
CAAT ล้อมคอกสกัดช่องโหว่ขนยาเสพติดผ่านสนามบิน หลังลูกเรือการบินไทยขนเฮโรอีน
"ภัทรพงศ์" สั่ง กพท. ผนึก 5 หน่วยงานปิดตายช่องโหว่การบิน ดันมาตรการเข้มตรวจสัมภาระลูกเรือ ป้องกันลักลอบขนยาเสพติด
KEY
POINTS
- กพท. ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดผ่านสนามบิน หลังกรณีลูกเรือการบินไทยลักลอบขนเฮโรอีน
- ออกมาตรการเร่งด่วนให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือและสัมภาระ โดยใช้มาตรฐานเดียวกับการตรวจค้นผู้โดยสาร
- เตรียมผลักดันมาตรการระยะยาว โดยนำเทคโนโลยี เช่น ข้อมูล PNR และระบบ Biometrics มาใช้ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและคัดกรองบุคคล
นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ให้ติดตามกรณีดังกล่าวอย่างใกล้ชิด โดยได้ประสานให้ พล.อ.อ.มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ กพท. เร่งหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาและยกระดับมาตรการป้องกันการลักลอบขนยาเสพติดผ่านเที่ยวบินระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ กพท. ได้เชิญบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT), กรมศุลกากร, สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และหน่วยงานด้านความมั่นคง เข้าร่วมประชุมบูรณาการ เพื่อกำหนดมาตรการทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว โดยมุ่งอุดช่องโหว่และยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของประเทศ
ยกระดับตรวจค้นลูกเรือ–ใช้มาตรฐานเดียวผู้โดยสาร
สำหรับมาตรการระยะสั้น ที่ประชุมมีข้อสรุปให้การบินไทยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้นลูกเรือและสัมภาระก่อนปฏิบัติหน้าที่ พร้อมกำหนดบทลงโทษทางวินัยอย่างเข้มงวดต่อผู้ฝ่าฝืนหรือมีพฤติกรรมรับฝากสิ่งของโดยไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่ กพท. จะกำชับให้สายการบินทุกแห่งใช้มาตรฐานเดียวกันและติดตามการปฏิบัติอย่างใกล้ชิด
ด้าน AOT ยืนยันว่าลูกเรือทุกคนต้องผ่านการตรวจค้นตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร และพร้อมสนับสนุนการทำงานของสายการบินและหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่ ขณะที่ ป.ป.ส. และกรมศุลกากร จะร่วมพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตรวจค้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสังเกตพฤติกรรมและตรวจจับความเสี่ยง
ดัน PNR–Biometrics เสริมความปลอดภัยการบิน
ส่วนมาตรการระยะยาว ที่ประชุมเห็นชอบให้ผลักดันการใช้ข้อมูล Passenger Name Record (PNR) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและคัดกรองบุคคลต้องสงสัยอย่างเป็นระบบ รวมถึงการเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมพัฒนาเทคโนโลยีและระบบตรวจค้นเพิ่มเติม โดย AOT มีแผนนำระบบ Biometrics มาใช้ในกระบวนการเช็กอินและจัดการสัมภาระ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการยืนยันตัวตนและติดตามตรวจสอบ
นายภัทรพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีมาตรการตรวจค้นลูกเรือตามมาตรฐานเดียวกับผู้โดยสาร และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กพท. อย่างเข้มงวด โดยที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสกัดกั้นการลักลอบนำยาเสพติดและสิ่งผิดกฎหมายได้อย่างต่อเนื่อง แม้หลายกรณีไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ
“ผมได้กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันยกเครื่องมาตรการรักษาความปลอดภัยการบิน ปิดทุกช่องโหว่ที่อาจถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบขนยาเสพติด พร้อมบูรณาการข้อมูลข่าวกรองและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนานาประเทศว่า ระบบการบินของไทยมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสากล”






