thansettakij
thansettakij
ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

26 เม.ย. 69 | 07:46 น.
อัปเดตล่าสุด :26 เม.ย. 69 | 07:46 น.

เคปแอนด์แคนทารี รอสงครามตะวันออกกลางจบไม่ไหว เดินหน้าตัดสินใจ ทุ่มงบกว่า 6 พันล้านบาทขยายลงทุน ปักหมุดสร้างโรงแรมใหม่พัทยา รีโนเวทอีกหลายโรงแรม

แม้สงครามตะวันออกกลาง จะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว แต่กลุ่มโรงแรม เคปแอนด์แคนทารี ก็ยังมองถึงความจำเป็นในการเดินหน้าลงทุนสร้างโรงแรมใหม่

รวมถึงการรีโนเวทโรงแรมหลายแห่ง เพื่อสร้างจุดขายรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวในอนาคต “ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล” หรือคุณแวว หัวเรือใหญ่ของ เคปแอนด์แคนทารี จะสะท้อนมุมมองการลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาทที่จะเกิดขึ้น

ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล

สงครามตะวันออกกลางฉุดบุ๊กกิ้งใหม่หด

“ธีรวัลคุ์ เตชะอุบล” เจ้าของและผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการกลุ่มโรงแรม ในเครือเคป แอนด์ แคนทารี โฮเทลส์ (Cape & Kantary Hotels) ธุรกิจโรงแรมในกลุ่มเกษมกิจ เปิดใจถึงสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง ว่า ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรมในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ต้องเดินทางผ่านเส้นทางบินหลักในภูมิภาคตะวันออกกลาง

โดยจะพบว่าในช่วงเกิดสงครามตะวันออกกลาง มีการยกเลิกการจองโดยเฉพาะในภูเก็ต ช่วงนั้นมีอัตราการยกเลิกการจองเฉลี่ยอยู่ที่ 12% 

เนื่องจากตลาดหลักเป็นนักท่องเที่ยวระยะไกล อย่าง ยุโรป เมื่อฮับบินตะวันออกกลางมีปัญหา ก็ทำให้นักท่องเที่ยวที่ต้องไปต่อเครื่องบินที่ตะวันออกกลางก่อนบินเข้าไทยสะดุด

ขณะที่ปัญหาใหญ่ที่กำลังเผชิญ คือ ยอดจองใหม่ (New Booking) ไม่เข้า โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนนี้ เพราะสถานการณ์สงครามทำให้การเดินทางลำบากขึ้น และค่าเครื่องบินปรับตัวสูงขึ้น หากนักท่องเที่ยวถูกยกเลิกเที่ยวบิน การจะซื้อตั๋วใหม่มีต้นทุนที่สูงมาก ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจเดินทาง

ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

ทั้งนี้โรงแรมระดับหรู ในเครือแบรนด์เคป อาจจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากกลุ่มลูกค้ามีกำลังซื้อสูงไม่ค่อยอ่อนไหวต่อราคาตั๋วที่เพิ่มขึ้นหมื่นกว่าบาท แต่โรงแรมระดับรองลงมา เช่น แคนทารี จะได้รับผลกระทบชัดเจน

เพราะหากลูกค้าไม่สามารถซื้อตั๋วใหม่ได้ก็จะไม่เดินทางมาเลย โรงแรมต้องกระจายความเสี่ยง ปรับกลยุทธ์ไปเน้นตลาดที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เช่น ตลาดจีนและเอเชีย เพื่อทดแทนตลาดยุโรป 

นอกจากนี้ธุรกิจโรงแรมก็จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น จากราคาน้ำมันปรับตัวสูง โดยเริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นของต้นทุนค่าอาหาร วัตถุดิบ และโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นประมาณ 5-10%

ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

คุณแวว กล่าวต่อว่า แม้จะมีผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง แต่ เคป แอนด์ แคนทารี ยังคงเดินหน้าลงทุนสร้างโรงแรมใหม่ และปรับปรุงหลายโรงแรม เพื่อปรับโฉมโรงแรมให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อมองระยะยาวในการสร้างความยั่งยืน

โดยจะเดินหน้าลงทุนโครงการใหญ่ในพัทยา มูลค่าการลงทุน 5,000 - 6,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาเที่ยวพัทยาเพิ่มขึ้น และการเติบโตจากการพัฒนาในโครงการต่างๆของอีอีซีที่จะเกิดขึ้น

โครงการนี้จะประกอบด้วย 2 แบรนด์โรงแรมในพื้นที่เดียว คือ เคป (Cape) ประมาณ 100 ห้อง และ แคนทารี (Kantary) ประมาณ 300 ห้อง รวมทั้งสิ้น 400 ห้อง มีสวนน้ำ เพื่อดึงดูดกลุ่มครอบครัว ห้องประชุมรองรับได้ 500-600 คน

นอกจากนี้ยังมีแผนร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ สร้างจุดดึงดูดใหม่ๆ (Attractions) อาทิ บีชคลับ ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการขอ EIA รอบใหม่ เพราะมีการปรับปรุงแบบใหม่ ให้ทันสมัยและมีจุดดึงดูดที่สู้กับคู่แข่งรายใหญ่ในพื้นที่ได้ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในช่วงกลางปี 2570 และเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2573

ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

คุณแวว ย้ำว่า การเดินหน้าลงทุนโรงแรมในพัทยา ถือเป็นหมุดหมายใหม่ของเคปแอนด์แคนทารี ส่วนการลงทุนโรงแรมในภาคอีสาน ที่ก่อนหน้านี้มองไว้ที่อุดรธานี แต่จากการศึกษาความคุ้มค่าเชิงธุรกิจและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน ก็ได้ข้อสรุปว่าจะไม่ไปลงทุนแล้ว

เพราะราคาห้องพักเฉลี่ยของโรงแรมในอุดรธานี อยู่ที่ราว 2,200 บาท เมื่อเทียบกับค่าก่อสร้างตึกสูงในปัจจุบันอยู่ที่ 700-800 ล้านบาท พบว่าอาจต้องใช้เวลาถึง 20 ปีในการคืนทุน ซึ่งถือว่าไม่คุ้มค่าในเชิงธุรกิจ

ขณะที่การลงทุนโรงแรมในพัทยาแม้จะต้องใช้งบลงทุนสูง ค่าก่อสร้างที่พัทยาอาจแพงกว่า 30% แต่ในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) พัทยาสามารถทำราคาห้องพักได้สูงถึง หลักหมื่นบาท ซึ่งหมายความว่าผลตอบแทนที่ได้รับกลับมานั้น มากกว่าการลงทุนโรงแรมในอุดรธานีเกิน 5 เท่า ทำให้การลงทุนในพัทยา “Make Sense” หรือสมเหตุสมผลมากกว่าในแง่ของการทำธุรกิจ

รีโนเวทโรงแรม เคปหลังสวน-ภูเก็ต

นอกจากนี้เคปแอนด์แคนทารี ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับทรัพย์สินเดิม (Asset Value) โดยเฉพาะการปรับปรุงครั้งใหญ่ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมีแผนจะรีโนเวท “เคป หลังสวน” ครั้งใหญ่ คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในระดับ 100 ล้านบาทปลายๆ โดยจะปรับเปลี่ยนจากห้อง One Bedroom ขนาดใหญ่มาเป็นห้องแบบ สตูดิโอ (Studio) มากขึ้น

เนื่องจากข้อมูลพบว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่ต้องการห้องใหญ่ที่มีพื้นที่ครัว เพราะในย่านหลังสวนที่มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ครัวขนาดใหญ่ในห้องพักอีกต่อไป แต่ต้องการห้องที่สวย ทันสมัย ราคาเข้าถึงง่าย และอยู่ในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้ (Room Revenue) ให้สูงขึ้น ซึ่งจะทยอยรีโนเวท ไม่ได้ปิดปรับปรุงทั้งโรงแรม

ไม่รอ'สงครามตะวันออกกลาง' จบ 'เคปแอนด์แคนทารี' ทุ่ม 6 พันล้าน สร้างโรงแรมใหม่พัทยา

ขณะเดียวก็กำลังทยอยปรับโรงแรมเคปพันวา ภูเก็ต ซึ่งโรงแรมจะทยอยปรับปรุงไปเรื่อยๆ โดยไม่ปิดให้บริการทั้งหมด แผนสำหรับปีนี้คือการปรับปรุง ห้องพักในส่วนของ One Wing, Presidential Villa หลังจากที่ปีที่ผ่านมาได้ทำส่วนวิลล่า 10 หลังและร้านอาหาร “Top of the Reef” เสร็จไปแล้ว เพื่อสร้างจุดขายที่อลังการและยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์พรีเมียม

เสนอรัฐบาลแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับข้อเสนอแนะและมุมมองต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ คุณแวว มองว่า ปัญหาที่สำคัญที่สุดไม่ใช่แค่การดึงนักท่องเที่ยวเข้ามา แต่คือการ

เตรียมความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ยกตัวอย่าง เมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต ทุกวันนี้ประสบปัญหาน้ำประปาไม่ไหลทุกวัน จนโรงแรมต้องแบกรับภาระซื้อน้ำจากภายนอกเข้ามา

โรงแรมในเครือ เคปแอนด์แคนทารี

รวมถึงปัญหาไฟฟ้ากระตุกหรือดับบ่อยครั้ง ทำให้โรงแรมต้องใช้เครื่องปั่นไฟและแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ปัญหาการจราจรติดขัดรุนแรงจนส่งผลต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

รวมไปถึงมองว่ารัฐบาลควรตรวจสอบความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ก่อนจะอนุญาตให้เปิดโรงแรมหรือสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการแย่งใช้ทรัพยากรกับชุมชน ขอให้บังคับใช้กฏหมายอย่างเป็นธรรม

เพราะปัจจุบันผู้ที่มีใบอนุญาตถูกต้องมักถูกตรวจสอบซ้ำซาก ในขณะที่สถานประกอบการผิดกฎหมายกลับไม่มีการกวาดล้างอย่างจริงจัง

อีกทั้งรัฐบาลควรเปลี่ยนเป้าหมายจากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยว มาเป็นการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น และอยากให้รัฐบาลเข้ามาควบคุมเรื่องของกลุ่ม Digital Nomad

เนื่องจากการออกวีซ่าให้คนกลุ่มนี้ มีช่องว่างให้กลุ่มอาชญากรข้ามชาติ หรือกลุ่มมาเฟีย (เช่น รัสเซีย ยูเครน อิสราเอล) เข้ามาแฝงตัวทำธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การขายยาเสพติด หรือการค้าประเวณี หรือ เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในไทย

ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการลงทุนของเคปแอนด์แคนทารี ที่เกิดขึ้น