thansettakij
thansettakij
รมว.ท่องเที่ยว ถอดรหัส เร่งจัดโครงสร้างแยกกระทรวงใหม่ ดันเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

รมว.ท่องเที่ยว ถอดรหัส เร่งจัดโครงสร้างแยกกระทรวงใหม่ ดันเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

08 มิ.ย. 69 | 03:47 น.
อัปเดตล่าสุด :08 มิ.ย. 69 | 05:26 น.

การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวล่าสุด หลังการยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน รวมถึงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมด้านการท่องเที่ยวต่างๆที่จะเกิดขึ้น มีทิศทางเช่นไร “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีคำตอบ

KEY

POINTS

  • กระทรวงการท่องเที่ยวฯ มีแผนปรับโครงสร้างใหม่ โดยแยก "การท่องเที่ยว" ออกจาก "กีฬา" และนำไปรวมกับ "วัฒนธรรม" เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
  • เร่งผลักดันการเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" โดยกำลังพิจารณาแนวทางการจัดเก็บที่เหมาะสม
  • ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ (ซึ่งอาจสูงกว่า 300 บาท) จะถูกนำไปจัดสรรเป็นค่าประกันภัยระดับพรีเมียมให้นักท่องเที่ยว และส่วนที่เหลือใช้พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

แยกท่องเที่ยว-กีฬา ยกระดับท่องเที่ยว

การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวภายใต้นโยบายรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในขณะนี้ จะเน้นใน 2 เรื่องหลัก ได้แก่

เรื่องที่ 1 การจัดโครงสร้างกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาใหม่ โดยนำหมวดกระทรวงการท่องเที่ยวไปอยู่รวมกับกระทรวงวัฒนธรรม แยกงานด้านกีฬาออกจากท่องเที่ยวให้ชัดเจน เป็น กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และกระทรวงกีฬา ซึ่งนโยบายนี้มีเสียงตอบรับที่ดีมาก ส่วนใหญ่เห็นด้วย เพราะการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ญี่ปุ่น ก็นำมารวมกันเป็นกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว เนื่องจากทั่วโลกต่างก็ใช้อัตลักษณ์ต้นทุนทางวัฒนธรรมมาเป็นตัวชูโรงแข่งขันด้านการท่องเที่ยว

การแยกกระทรวงท่องเที่ยวออกจากกีฬา จะทำให้เกิดความชัดเจน และจัดโครงสร้างสนับสนุนการท่องเที่ยวได้มากขึ้น เพราะปัญหาของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือ มีผู้เกี่ยวข้องเยอะมาก อาทิ ถ้าเกี่ยวกับทะเล ก็เป็นหน้าที่ของกรมอุทยานฯ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ก็จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงวัฒนธรรม

เรื่องของการคมนาคมทางอากาศ หรือทางบก ก็จะเกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม หรือการผลักดันการแก้กฏหมายที่ล้าสมัย ก็เกี่ยวกับกระทรวงมหาดไทย จึงจะเห็นว่าทุกเรื่องล้วนมีความเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว แต่เราไม่มีอำนาจไปขับเคลื่อนใดๆชัดเจน ต้องประสาน ขอร้อง ขอความร่วมมือเท่านั้น

ดังนั้นการทำโครงสร้างใหม่ รวมวัฒนธรรมกับการท่องเที่ยว ก็จะทำให้มีการกำกับดูแลงานที่ดีขึ้น และมีความชัดเจนในการยกระดับด้านการท่องเที่ยว เพราะหลายเรื่องเป็นงานเนื้อเดียวกัน อาทิ อาหาร ซอฟต์พาวเวอร์ โบราณสถาน ขณะที่หน่วยงานด้านกีฬา ก็ดีใจที่แยกกระทรวงการท่องเที่ยวออกไป เหลือแต่กระทรวงกีฬา

