 16% การใช้ความร่วมมือกับสายการบิน เช่น Turkish Airlines เพื่อขยายฐานลูกค้าจากจุดเชื่อมต่อต่างๆ ทั่วโลก

นอกจากนี้ยังเน้นเจาะตลาดดาวรุ่ง อย่าง อาเซอร์ไบจาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน และคาซัคสถาน ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกลุ่มนี้ใช้เส้นทางการบินที่ไม่ต้องผ่านฮับในตะวันออกกลางและตลาดสแกนดิเนเวีย

รวมทั้งการขับเคลื่อนสู่ Value Tourism ททท. มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มองหา “Quality Holiday” โดยตลาดระยะไกลได้นิยามความคุ้มค่าของไทยไว้ที่คำว่า “Worth” ซึ่งหมายถึงการได้รับประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมาย (Beyond) แม้ราคาจะสูงกว่าคู่แข่งในภูมิภาคบางแห่ง แต่คุณภาพของสินค้าและบริการ โดยเฉพาะโรงแรม 5 ดาวของไทยนั้นมีมาตรฐานที่สูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ขณะเดียวกันททท.จะเน้นการสื่อสารและสินค้าสำหรับตลาดคุณภาพ ทั้งการทำงานร่วมกับ Partnership การร่วมมือกับ Media Partner เจาะกลุ่ม Super Luxury ในยุโรป เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์การท่องเที่ยวแบบพรีเมียม การสร้าง New Perception มุ่งสร้างภาพจำใหม่ว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางเพื่อการพักผ่อนทั่วไป แต่เป็นศูนย์กลางของ Wellness และ Sustainability

สำหรับตลาดอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง ททท. เตรียมเตรียมนำ AI Marketing มาใช้ในการปรับโครงสร้างการค้นหาข้อมูล (Citation) บนเว็บไซต์ใหม่ทั้งหมด เพื่อรองรับพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลผ่าน AI ของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ และกลุ่มลักชัวรี

ส่วนตลาดตะวันออกกลาง ก็มองถ้าสงครามคลี่คลาย ก็จะฟื้นกลับมาได้ เพราะอย่าง ซาอุดีอาระเบียจะยังเป็นตลาดหลักที่มีศักยภาพสูงและมีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางซ้ำ (Repeater) เป็นจำนวนมาก แต่ในกลุ่มตลาดเฉพาะทางอย่าง Medical Hub เริ่มมีความท้าทายมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีของคูเวตที่มีปัญหาเรื่องการค้างชำระค่ารักษาพยาบาลและการปรับลดงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้การเติบโตในส่วนนี้แผ่วลง

ดันตลาดระยะใกล้เที่ยวไทย 22.24 ล้านคน

นางสาวภัทรอนงค์ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้ ที่ททท.คาดว่าจะอยู่ที่ 32.96 ล้านคน ในจำนวนนี้จะเป็นนักท่องเที่ยวจากตลาดระยะใกล้ หรือ เอเชียราว 22.24 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ททท. กำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญในบางตลาดหลัก

อาทิ เกาหลีใต้ ที่ปรับตัวลดลง 19% อาเซียน ปรับตัวลดลง 8% แต่ททท.ก็ได้วางแนวทางบริหารจัดการแบบ “Market Balance” หรือการสร้างสมดุลระหว่างตลาดที่เน้นจำนวน (Volume) และตลาดที่มีคุณภาพการใช้จ่ายสูง (Value) เพื่อรักษาเป้าหมายรายได้และจำนวนนักท่องเที่ยวให้ได้ตามแผน

ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ททท.

โดยททท.มุ่งรักษาฐานนักท่องเที่ยวจากกลุ่มตลาดใหญ่ ได้แก่ จีน อินเดีย และมาเลเซีย ซึ่งนักท่องเที่ยวจีน เริ่มมีสัญญาณบวกเพิ่มขึ้นประมาณ 7% นักท่องเที่ยวอินเดีย ที่เติบโตประมาณ 8% รวมถึงตลาดศักยภาพอย่างไต้หวันและฮ่องกง

รวมถึงการรุกตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ได้แก่ เมียนมาร์ แม้จำนวนอาจไม่สูงมากนัก แต่เป็นกลุ่มที่มีพลังซื้อสูง (High Spending) โดยเฉพาะในเซกเมนต์การแพทย์และการดูแลสุขภาพ (Medical) ฟิลิปปินส์ มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวพักผ่อน และกลุ่มคุณภาพ

ขณะที่ตลาดหลัก อย่างนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ททท. ตั้งเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 7.5 - 8 ล้านคน ททท.จะเน้นปรับตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่ม GEN ใหม่ โดยเน้นการสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดียด้วยแคมเปญสร้างสรรค์ เช่น “จดหมายรักจากอาม่า” และการโปรโมทสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เช่น วัดปากน้ำ และย่านเยาวราช และยกระดับความเชื่อมั่น

โดยจะร่วมมือระหว่างภาครัฐและหน่วยงานความมั่นคงในการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ช่วยสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกในสื่อจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้งบโฆษณาจำนวนมาก และการผลักดันนักท่องเที่ยวอินเดียปีนี้ที่ททท. คาดว่าจะอยู่ที่ 2.5 - 2.8 ล้านคน

