thansettakij
thansettakij
เปิดเส้นทาง 'หมอเสริฐ สร้างอาณาจักรธุรกิจ 5 แสนล้าน ส่งไม้ต่อ 5 ‘ทายาท’ไม่สะดุด

เปิดเส้นทาง 'หมอเสริฐ สร้างอาณาจักรธุรกิจ 5 แสนล้าน ส่งไม้ต่อ 5 ‘ทายาท’ไม่สะดุด

30 เม.ย. 69 | 03:22 น.
อัปเดตล่าสุด :30 เม.ย. 69 | 05:06 น.

การจากไปของ "หมอเสริฐ" นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ในวัย 93 ปี ไม่ได้เป็นเพียงความสูญเสียครั้งใหญ่ของครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นความสูญเสียของวงการแพทย์ไทย และธุรกิจการบินของเทศไทยอีกด้วย แม้หมอเสริฐจะจากไป แต่ธุรกิจที่ได้สร้างรากฐานไว้ก็ไม่สะดุด เพราะมีการส่งไม้ต่อให้ 5 ทายาท รับช่วงต่อในแต่ธุรกิจมานานแล้ว

กว่า 54 ปี นับตั้งแต่ปี 2476-2569 บนเส้นทางธุรกิจ หมอเสริฐ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ได้บุกเบิกและวางรากฐานธุรกิจในหลายด้าน กระทั่งในวันที่ หมอเสริฐจากไป อาณาจักรธุรกิจของ หมอเสริฐ มีมูลค่ารวมกันสูงถึง 5 แสนล้านบาท และยังมีมูลค่าสินทรัพย์ถึง 3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือนับแสนล้านบาท

หมอเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2476 เป็นบุตรคนที่ 4 ในบรรดาพี่น้อง 10 คนของครอบครัวปราสาททองโอสถ เติบโตในครอบครัวที่ดำเนินธุรกิจร้านขายยา “ห้างขายยาปราสาททองโอสถ” ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในอดีต จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ หมอเสริฐ ก้าวเข้าสู่สายการแพทย์ เมื่อ หมอเสริฐ เรียนจบแพทยศาสตรบัณฑิตจากศิริราช รุ่นที่ 61 ในฐานะแพทย์ประจำบ้านแผนกศัลยกรรม ในปี 2503

หมอเสริฐ นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ

ปั้น BDMS เครือร.พ.เอกชนใหญ่สุดในไทย

จากการที่ต้องทำงานอยู่ภายในโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ได้เห็นภาพที่หดหู่ของคนไข้ การรักษาและเครื่องมือแพทย์ที่จำกัด ยังไงก็ไม่เพียงพอกับบริการคนไข้ หมอเสริฐ เลยตัดสินใจลาออก พอเริ่มมีเงินก็มองที่จะสร้างระบบทางการแพทย์ใหม่ ด้วยการจัดตั้ง บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด ด้วยทุนเริ่มต้น 10 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2512

 

     

ก่อนจะเปิดให้บริการ “โรงพยาบาลกรุงเทพ” แห่งแรกเปิด เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2515 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเล็กๆ สูง 4 ชั้นบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ขนาดเพียง 50 เตียง ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของ Bangkok Dusit Medical Services หรือ BDMS และใช้เวลากว่า 20 ปี กว่าจะนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ ในปี 2534

รวมถึงการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการขยายเครือข่ายแบรนด์โรงพยาบาล จนกลายเป็นเบอร์ 1 ในธุรกิจนี้ โดยการเข้าควบรวมกิจการ (M&A) ไม่ว่าจะการซื้อกิจการ สมิติเวช ในปี 2546 ดีลประวัติศาสตร์ กับ “วิชัย ทองแตง” ในการควบรวมโรงพยาบาล พญาไท และโรงพยาบาล เปาโล ในปี 2554

ส่งผลให้โรงพยาบาลในเครือเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากการขยายแบรนด์โรงพยาบาลครอบคลุม 6 กลุ่มแบรนด์หลัก ได้แก่ โรงพยาบาล กรุงเทพ, โรงพยาบาล สมิตเวช , BNH, โรงพยาบาล พญาไทย, โรงพยาบาล เปาโล และ Royal

แต่ละแบรนด์เจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน เจาะเซ็กเม้นท์ลูกค้าระดับกลาง ระดับบน ไปจนถึงคนต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามารักษาตัว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism) ทำให้สามารถรองรับผู้ป่วยนอก (OPD) ที่มีมากถึงราว 36,000 คนต่อวัน และบุคลากรทางการแพทย์ในเครือกว่า 15,000 คน พร้อมพยาบาลกว่า 10,000 คน มีรายได้รวม 113,272 ล้านบาท กำไรสุทธิ 15,848 ล้านบาท

ปัจจุบันมีเครือข่ายโรงพยาบาลถึง 60 แห่ง ซึ่งรวมโรงพยาบาลในกัมพูชาอีก 2 แห่ง มีจำนวนเตียงจดทะเบียนรวมกันกว่า 9,300 เตียง กลายเป็นเครือโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย และสร้าง BDMS ขึ้นมาเป็นเครือข่ายโรงพยาบาลระดับเอเชีย ความสำเร็จนี้ เกิดจากการวางแผนระยะยาวที่แม่นยำ โดยสร้างพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ โดยเฉพาะการลงทุนในเทคโนโลยี ที่มีความซับซ้อนของการรักษา และแพทย์เฉพาะทาง

อาณาจักรธุรกิจ 'หมอเสริฐ'

จากตั้งสายการบินสู่ธุรกิจสนามบิน

“หมอเสริฐ” ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ธุรกิจโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ยังขยายอาณาจักรไปสู่ธุรกิจการบิน ด้วยการจัดตั้ง สายการบิน “บางกอกแอร์เวย์ส” ซึ่งจริงๆแล้ว หมอเสริฐ เริ่มดำเนินธุรกิจนี้ก่อนเปิดธุรกิจโรงพยาบาลด้วยซ้ำ โดยเริ่มต้นจากจัดตั้งเป็นแผนกการบินเล็กๆ ในนาม บริษัท​ กรุงเทพสหกล จำกัด บินสำรวจน้ำมันในอ่าวไทยให้ยูเนี่ยนออยส์ หลังจากนั้นในปี 2527 จึงได้ก่อตั้ง บริษัท สหกลแอร์​ จำกัด ขึ้น เพื่อรับโอนกิจการต่างๆของแผนกการบินจากบริษัท กรุงเทพสหกล จำกัด มาไว้

สหกลแอร์” ในยุคนั้นให้บริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำ บริการ Air Taxi รองรับนักธุรกิจ นักลงทุน และการเดินทางสู่พื้นที่ที่สายการบินพาณิชย์ยังเข้าไม่ถึง ด้วยเครื่องบินขนาดเล็ก ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อเป็น​ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด​ และรีแบรนด์ใหม่เป็น “สายการบิน บางกอกแอร์เวย์ส”ให้บริการเที่ยวพาณิชย์เต็มรูปแบบ ตั้งแต่ ปี 2529 เป็นต้นมา และยังเป็นสายการบินเอกชนแห่งแรกของประเทศไทยด้วย

จากเที่ยวบินปฐมฤกษ์ คือ เส้นทาง กรุงเทพฯ - นครราชสีมา, กรุงเทพฯ - สุรินทร์ และกรุงเทพฯ - กระบี่ ด้วยเครื่องบินแบบ BANDEIRANTE EMB-110 ขนาดความจุผู้โดยสาร 18 ที่นั่ง รวมถึงนำ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2557 และขยายเครื่องบินให้มีขนาดใหญ่ขึ้น และขยายเส้นทางบินครอบคลุมกว่า 25 เส้นทางบินทั้งในและต่างประเทศ

เปิดเส้นทาง 'หมอเสริฐ สร้างอาณาจักรธุรกิจ 5 แสนล้าน ส่งไม้ต่อ 5 ‘ทายาท’ไม่สะดุด

“บางกอกแอร์เวย์ส” ไม่ใช่ สายการบินฟูล เซอร์วิส แบบทั่วๆไป แต่มีเป้าหมายชัดเจนในการเติบโต ภายใต้สโลแกน “Asia’s Boutique Airline” จนกลายเป็นสายการบินระดับภูมิภาค ที่มีชื่อเสียงได้รับการจัดอันดับ 1 สายการบินระดับภูมิภาคที่ดีที่สุดโลก ปี 2025

จากธุรกิจสายการบิน หมอเสริฐ ได้สร้างตำนานบทใหม่ ให้แก่ สนามบินของไทย ด้วยการสร้างสนามบินเอกชนแห่งแรกของไทย บนเกาะสมุย เมื่อปี 2532 โดยเมื่อกว่า 37 ปีก่อน หมอเสริฐไม่มีที่ดินบนเกาะสมุยเลยสถาบันการเงินยอมปล่อยกู้ ไม่มีใครเชื่อว่าเกาะเล็ก ๆ จะมีศักยภาพในการกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับโลกได้