เนื่องจากที่ผ่านมาการรวมกัน ทำให้กีฬาถูกกลืนและถูกเบียดบังไป เพราะการท่องเที่ยว มีมูลค่าทางเศรษฐกิจใหญ่มาก ซึ่งคาดว่าการจัดโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่จะเกิดขึ้นภายในไม่นาน รวมถึงการที่รมต.และนายกรัฐมนตรีอยู่พรรคเดียวกัน ก็จะทำให้เกิดการหารือ สะท้อนปัญหา ทำให้การประสานงานกับหน่วยงานต่างๆมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

เรื่องที่ 2 คือ การมุ่งเน้นการท่องเที่ยวมูลค่าสูง คุณภาพที่สูงขึ้น หมายถึง เรามองตลาดทุกระดับ เพื่อยกระดับให้เกิดคุณภาพ เกิดการใช้จ่าย ไม่ใช่เรามองแต่จะเจาะตลาดระดับบน ไม่เอาตลาดระดับกลาง หรือล่าง เราเอาทุกตลาด แต่ต้องผลักดันให้เกิดการใช้เงิน ยกระดับไปพร้อมๆกัน ยกระดับคุณภาพ และความปลอดภัยในการเดินทางท่องเที่ยว

 

จับตาสงครามกระทบท่องเที่ยวไทย

ส่วนสถานการณ์การท่องเที่ยว ท่ามกลางวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น ยังคงต้องจับตา เพราะสงครามที่เกิดขึ้นไม่รู้ว่าจะหนักขึ้นอีกเท่าไหร่ ยือเยื้อแค่ไหน จะมีผลกระทบท่องเที่ยว เท่าไหร่ เพราะแม้นักท่องเที่ยวจีนจะเดินทางมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้น อินเดียเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ปรามาท เนื่องจากเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นกระทบห่วงโซ่ธุรกิจ ต้นทุนที่สูงขึ้นมีผลต่อการท่องเที่ยว

สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง และปัจจัยภายนอกอื่นที่กระทบต่อการท่องเที่ยว เช่น ราคาพลังงานและภาวะเศรษฐกิจโลก โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มีการตั้งเป้านักท่องเที่ยวในปีนี้ไว้ที่ประมาณ 33 ล้านคน หลังเกิดเหตุการณ์สงครามตะวันออกกลาง กรณีสงครามยืดเยื้อและยังไม่สามารถยุติลงภายในไตรมาส 2 นี้

ล่าสุดผมให้ททท.ไปพิจารณาตัวเลขเป้าหมายใหม่อย่างรอบคอบ เพราะมองว่าการประเมินเดิมที่ว่าสงครามจะไม่ยืดเยื้อนั้นอาจจะดู “เข้าข้างตัวเอง” เกินไป และหากสงครามยืดเยื้อเกินไตรมาส 2 ก็อาจจำเป็นต้องมีการปรับลดเป้าหมายนักท่องเที่ยวใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ส่วนรายได้จากการท่องเที่ยว ก็มองว่าต้องไปเน้นไปที่การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value) ให้นักท่องเที่ยวใช้เงินต่อหัวมากขึ้น และมีความพึงพอใจในการบริการมากขึ้น เพื่อรักษาเป้าหมายรายได้ไว้

ยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน ไม่กระทบท่องเที่ยว

ส่วนกรณีที่ล่าสุดครม. ได้เห็นชอบในหลักการ ถึงการยกเลิกมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา หรือ ฟรีวีซ่า 60 วัน (ผ.60) ไปแล้ว แต่จะมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ ต้องรอให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามขั้นตอน และยังต้องออกประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงจะมีประกาศกำหนดวันที่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้หลังการยกเลิกฟรีวีซ่าฟรี 60 วัน นักท่องเที่ยวจาก 93 ประเทศต้องกลับไปใช้วีซ่าตามหลักเกณฑ์เดิมของแต่ละประเทศ โดยหลักการทั่วไปและตามกฎหมายเดิม ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ วีซ่า 30 วัน (ผ.30) ซึ่งถือเป็นระยะเวลาที่เพียงพอเพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีค่าเฉลี่ยการพำนักไม่เกิน 9 วัน

อีกทั้งในขณะเดียวกันทางคณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตรา ก็จะมีการทบทวนมาตรการตรวจลงตราเป็นระยะ เพื่อให้การบริหารจัดการวีซ่าครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคงและการท่องเที่ยว ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยจะมีการพิจารณาประเทศ ที่จะเหมาะสม จะได้รับวีซ่า 30 วัน (ผ.30) และวีซ่า 15 วัน (ผ.15) โดยกระทรวงการท่องเที่ยวเสนอให้ พิจารณาเพิ่มการให้วีซ่านักท่องเที่ยวอินเดีย อยู่ที่ 15 วัน

เนื่องจากค่าเฉลี่ยการพำนักของนักท่องเที่ยวอินเดียอยู่ที่ประมาณ 9 วันกว่าๆเพราะไม่เช่นนั้นนักท่องเที่ยวอินเดีย เข้าไทยต้องขอวีซ่าหน้าด่าน หรือ VISA ON ARRIVAL ที่ไม่สะดวก รวมถึงพิจารณาตลาดใหม่ๆ หรือ “ตลาดดาวรุ่ง” เช่น ตะวันออกกลาง และเบลารุส รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพ ซึ่งอาจได้รับการพิจารณาทั้งในรูปแบบ 15 วัน หรือ 30 วัน ตามความเหมาะสม

“การยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วัน จะไม่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว อย่างนักท่องเที่ยวจีน แม้จะยกเลิกฟรีวีซ่า 60 วันไป แต่ก็มีวีซ่า ผผ.30 ซึ่งเป็นการต่างตอบแทน ที่จีนให้คนไทย เดินทางไปเที่ยวโดยไม่ต้องมีวีซ่าได้ 30 วัน นักท่องเที่ยวจีน ก็ยังเดินทางมาไทยโดยไม่ต้องมีวีซ่า ได้ 30 วันเช่นกัน การยกเลิกฟรีวีซ่าที่เกิดขึ้น จะเป็นการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ ต้องการนักท่องเที่ยวที่เข้ามาใช้จ่ายเงินจริงๆ และเพื่อป้องกันกลุ่มสแกมเมอร์หรืออาชญากรแฝงตัวเข้ามา โดยใช้วีซ่าผิดประเภท”

แจงยิบทำไมต้องเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน

นอกจากนี้กระทรวงท่องเที่ยวฯ ยังมีแนวทางที่จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมกองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ค่าเหยียบแผ่นดิน ซึ่งในขณะนี้กำลังเร่งสรุปโมเดลการจัดเก็บและราคาที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้กระทบต่อความรู้สึกของนักท่องเที่ยวและการใช้งาน โดยกำลังพิจารณาวิธีการจัดเก็บว่าจะเป็นกรณีใดใน 2 กรณี คือ

แนวทางที่ 1 เก็บรวมกับตั๋วเครื่องบิน เป็นวิธีที่สะดวกที่สุดและนักท่องเที่ยวไม่รู้สึกว่าต้องจ่ายเพิ่มหน้างาน แต่มีข้อเสียคือ ระบบสายการบินปัจจุบันยังไม่สามารถแยกประเภทผู้โดยสารได้ ว่าเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ นักเรียน เป็นคนไทย หรือต่างชาติ ทางออกในแนวทางนี้เพื่อแยกคนไทยออกจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะมีการสร้าง แอปพลิเคชันสำหรับการขอคืนเงิน (Refund) ให้กับคนไทยหรือผู้ที่ได้รับยกเว้น โดยสามารถยื่นสิทธิ์ขอคืนเงิน ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดหลังจากเดินทางเข้าประเทศ

แนวทางที่ 2 เก็บผ่านระบบ ตม. (สแกนจ่าย)  สามารถแยกประเภทวีซ่าและบุคคลได้ชัดเจน แต่อาจไม่สะดวกเพราะต้องมีขั้นตอนการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นมาก่อนเข้าประเทศ

