
ททท.คิ๊กออฟ Village to the World Season 5 ขับเคลื่อน ESG Tourism
ททท.ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยชุมชน สู่ ESG Tourism ตามแนวทางสากล เน้นสร้างคุณค่าร่วม ระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และทรัพยากร ธรรมชาติ ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ Village to the World ซึ่งปีนี้ขยายผลเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว
การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของททท.นอกจากมิติด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังโฟกัสการท่องเที่ยวโดยชุมชน สู่ ESG Tourism ตามแนวทางสากล โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วม ระหว่างภาคธุรกิจ ชุมชน และทรัพยากร ธรรมชาติ ให้เติบโตไปพร้อมกันอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ Village to the World ซึ่งปีนี้ขยายผลเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว
ททท.ถอดรหัส Village to the World ขับเคลื่อนท่องเที่ยวยั่งยืน
นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)เผยว่า “Village to the World” เป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ริเริ่มตั้งแต่ราวปี 2559 และดำเนินต่อเนื่องมาหลายระยะ ปัจจุบันพัฒนาถึง Season 5
โดยมีแนวคิดหลักในการยกระดับ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” (Community-Based Tourism) ให้สามารถเชื่อมโยงสู่ตลาดระดับประเทศและนานาชาติ ภายใต้แนวคิดจากเดิม “Local to Local” และพัฒนาเป็น “Local to Global” เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการท่องเที่ยวให้กับชุมชน
โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชน พัฒนาศักยภาพด้านการบริหารจัดการ การตลาด และบริการ รวมถึงต่อยอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นให้เป็นสินค้าท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและแข่งขันได้ในระดับสากล
ในระยะแรกมีการคัดเลือกชุมชนต้นแบบ 10 ชุมชนทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาเป็นแพ็กเกจท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ และต่อมาได้ขยายรูปแบบสู่หลายพื้นที่ในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ น่าน พิษณุโลก ชลบุรี และลำปาง เช่น บ้านมุงเหนือ บ้านอำเภอ ชุมชนท่ามะโอ ปงสนุก แม่สูนน้อย ดอยเวียง และป่าแลวหลวง เป็นต้น
หนุน 50 ชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศ
ตลอดระยะเวลาดำเนินงานที่ผ่านมา ททท. ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรได้พัฒนาและส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวชุมชนในแหล่งท่องเที่ยวกว่า 50 ชุมชนท่องเที่ยวทั่วประเทศ ในเชิงการดำเนินงาน
โครงการดังกล่าวมีลักษณะเป็น “ความร่วมมือข้ามภาคส่วน” โดย ททท. ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน เช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กรมส่งเสริมวัฒนธรรม บริษัทจดทะเบียน เช่น AIS, SCG, ไทยแอร์เอเชีย ตลอดจนองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ
ยิ่งเฉพาะในระยะหลังได้พัฒนาไปสู่แนวคิด “ESG Partnership for Impact” ที่จับคู่ภาคธุรกิจกับชุมชนเพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผลลัพธ์ที่สำคัญของโครงการในช่วงที่ผ่านมา ได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน (บางพื้นที่เพิ่มขึ้นราว 20%) การเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว (มากกว่า 30,000 คน-ครั้ง ในพื้นที่นำร่อง)
การสร้างต้นแบบชุมชนท่องเที่ยวคุณภาพ และการยกระดับบทบาทของชุมชนจาก “ผู้ให้บริการ” เป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” ในระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยว โครงการยังถือเป็นต้นแบบสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย โดยผสานมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาได้อย่างเป็นรูปธรรม
คิ๊กออฟ Village to the World Season 5 ขับเคลื่อน ESG Tourism
สำหรับปีนี้ ภารกิจสำคัญคือการขับเคลื่อน ESG Tourism และการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ชุมชน และพันธมิตรภาคธุรกิจ เพื่อให้การท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงการเดินทาง แต่เป็นกลไกในการดูแลธรรมชาติ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน
โครงการ Village to the World Season 5 ในปีนี้นับเป็นหมุดหมายสำคัญของโครงการ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 10 ปีของการดำเนินงาน และก้าวเข้าสู่ Season 5 ที่มุ่งยกระดับบทบาทของโครงการให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในมิติของ “คุณค่า” โดยเฉพาะการขับเคลื่อน ESG Tourism ควบคู่กับการสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งนี้ แนวคิด ESG Tourism มุ่งเน้นให้การท่องเที่ยวเป็นกลไกที่สร้างความสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล กล่าวคือ การท่องเที่ยวต้องไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ชุมชนท้องถิ่นต้องได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรม และทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมอย่างมีความรับผิดชอบ
อีกทั้งการเชื่อมโยงแนวคิดการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว เข้ากับการน้อมนำพระราชปณิธาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้านการอนุรักษ์ป่าไม้ แหล่งต้นน้ำ ระบบนิเวศ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน มาบูรณาการเข้ากับการพัฒนาการท่องเที่ยว
ในยุคปัจจุบัน เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ให้เห็นว่าการเดินทาง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อการพักผ่อน แต่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรและการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผนึกพันธมิตรโฟกัส 9 พื้นที่เชื่อมโยงโครงการพระราชดำริพระพันปีหลวง
การดำเนินงานในปีนี้ โครงการได้ขยายความร่วมมือไปสู่ 9 พื้นที่ที่เชื่อมโยงกับ 9 โครง การอันเนื่องมาจากพระราชดำริพระพันปีหลวง พร้อมทั้งมีองค์กรพันธมิตรภาคเอกชน จำนวน 9 หน่วยงานเข้าร่วมในฐานะ Co-Host ซึ่งสะท้อนรูปแบบความร่วมมือเชิงบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชนได้อย่างชัดเจน แต่ละพื้นที่มีศักยภาพที่แตกต่างกัน ทั้งด้านทรัพยากร ธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ขณะที่พันธมิตรแต่ละองค์กรก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อาทิ สิ่งแวดล้อม การเดินทาง เทคโนโลยี หรือการสื่อสาร ซึ่งเมื่อผสานพลังกันแล้วก่อให้เกิด “Shared Value” หรือคุณค่าร่วม ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ชุมชน เสริมบทบาทภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนความยั่งยืน และสร้างต้นแบบการท่องเที่ยวไทยที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
โครงการกิจกรรมดังกล่าวได้นำไปสู่การจับคู่ความร่วมมือระหว่างองค์กรพันธมิตรกับพื้นที่โครงการพระราชดำริและชุมชนต้นแบบ เพื่อร่วมกันออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนจำนวน 9 เส้นทางทั่วประเทศ ได้แก่
1. ททท. ร่วมกับ สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านสะจุก-สะเกี้ยง ต.ขุนน่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.น่าน พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและที่พักโฮมสเตย์ในพื้นที่ ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้
2. สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SE Thailand) ร่วมกับโครงการศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ สัตหีบ และวิสาหกิจชุมชนรักษ์ทะเลเสน่ห์บ้านอำเภอ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต่อยอดศักยภาพพื้นที่อนุรักษ์เต่าทะเลและชุมชนประมงท้องถิ่น เชื่อมโยงเข้ากับธุรกิจชุมชนและส่งเสริมความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมทางทะเล
3. ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด และชุมชนเกาะเกิด ต.เกาะเกิดอ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ยกระดับพื้นที่เพื่อการศึกษาเชิงศิลปวัฒนธรรม สู่พื้นที่อนุรักษ์งานฝีมือของไทย
4. บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ ดอยแบแล อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และชุมชนบ้านพะอัน ต.สบโขง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ นำองค์ความรู้เกษตรที่สูงมาพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวพลังงานสะอาดเชื่อมโยงวิถีชุมชน ธรรมชาติ และไร่กาแฟและพืชเมืองหนาวอย่างยั่งยืน
5. บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับโครงการธงพิทักษ์ป่า เพื่อรักษาชีวิต พื้นที่ป่าชุมชน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ ใช้พร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม พัฒนาเป็นพื้นที่เรียนรู้ ด้าน “Low Carbon & Circular Economy”
6. NEXTOPIA สยามพารากอน ร่วมกับโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามพระราชดำริ ดอยดำ และชุมชนบ้านนามน หมู่ 7 (ดอยดำ) ต.เมืองแหง อ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่ ต่อยอดความพร้อมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและชุมชนที่เข้มแข็ง พัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเน้นธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยว Unseen
7. บริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด (AirAsia) ร่วมกับฟาร์มคลองหอยโข่ง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา และวิสาหกิจชุมชน ECOTOURISM SONGKHLA THAILAND / ชุมชนตำบลหัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวเชิงอาหารที่เชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบสดใหม่จากฟาร์มสู่กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์
8. บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Toyota) ร่วมกับฟาร์มตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หนองระหารจีน ต.บ้านอิฐ อ.เมืองอ่างทอง จ.อ่างทอง ยกระดับความพร้อมของฐานการเรียนรู้
ทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ และปศุสัตว์เชื่อมโยงกับชุมชน OTOP นวัตวิถี พร้อมประยุกต์ใช้ระบบการจัดการให้เข้ากับการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อเป็นสมาร์ทฟาร์มต้นแบบ
9. บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่น จำกัด (มหาชน) (ZIGA) ร่วมกับฟาร์มทะเลตัวอย่างในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านดอนช่องแคบ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี และโรงเรียนคนทำนาเกลือ ต.บางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.สมุทรสงคราม
พัฒนาสถานที่ดูงานประมงชายฝั่งที่มีเครือข่ายชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยนวัตกรรมโครงสร้างเหล็กของ ZIGA เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชายฝั่งที่ทันสมัยและยั่งยืน
ทั้งนี้ ททท. คาดหวังให้เกิดความร่วมมืออย่างจริงจังระหว่างหน่วยงาน ภาคชุมชน และพันธมิตรทั้ง 9 องค์กร ในการร่วมกันพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ มีส่วนร่วม และสร้างคุณค่าให้แก่พื้นที่
ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมด้านการเรียนรู้ระบบป่าต้นน้ำ การเข้าร่วมอนุรักษ์ทรัพยากร การสนับสนุนสินค้าและบริการชุมชน หรือการท่องเที่ยวตามแนวคิดของโครงการ เพื่อให้การเติบโตของชุมชนดำเนินไปควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนในระยะยาว
อีกทั้งแนวทางการดำเนินงานของโครงการ Village to the World มีความสอดคล้องอย่างชัดเจนกับนโยบาย “Community Plus (Community+)” ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งยกระดับการท่องเที่ยวโดยชุมชน จากรูปแบบดั้งเดิมไปสู่การสร้าง “คุณค่าเพิ่ม” ให้กับพื้นที่ ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นกลไกในการกระจายรายได้ สร้างอาชีพ และเสริมศักยภาพเศรษฐกิจฐานราก พร้อมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนสามารถพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของตนเองได้อย่างยั่งยืน
ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด “Value is the New Volume” ซึ่งสอดรับกับ Community+ โดยตรง คือ การมุ่งเน้น “คุณภาพและคุณค่า” ของประสบการณ์ท่องเที่ยว มากกว่าการเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียว ผ่านการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงกับชุมชนการใช้ข้อมูล (Data-Driven)
ในการพัฒนา และการบูรณาการความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ Community+ ยังเน้นให้ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ให้บริการ แต่เป็นผู้ร่วมสร้างคุณค่า (Co-Creation) และได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรม
ดังนั้น โครงการ Village to the World จึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แนวคิด Community+ เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่ โดยยกระดับบทบาทของชุมชนจาก “แหล่งท่องเที่ยว” ไปสู่การเป็น “เจ้าของประสบการณ์” และ “ผู้เล่าเรื่อง” ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของท้องถิ่นอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ สนับสนุน และสร้างคุณค่าให้กับชุมชน อันจะนำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยในรูปแบบใหม่ที่สมดุล ครอบคลุม และยั่งยืนในระยะยาว