หมอเสริฐ จึงต้องค่อยๆหาที่ดิน รวมได้ 500 ไร่ ทยอยก่อสร้าง กลายเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ที่ทำให้เกาะสมุย กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของไทย และ “สนามบินสมุย” ยังสร้างรายได้ให้บางกอกแอร์เวย์ส คิดเป็นสัดส่วน 50 % ของรายได้ทั้งหมดของสายการบิน รวมถึงต่อมายังได้สร้าง “สนามบินสุโขทัย” ในปี 2541 และ “สนามบินตราด” ในปี 2543 เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางและการท่องเที่ยวอีกด้วย

รวมไปถึงการร่วมมือกับ BTS และ ซิโน-ไทย ร่วมลงทุนในโครงการพัฒนา “สนามบินอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก” ภายใต้ บริษัท อู่ตะเภาอินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด (UTA) ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1.8 แสนล้านบาท

“การตัดสินใจควง คีรี กาญจนพาสน์ และ ซิโน-ไทย ร่วมประมูลโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก จนชนะการประมูล เป็นมองเห็นว่า บางกอกแอร์เวย์ส ทำสนามบินเอกชนรายแรกของไทย มีประสบการณ์ด้านการบินมากว่า 50 ปี ซึ่งโครงการนี้ไม่น่ายากเพราะเป็นการร่วมกับภาครัฐ

ทั้งโลเคชั่นอู่ตะเภายังเหมาะสมที่จะพัฒนาเป็น สนามบินกรุงเทพแห่งที่ 3 เชื่อมทางอากาศ ทางน้ำ ทางบกโดยเฉพาะจากอีสานมาภาคตะวันออก ต่อไปจะมีระบบราง ถ้าสำเร็จแล้วจะเป็นศูนย์กลางแหล่งงานภาคพื้นดินทั้งหมดทั้งอีสาน เหนือ ตะวันออก และใต้ การขนส่งสินค้าและคนเดินทางมาจากต่างประเทศจะมาที่นี่มากกว่าสุวรรณภูมิส่วนการบริการด้านเที่ยวบินต่างๆ บางกอกแอร์เวย์ มีพันธมิตรประมาณ 100 สาย เชื่อว่า หากชวนก็พร้อมจะมาใช้อู่ตะเภา” หมอเสริฐ” กล่าว

ดังนั้นการลงทุนทั้งโรงพยาบาล สายการบิน และสร้างสนามบิน เป็นการต่อจิกซอว์ ในการสร้างระบบนิเวศ เพราะลูกค้าไม่ได้มีเฉพาะแค่คนไทย การมี สายการบิน และ สนามบิน จึงเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงการเดินทาง และเข้าถึงการใช้บริการอย่างมีนัยสำคัญ การเดินหน้าลงทุนเอง ย่อมมีโอกาสมากกว่าการนั่งรอให้รัฐบาลสร้างสนามบิน

นอกจากนี้ “หมอเสริฐ” ยังได้ก้าวสู่ธุรกิจสื่อโทรทัศน์ ในปี 2556 ด้วยการก่อตั้ง สถานีโทรทัศน์ “PPTV HD 36” ผ่าน บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์ บรอดคาสติ้ง ในช่วงที่ กสทช. เปิดประมูลทีวีดิจิทัล และวันนี้ PPTV ในวันนี้กลายเป็นช่องที่มีความแข็งแกร่งในข่าว กีฬา (โดยเฉพาะลิขสิทธิ์ฟุตบอลและกีฬาระดับโลก) และคอนเท้นท์ต่างประเทศ ที่ทำให้ธุรกิจของหมอเสริฐ สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้หลากหลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และต่อมายังเข้าถือหุ้นใหญ่ในช่อง One31 อีกด้วย

ไม่เพียงแต่ในแง่ของธุรกิจเท่านั้น “หมอเสริฐ” ยังก่อตั้ง “มูลนิธิเวชดุสิต ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” ตั้งแต่ปี 2527 ตั้งแต่ตอนที่ธุรกิจเองยังตั้งหลักได้ไม่นาน เพื่อช่วยผู้ป่วยยากไร้ที่ต้องผ่าตัดซับซ้อน เด็กพิการ เด็กด้อยโอกาส มอบอุปกรณ์แพทย์ให้โรงพยาบาลรัฐ และเครื่องมือแพทย์มากมายอีกด้วย

“หมอเสริฐ” เคยกล่าวไว้ เมื่อปี 2557 ว่า “คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมี Vision and Passion การมีแค่ Vision นั้นคิดได้ ถ้านานไปตื่นขึ้นมาอาจหมดไฟ ต้องเติมด้วย Passion ที่จะนำพา Vision นั้นไปสู่ความสำเร็จ" ซึ่งหมอเสริฐมีทั้ง Vision and Passion จึงไม่แปลกที่จะบุกเบิกธุรกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในไทยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา

วางรากฐาน 5 ทายาทกุมธุรกิจไม่สะดุด

เช่นเดียวกับการส่งไม้ต่อให้ “ทายาท” สืบทอดธุรกิจ หมอเสริฐ ก็ได้วางแผน และปลุกปั้นให้ทายาท เข้ามาสืบทอดควบคู่กับการขยายธุรกิจ ซึ่งเป็นการวางรากฐานที่ชัดเจน และเตรียมการมาเป็นเวลานานแล้ว โดย หมอเสริฐ และภรรยา “วัลลีย์ ปราสาททองโอสถ” มีทายาทสายตรง 4 คน ได้แก่ นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ 2. น.ส.สมฤทัย ปราสาททองโอสถ 3. น.ส. อาริญา ปราสาททองโอสถ 4. พญ.ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ และลูกบุญธรรมอีก 1 คน คือ ร.อ.สมิทธิ์ ปราสาททอง

หมอเสริฐ เคยสัมภาษณ์ถึงการสอนลูกไว้ว่า “ผมสอนลูกให้รู้จักมีความเห็นเป็นของตัวเอง เพราะเราสอนเขาทั้งหมดไม่ได้ ชีวิตคนเราเจอปัญหาไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน ต้องรู้จักหาหลักคิดและต้องคิดแตกต่าง สุดท้ายตามประสานักธุรกิจ ผมสอนให้ลูกรู้จักล้มและลุกเอง ให้รู้จักเจ็บตัวจะได้ประสบการณ์ ผมดีใจที่ลูกทุกคนเป็นคนทำงาน เป็นคนดี ไม่มีใครเสเพล ทั้งที่เราไม่ต้องไปเคี่ยวเข็ญ เป็นความชื่นใจลึกๆ ของผมเลย”

ทั้ง 5 ทายาท จึงเป็นกำลังหลักในการสืบสาน และบริหารธุรกิจของครอบครัว และมีการแบ่งสัดส่วนการบริหารงาน ในแต่ละกลุ่มธุรกิจอย่างเป็นระบบตามความถนัดของแต่ละคน

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ

“กัปตันเต๋ - พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ” คุมบันเหียนสายการบิน “บางกอกแอร์เวย์ส” ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA และดูแล PPTV โดย กัปตันเต๋ ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจสายการบินและสนามบินต่อเนื่อง ล่าสุดได้เซ็นสัญญาซื้อเครื่องบินใหม่ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ มูลค่าลำละประมาณ 600-700 ล้านบาท รวมประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท

โดยจะทยอยรับมอบตั้งแต่ปี 2569-2571 เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินเดิมที่จะต้องปลดระวางออกไป เพื่อขายฝูงบินเพิ่มจากเดิมที่มีอยู่ 25 ลำ อาทิ เครื่องบินแบบ แอร์บัส A320 จำนวน 1 ลำ แอร์บัส A319 จำนวน 11 ลำ และ ATR 72-600 จำนวน 10 ลำ

การขยายสนามบินตราด ลงทุน 800 ล้านบาท เฟสแรก ลงทุน 400 ล้านบาท รองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี จากปัจจุบันที่มีผู้โดยสารอยู่ที่ 8-9 หมื่นคน แล้วเสร็จไตรมาส 3 ปี 2569 โดยจะมีการขยายรันเวย์ จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตรการสร้างลานจอดอากาศยาน เพื่อรองรับเครื่องบินไอพ่นขนาดเล็ก–กลาง (A320, A319, B737, B717, ERJ145) ได้สูงสุด 3 ลำ หรือรองรับเครื่องบินใบพัด (ATR72, YS-11) 2 ลำ ร่วมกับเครื่องบินไอพ่นขนาดกลาง 2 ลำได้ในเวลาเดียวกัน

การปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ขยายพื้นที่จาก 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. ส่วนการลงทุนเฟส 2 จะสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ ซึ่งจะย้ายไปอีกที่หนึ่ง อยู่ด้านทิศใต้ จะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปี 2569รวมถึงมีเป้าหมายที่จะนำสนามบินตราด เข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์สนามบินการบินกรุงเทพหรือBAREIT ในอนาคตเพิ่มเติมจากสิทธิการเช่าทรัพย์สินของสนามบินสมุย

การปรับปรุงสนามบินสมุย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11 ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอินพร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573

รวมไปถึงการเดินหน้าลงทุนในโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ที่ในเฟสแรกจะก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 และส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถรองรับจำนวนผู้โดยสารได้ 3-4 ล้านคนต่อปี สอดรับกับแนวโน้มการเดินทางจริงในยุคหลังโควิดระบาด จากปัจจุบันสนามบินอู่ตะเภามีผู้โดยสารราว 3-4 แสนคนต่อปีเท่านั้น

เมื่อมีจำนวนผู้โดยสารมาใช้บริการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับ 80% ของเฟสแรก ทาง UTA ก็จะลงทุนขยายการรองรับผู้โดยสารเพิ่มเติมในเฟสถัดๆ ไป ภายใต้การรองรับผู้โดยสารสูงสุด 60 ล้านคน ในสัญญาระยะเวลา 50 ปี รวมถึงการลงทุนศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) อู่ตะเภา มูลค่าการลงทุนราว 3 พันล้านบาท

ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ

“หมอปุย ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ” ซึ่งเดินตามรอยหมอเสริฐในด้านการแพทย์ ทั้งเรียนจบแพทย์ศาสตร และได้เข้ามานั่งบริหาร BDMS ในฐานะกรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานกรรมการบริหาร ตั้งแต่เมื่อปี 2563 โดยมุ่งเป้าหมายสร้าง BDMS ให้เป็นผู้นำด้านบริการทางการแพทย์ และการดูแลสุขภาพที่เป็นเลิศ และได้มาตรฐาน รวมถึงการยกระดับนวัตกรรมทางการแพทย์

ควบคู่กับการบริหารต้นทุนอย่าง มีประสิทธิภาพ โดยไม่ผลักภาระสู่ผู้รับบริการ ปักหมุดการดำเนินธุรกิจให้บริการด้านสุขภาพแบบครบวงจร ในรูปแบบโรงพยาบาลเอกชน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการดูแลสุขภาพทั้งในและต่างประเทศ

ทั้ง BDMS ยังอยู่ระหว่างการลงทุนบิ๊กโปรเจ็ค อย่าง “BDMS Silver Wellness and Residence” มูลค่าโครงการกว่า 23,500 ล้านบาท ซึ่งได้รับความเห็นชอบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 เพื่อพร้อมเปิดให้บริการในปี 2572 ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์สำคัญ เพื่อรับมือกับสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์แบบ

อาริญา ปราสาททองโอสถ

“ทิม อาริญา ปราสาททองโอสถ” เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบกลุ่ม ธุรกิจโรงแรม และบริษททัวร์ อาทิ บริษัท สมุยปาล์มบีช รีสอร์ท จำกัด บริษัท สมุยปาล์มบีช รอยัลวิง บริษัท ฟ้าไทยฮอลิเดย์ส จำกัด บริษัท บางกอกแอร์ทัวร์ จำกัด รวมถึงได้ขยายตัวเข้าสู่ ธุรกิจอาหาร อย่างเต็มตัว โดยมีการเปิดร้านอาหารหลายแห่ง เช่น ร้านประเภทบราสเซอรี (Brasserie)

สมฤทัย ปราสาททองโอสถ

“ตุ๊ก สมฤทัย ปราสาททองโอสถ” จะดูแลส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับ คาร์โก้ (Cargo) ธุรกิจครัวการบิน ซึ่งเป็นธุรกิจสนับสนุนการบิน ของบางกอกแอร์เวย์ส และมีบทบาทสำคัญในการทำงานกิจกรรมเพื่อสังคม

ร.อ.สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ

“โจ้ ร.อ.สมิทธิ์ ปราสาททองโอสถ” นั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สหแพทย์เภสัช จำกัด และดูแล บริษัท เอ.เอ็น.บี. ลาบอราตอรี่ จำกัด และประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มสนับสนุนธุรกิจโรงพยาบาล ในเครือ BDMS รับหน้าที่ดูแล โรงงานผลิตยาแผนปัจจุบัน ทั้งใช้ในประเทศ และส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งแยกส่วนชัดเจนจากธุรกิจยาหอม ปราสาททองโอสถแบบดั้งเดิม รวมถึงดูแลผลิตภัณฑ์น้ำเกลือ Klean & Kare แบรนด์น้ำเกลือ อันดับ 1 ด้าน และเป็นผู้นำตลาดในหมวด Healthcare & Wellness ของประเทศไทยอีกด้วย

แม้หมอเสริฐ จะจากไปแล้ว แต่ทั้ง 5 ทายาทก็รับไม้ธุรกิจ ที่หมอเสริฐ ได้วางรากฐานไว้ได้อย่างไม่สะดุด