สำหรับอัตราค่าธรรมเนียม เดิมเคยมีการพูดถึงตัวเลข 300 บาท แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอาจจะมากกว่า 300 บาท เพราะต้องการให้ครอบคลุมประกันภัยนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบพรีเมียม ซึ่งต้นทุนประกันในปัจจุบันสูงขึ้นกว่าเดิม และรัฐบาลต้องการให้มีเงินเหลือพอเข้ากองทุนเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวด้วย โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมประกันภัยเพื่อสรุปราคาที่เหมาะสม

โดยวัตถุประสงค์และการจัดสรรเงินที่จะได้รับ จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยให้ความสำคัญกับส่วนแรกก่อน คือ ประกันภัยระดับพรีเมียม รัฐบาลต้องการมอบประกันภัยที่ “ดีจริง” ให้กับนักท่องเที่ยว เพื่อให้รู้สึกอุ่นใจและคุ้มครองทันทีเมื่อก้าวเข้าสู่ประเทศไทย โดยเน้นให้ครอบคลุมการรักษาในโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำได้เลย และช่วยลดภาระให้รัฐบาลที่ต้องดูแลนักท่องเที่ยวที่ได้รับอุบัติเหตุในการเดินทางมาเที่ยวไทย ในส่วนที่ประกันของนักท่องเที่ยวเองไม่ครอบคลุม

สำหรับเงินส่วนที่เหลือหลังจากหักค่าประกันจะนำเข้ากองทุนเพื่อนำไปพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพราะทุกวันนี้การท่องเที่ยวทำรายได้เข้าประเทศ แต่ก็มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเสื่อมโทรม โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลัก การมีเงินในกองทุนก็จะมาช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพราะท้องถิ่นก็มีงบจำกัด หรือเจ้าของสถานที่ก็จะได้รายได้แค่การเก็บค่าเช่า ซึ่งไม่เพียงพอในการบริหารจัดการซ่อมแซม หรือดูแลสิ่งแวดล้อม การมีเงินในกองทุนนี้เข้ามา ก็จะช่วยในเรื่องนี้ได้มาก

ย้ำเก็บ EXIT TAX เป็นแนวคิดกระทรวงการคลัง

ส่วนการจัดเก็บ “ภาษีขาออก” (Exit Tax) จากคนไทยเดินทางไปต่างประเทศ เป็นแนวคิดของกระทรวงการคลัง ไม่เกี่ยวกับกระทรวงการท่องเที่ยว และเราไม่มีอำนาจในการจัดเก็บด้วย ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างรับฟังความคิดเห็น และก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะจัดเก็บหรือไม่ หรือจะเก็บในอัตราเท่าไหร่ ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่ 1,000 บาทก็ได้

โดยกระทรวงการคลัง มีแนวคิดเพื่อจะเก็บเงินในส่วนนี้ เพื่อมากระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งสมมุติคนไทยออกนอก 10 ล้านคนต่อปี เก็บคนละ 1,000 บาท ก็จะได้เงิน 1 หมื่นล้านบาท มาทำโครงการต่อเนื่องโดยไม่ต้องของบจากรัฐบาล

รวมถึงยังสามารถนำมาใช้ในโครงการกระตุ้นการท่องเที่ยวตลาดต่างชาติ ผ่านการสนับสนุนให้เกิดการท่องเที่ยวในไทย เช่น ในโครงการที่จะสนับสนุนตั๋วฟรีเส้นทางบินในประเทศ สำหรับต่างชาติที่ซื้อตั๋วบินเข้ามาในไทย เป็นต้น การจัดเก็บภาษีดังกล่าวเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การเก็บภาษีเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งเป็นพระราชกำหนดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2526 ที่ประเทศไทยเคยดำเนินการจัดเก็บมาแล้วช่วงปี 2540 แต่กระทรวงการคลังก็คงต้องรับฟังความคิดเห็น ก่อนจะตัดสินใจในเรื่องนี้

ทั้งหมดล้วนเป็นการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้น