อีกทั้งททท.จะเน้นการกู้คืนขีดความสามารถทางการบิน โดยตั้งเป้าให้การรองรับของสายการบิน (Capacity) กลับมามากกว่าระดับปี 2562 จากปัจจุบันที่ฟื้นตัวมาแล้วประมาณ 80-90% ในหลายตลาด

โดยจะส่งเสริมการเปิดเส้นทางบินใหม่ ซึ่งมีการทำงานร่วมกับสายการบินต่างๆ เช่น VietJet เพื่อเปิดเส้นทางใหม่จากฮานอยสู่ อุดรธานี และ ขอนแก่น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการเดินทางมาเยี่ยมบ้านเกิดหรือท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม กลยุทธ์ความร่วมมือแบบ Win-Win เช่น การร่วมมือกับเวียดนามเพื่อดึงนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ 3 (Third Country) ให้เดินทางเชื่อมต่อมายังไทย

การเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยว (Connectivity & Linkage) เชื่อมเมืองหลักสู่เมืองรอง โปรโมทเส้นทางที่เดินทางสะดวก เช่น จากกรุงเทพฯไป นครราชสีมา ที่ใช้เวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมง ผลักดันเที่ยวบินระยะสั้น (Short-haul Flight Strategy) สนับสนุนการใช้เที่ยวบินเชื่อมต่อสนามบินในภูมิภาค เช่น เชียงใหม่-เชียงราย หรือ สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวสู่ชุมชน เป็นต้น

อัดกิจกรรมเที่ยวไทย 365 วัน ดันบิ๊กอีเว้นท์

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มีเป้าหมายกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวตลอดทั้งปี หรือ 365 วัน ซึ่งททท. จะเข้าไปสนับสนุนการจัดกิจกรรมและงานประเพณีต่างๆ ทั้งของภาครัฐและเอกชน เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเดินทางไปยังเมืองหลักและเมืองรอง เป็นการต่อยอดสินค้าและบริการของไทย เน้นการเพิ่มมูลค่าสินค้าท่องเที่ยว โดยชูจุดขายด้านการฟื้นฟูสุขภาพ (Wellness & Healing) ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพสูง

ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท.

อีกทั้งนับตั้งแต่ครึ่งหลังถึงช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 ททท.เตรียมนำเสนอบิ๊กอีเวนต์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งการร่วมสนับสนุนกิจกรรมเสริมสำหรับผู้เข้าร่วมการประชุมเวิลด์แบงก์ 2026 ในช่วงเดือนต.ค.นี้ พระราชพิธีพยุหยาตราทางชลมารค เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เดือนพ.ย.นี้ งานแสดงแสงสีเสียง “วิจิตร เจ้าพระยา” (Vijit Chao Phraya) ในเดือนพ.ย.

ไฮไลต์ที่จะสร้างกระแสการเดินทางในช่วงท้ายปี คือเทศกาลดนตรีระดับโลก “ทูมอร์โรว์แลนด์” (Tomorrowland) วันที่ 11-13 ธ.ค.นี้ ที่พัทยา ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม หลังเปิดจองตั๋วที่เบลเยียมพบว่า บัตรถูกจองเต็มภายในเวลาเพียง 7 นาที โดยพบว่า สัดส่วนผู้จองตั๋วเป็นคนไทยเพียง 15% และเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 85% (แบ่งเป็นเอเชีย 53% และยุโรปกับอเมริกา 47%)

ถือเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย โดยจะรองรับนักท่องเที่ยวได้วันละ 50,000 คน รวม 3 วันกว่า 150,000 คน ซึ่งงานนี้ ททท.ได้ร่วมบูรณาการกับหลายหน่วยงาน ทั้งระดับจังหวัด,อีอีซี, กระทรวงคมนาคม และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านโครงสร้างพื้นฐานและวีซ่า

สำหรับการจัดอีเวนต์ในไทยให้เป็นหมุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวโลกมากขึ้น ททท.เตรียมแผนยกระดับงานประเพณีท้องถิ่น  (Local Festival) ให้เป็นงานระดับนานาชาติ อาทิ เทศกาลแห่เทียนพรรษา จ.อุบลราชธานี ที่มีการจัดกิจกรรมเรียนรู้การทำเทียนก่อนและหลังงานประเพณี และงานไหลเรือไฟ ที่ต้องการดึงประเทศเพื่อนบ้านริมแม่น้ำโขงและนักท่องเที่ยวตลาดยุโรปเข้ามาร่วมงาน

รวมถึงการทำโรดโชว์ดึงต่างชาติเข้าร่วมกิจกรรมเชิงกีฬา (Sport Tourism) อาทิ งานวิ่ง Amazing Thailand Marathon จากนั้นจะเข้าสู่ช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (Countdown) ปีนี้ประเทศไทยยังคงเป็นหมุดหมายปลายทางระดับโลก โดยมีกรุงเทพมหานครเป็นแลนด์มาร์กหลักในการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก ควบคู่กับการกระจายการจัดงานไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองหลวง และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย