
วิกฤตน้ำมัน ฉุดการบินโลก การบินไทยอ่วม หั่นไฟล์ตทั่วโลก 1.5 แสนเที่ยวบินแล้ว
วิกฤตน้ำมัน จากความขัดแย้งในตะวันออกที่ยังไม่สิ้นสุด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินโลกและธุรกิจสายการบินของไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดสายการบินหั่นไฟล์ตทั่วโลกมากกว่า 1.5 แสนเที่ยวบินแล้ว
สงครามตะวันออกกลาง ฉุด ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่ง 129 %
วันนี้(วันที่ 22 เมษายน 2569) วิกฤตน้ำมัน จากความขัดแย้งในตะวันออกที่ยังไม่สิ้นสุด ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินโลกและธุรกิจสายการบิน ของไทยเป็นอย่างมาก เมื่อราคาน้ำมันเครื่องบินปรับขึ้น 2-3 เท่า หรือราว 129%
ทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาที่อาจจะขาดแคลนน้ำมัน หลังล่าสุด IEA เตือนน้ำมันเครื่องบินในยุโรปเหลือแค่ 6 สัปดาห์ ส่งผลให้ธุรกิจการบินโลก ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อฝ่ามรสุมครั้งใหม่ที่เกิดขึ้น
ปัจจุบันสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ หรือ IATA ระบุว่า น้ำมันเครื่องบินทั่วโลกปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จาก 99.04 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล (ราว 3,300 บาทต่อบาเรล)ในช่วงปลายเดือนก.พ.2569 ปรับมาสู่ระดับ 209 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล (ราว 7,400 บาทต่อบาเรล) ในช่วงต้นเดือนเม.ย. 2569
ส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินของโลกยังเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง จากต้นทุนทางธุรกิจที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น
สายการบินหั่นไฟล์ตทั่วโลก 1.5 แสนเที่ยวบินแล้ว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า อุตสาหกรรมการบินโลก เสี่ยงสูงจาก “วิกฤตตะวันออกกลาง” โดยในช่วงเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2569 แผนการบินของสายการบินระหว่างประเทศทั่วโลกถูกปรับลดลงแล้วมากกว่า 1.5 แสนเที่ยวบิน เมื่อเทียบกับแผนการบินของสายการบินในช่วงก่อนเกิดสงคราม
อีกทั้งอุตสาหกรรมการบินของโลกยังเผชิญกับความท้าทายต่อเนื่อง จากต้นทุนทางธุรกิจที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นรอบด้าน โดยเฉพาะ “ต้นทุนเชื้อเพลิง” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 1 ใน 3 ของต้นทุนสายการบิน ในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 ราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นกว่า 129% เมื่อเทียบกับ ณ สิ้นปี 2568 โดยราคาแตะระดับ 209 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
สายการบิน ปรับขึ้นค่าตั๋ว ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมัน ลดผลกระทบ
ปัจจัยดังกล่าวผลักดันให้ดัชนี “ราคาตั๋วเครื่องบิน” ปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 58% จากเส้นทางยุโรปมาไทยในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งส่งผลกระทบความต้องการเดินทางท่องเที่ยว
นอกจากนี้ หากวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่คลี่คลาย ความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำมันเครื่องบินในบางประเทศสูงขึ้น อาจกระทบปริมาณเที่ยวบินทั่วโลกลดลงเพิ่มขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจการบิน
ทั้งนี้แม้สายการบินจะทยอย “ปรับราคาตั๋วเครื่องบิน” และ “ปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง” เพื่อชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ก็ช่วยระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากราคาน้ำมันพุ่งสูงจนไม่คุ้มทุน สายการบินส่วนใหญ่ ได้ทำการป้องกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน (Hedging) เพียงประมาณ 10% ของปริมาณ
การใช้น้ำมันทั้งหมดสำหรับปี 2569 เท่านั้น ซึ่งบริษัทจัดอันดับเครดิต Fitch Ratings เตือนว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อสภาพคล่องของสายการบิน เพราะต้นทุนน้ำมัน คิดเป็นสัดส่วนถึง 25% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสายการบิน
โดยสายการบินต้นทุนต่ำ หรือโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ส จะได้รับผลกระทบมากกว่าสายการบินปกติ โดยเฉพาะสายการบินที่ไม่มีการทำเฮดจิ้งน้ำมัน
ส่งผลให้สายการบินต่างๆ ต้องออกมาทยอยปรับขึ้นค่าโดยสาร รวมถึงค่าบริการต่างๆ อาทิ แอร์เอเชีย เอ็กซ์ ปรับขึ้นค่าโดยสาร 31-40 % “ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส” ไม่เพียงปรับขึ้นค่าตั๋ว ยังปรับขึ้นค่าโหลดกระเป๋าใต้ท้องเครื่องบินอีก 10 ดอลลาร์สหรัฐ(ราว 370 บาท) ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซีย ไฟเขียวสายการบินในประเทศ ปรับขึ้นค่าโดยสาร 9-13% เป็นเวลา 2 เดือน
“คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันทุกเส้นทางอีก 34% เริ่มตั้งแต่เดือนเม.ย.นี้ “แอร์เอเชีย” ปรับขึ้นราคาค่าโดยสารรวมประมาณ 30-40% และปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิงอีกราว 20% “บางกอกแอร์เวย์ส” ปรับขึ้นค่าตั๋วเครื่องบิน 15-20% การบินไทย ปรับขึ้นค่าตั๋ว 10-15% “โคเรียนแอร์” ปรับขึ้นค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่ม 7 เท่า
วิกฤตการขาดแคลนน้ำมัน ซ้ำเติมธุรกิจการบิน
อย่างไรก็ตามไม่เพียงแต่สายการบินต้องเผชิญกับต้นทุนราคาน้ำมันที่เพิ่มสูง สายการบินกำลังจะมีปัญหา “ขาดแคลนน้ำมันเครื่องบิน”
ล่าสุด “สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ” หรือ “IEA” ออกโรงเตือนวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ระบุยุโรปอาจเหลือ “น้ำมันเครื่องบิน” สำรองไว้ใช้ได้อีกเพียง 6 สัปดาห์ และอาจต้องเริ่ม “ยกเลิกเที่ยวบิน” ในเร็วๆ นี้ หากเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังถูกปิดตายจากสงครามอิหร่าน
สอดคล้องกับ “สภาสมาคมท่าอากาศยานระหว่างประเทศภูมิภาคยุโรป” หรือ ACI Europe ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนก่อนหน้านี้ถึงคณะกรรมาธิการยุโรปด้านการขนส่งว่าหากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังไม่กลับสู่ภาวะปกติภายใน 3-6 สัปดาห์นี้ ยุโรปมีความเสี่ยงจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเครื่องบิน
