
ททท.เผยราคาน้ำพุ่ง ฉุดเที่ยวบินเช่าเหมาลำจีน ยกเลิกบินเข้าไทยร่วม 200 ไฟล์ต
ททท.เผยราคาน้ำพุ่ง ฉุดเที่ยวบินเช่าเหมาลำจีน ยกเลิกร่วมโครงการ Thailand Summer Blast กว่า 200 ไฟล์ต เตรียมเดินหน้าขอขยายเวลาสิ้นสุดออกไปเป็นเดือนกันยายนนี้ ดึงสายการบินระยะไกลเสียบแทน
KEY
POINTS
- ททท.เผยราคาน้ำพุ่ง ฉุดเที่ยวบินเช่าเหมาลำจีน ยกเลิกร่วมโครงการ Thailand Summer Blast กว่า 200 ไฟล์ต
-
เตรียมเดินหน้าขอขยายเวลาสิ้นสุดโครงการออกไปเป็นเดือนกันยายนนี้ ดึงสายการบินระยะไกลเสียบแทน
-
ผลักดันกลยุทธ์ "NEXT" กระตุ้นการท่องเที่ยว รับมือตลาดผันผวน
วันนี้ (วันที่ 21 พฤษภาคม 2569) นางสาว ภัทรอนงค์ ณ เชียงใหม่ รองผู้ว่าการด้านตลาดเอเชียและแปซิฟิกใต้ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยสะสมประมาณ 13.1 ล้านคน แม้ตัวเลขภาพรวมจะยังติดลบเล็กน้อยประมาณ 3% เมื่อเทียบกับปี 2568
โดยสัดส่วนหลักมาจากตลาดระยะใกล้ (Short-haul) ถึง 64% หรือประมาณ 8.29 ล้านคน ซึ่งจีนยังคงครองแชมป์อันดับ 1 ด้วยจำนวน 2.1 ล้านคน ตามด้วยมาเลเซีย 1.47 ล้านคน และอินเดียที่คาดว่าจะแตะ 1 ล้านคนในเร็วๆ นี้ โดยปัญหาของตลาดระยะใกล้อย่างจีน แม้จำนวนตัวเลขจะดูฟื้นตัวในแดนบวกแต่ต้องยอมรับว่า เพราะฐานปีที่แล้วอยู่ในระดับต่ำ
ราคาน้ำพุ่ง ฉุดเที่ยวบินเช่าเหมาลำจีน ยกเลิกบินเข้าไทย 200 ไฟล์ต
ขณะนี้ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญอุปสรรคสำคัญจากราคาพลังงานและน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนสายการบิน โดยเฉพาะกลุ่มเช่าเหมาลำ (Charter Flight) จากเมืองรองของจีน อาทิ เฉิงตู และกวางโจว ที่ขอยกเลิกการเดินทางรวมกว่า 200 เที่ยวบิน
สะท้อนภาวะที่ผู้ประกอบการเริ่มแบกรับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่สูงขึ้นไม่ไหว แม้ ททท.จะมีการสนับสนุนเงินอุดหนุนในการจัดทำชาร์เตอร์ไฟลต์ จำนวน 350,000 บาทต่อเที่ยว แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างบางประเทศที่ทุ่มงบกว่า 500,000 ถึง 1 ล้านบาท ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง
“จากสถานการณ์ดังกล่าว ส่งผลให้งบประมาณในโครงการ "Thailand Summer Blast" ที่เดิมจะสิ้นสุดในเดือนมิถุนายนนี้ ยังคงมีงบประมาณเหลืออยู่ประมาณ 70 ล้านบาท เนื่องจากมีการคืนโควต้าเที่ยวบิน ททท.จึงเตรียมพิจารณาข้อกฎหมายเพื่อขอขยายระยะเวลาโครงการไปจนถึงเดือนกันยายนนี้ เพื่อนำงบประมาณไปบริหารจัดการกระตุ้นตลาดระยะไกล (Long-haul) และกลุ่ม Incentive ที่ยังมีดีมานด์ต่อเนื่อง” น.ส.ภัทรอนงค์ กล่าว
หวั่นกระแสข่าวลบฉุดดีมานด์จีนหด
นางสาวภัทรอนงค์ ยังกล่าวว่า นอกจากปัญหาต้นทุน ยังมีความกังวลต่อภาพลักษณ์ความปลอดภัย หลังมีกระแสข่าวเชิงลบในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับนักท่องเที่ยวจีนหายตัวไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น แม้สถานทูตจะเริ่มมีการชี้แจงบ้างแล้วแต่ยังต้องมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด
รวมถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอย่างชัดเจน โดยเปลี่ยนจากกลุ่มทัวร์เป็นกลุ่มเดินทางด้วยตัวเอง (เอฟไอที) มากขึ้น เลือกจุดหมายปลายทางตาม แรงผลักดัน และวัตถุประสงค์ของตัวเองอย่างชัดเจน อาทิ การตามรอยศิลปิน (Fan meet) การดูคอนเสิร์ตอย่างเจย์ โจว (โจว เจี๋ยหลุน) หรือ เทศกาลทูมอร์โรว์แลนด์ รวมถึงการวิ่งเทรลและกิจกรรมแอดเวนเจอร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง
ททท. ผลักดันกลยุทธ NEXT รับมือตลาดผันผวน
สำหรับทิศทางการดำเนินงานเพื่อรับมือสถานการณ์ ททท.เตรียมผลักดันกลยุทธ์ "NEXT" ประกอบด้วย
- New Segment เจาะกลุ่มใหม่ๆ อาทิ กลุ่ม Silver Age จากจีนที่ชื่นชอบกิจกรรมโชว์ศักยภาพอย่างการรำไทเก็กหรือเดินแฟชั่นโชว์ในไทย และกลุ่มผู้หญิงจากญี่ปุ่น
- Experience Economy เปลี่ยนการขายสินค้าท่องเที่ยวแบบเดิมเป็นการขายประสบการณ์ อาทิ การเรียนทำอาหารไทยที่ลึกถึงแหล่งวัตถุดิบ
- Exchange Ecosystem สร้างพันธมิตรนอกอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อาทิ ค่ายมือถือ ห้างสรรพสินค้า เพื่อแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลลูกค้า และ Sustainable Growth มุ่งสร้างความสมดุล ทั้งในเชิงจำนวนและช่วงเวลา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และผลักดันการท่องเที่ยวเมืองรองเพื่อกระจายรายได้สู่ชุมชน
“ความกังวลจากผลกระทบตะวันออกกลาง ถือว่าต้อติดตามความเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด รวมถึงมีตลาดที่ต้องเฝ้าระวังมากๆ อย่างเกาหลีใต้ด้วย เพราะเราเห็นยอดนักท่องเที่ยวเกาหลีมาไทยติดลบถึง 19% ในช่วง 4 เดือนแรก ซึ่ง ททท.กำลังเร่งหาสาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากปัญหาเศรษฐกิจภายใน อัตราแลกเปลี่ยน หรือพฤติกรรมการหันไปเที่ยวในประเทศตัวเองมากขึ้น ขณะที่ตลาดอินเดียยังคงเติบโตได้ดีแต่ต้องระวังเรื่องการปรับลดเที่ยวบินและนโยบายด้านวีซ่าในอนาคต” นางสาว ภัทรอนงค์ กล่าวทิ้งท้าย