ขณะเดียวกันก็ยังมีน้ำมันดิบจำนวนมากติดค้างอยู่ในพื้นที่อ่าวเปอร์เซีย บวกกับราคาน้ำมันเครื่องบินพุ่งขึ้นกว่า 2 เท่า และหลายประเทศมีสต๊อกสำรองเหลือเพียง 8-10 วัน
ACI จึงเรียกร้องให้สหภาพยุโรป หรือ EU เร่งดำเนินมาตรการสำคัญ ได้แก่ ประเมินอุปทานน้ำมันเทียบกับความต้องการ การหาแหล่งนำเข้าทางเลือก ตรวจสอบความเสี่ยงของการขนส่งเชื้อเพลิงภายในยุโรป ประเมินปริมาณสำรองเชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ และเสนอให้มีมาตรการเร่งด่วน เช่น การผ่อนคลายข้อจำกัดการนำเข้าน้ำมันอากาศยาน
รวมถึงกฎด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วนของ EU การจัดซื้อเชื้อเพลิงแบบรวมศูนย์ และการสนับสนุนภาครัฐต่อสายการบิน สนามบิน และผู้ให้บริการภาคพื้น
สายการบิน ทยอยยกเลิกลดเที่ยวบิน
สำหรับสถานการณ์น้ำมันเครื่องบินในเวลานี้ จึงเริ่มตึงตัวในหลายสนามบิน โดยในภาคเหนือของอิตาลี เช่น มิลาน ลีนาเต, โบโลญญา, เวนิส และ เตรวิโซ ต้องใช้มาตรการจำกัดการเติมน้ำมัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการบินหลายเส้นทาง ขณะที่สายการบินทั่วโลกเริ่มปรับแผนรับมือ โดยทยอยประกาศลดเที่ยวบิน ยกเลิกเที่ยวบิน และควบรวมเที่ยวบินกันถ้วนหน้าแล้ว
การปรับลดเที่ยวบินเกิดจากทั้ง การขาดแคลนเชื้อเพลิง ต้นทุนน้ำมันอากาศยานที่เพิ่มสูงขึ้น และราคาน้ำมันที่มีความผันผวน ทำให้สายการบินส่วนใหญ่จะยกเลิกเที่ยวบินในเส้นทางบินที่มีความถี่สูงในแต่ละวัน ยกเลิกและรวมเส้นทางบิน เพื่อลดต้นทุน
อย่าง “ไรอันแอร์” สายการบินราคาประหยัดสัญชาติไอริช ที่เน้นให้บริการเส้นทางบินภายในทวีปยุโรป ได้ยกเลิกเที่ยวบินไปกว่า 1,000 เที่ยวบินในเดือนเมษายน สายการบิน “เคแอลเอ็ม” (เนเธอร์แลนด์) ลดเที่ยวบินในเครือข่ายยุโรปลง 1% ล่าสุดประกาศยกเลิก 160 เที่ยวบินในเดือนหน้า
“สายการบินบียอนด์” ระงับเที่ยวบินยุโรป-มัลดีฟส์ ตลอดช่วงฤดร้อนปีนี้ “ลุฟฮันซ่า ซิตี้ไลน์” สายการบินในเครือลุฟท์ฮันซ่า ประกาศปลดระวางเครื่องบิน CRJ-900 จำนวน 27 ลำ ลดบทบาทของซิตี้ไลน์
“เดลต้า แอร์ไลน์ส” ลดกำลังการบินลง 3.5% “Norse Atlantic” ระงับการขายตั๋วเส้นทางจากลอนดอน ไปยังลอสแอนเจลิส ในช่วงฤดูร้อนนี้ “บริติซ แอร์เวย์ส” ระงับเที่ยวบินในตะวันออกกลาง อาทิ ลอนดอน-เจดดาห์ ถึง 24 เม.ย.นี้ เลื่อนกลับมาเปิดบินลอนดอน-ริยาด ส่วนเส้นทางอื่นๆ อย่างโดฮา ดูไบ เทลอาวีฟ จะกลับมาให้บริการได้ไม่เร็วกว่าวันที่ 1 ก.ค.นี้
“รัสเซีย”ปรับลดเป้าหมายการผลิตเครื่องบินพาณิชย์เหลือ 570 ลำ ภายในปี 2035 ลดลงจากเดิมที่มีมากกว่า 600 ลำ ในปี 2030 จากผลกระทบสงครามและมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ
ในส่วนของสายการบินเอเชีย “คาเธ่ย์ แปซิฟิค” ลดเที่ยวบินลงราว 2% ระหว่างวันที่ 16 พ.ค.-1 มิ.ย.นี้ “HK Express” ลดเที่ยวบินมากกว่า 6% วันที่ 11 พ.ค.-30 มิ.ย.นี้ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์” ลดกำลังการผลิตลงราว 10% “เกรทเทอร์เบย์ แอร์ไลน์ส” สายการบินโลว์คอสต์สัญชาติฮ่องกง ได้ประกาศหยุดบินชั่วคราวเที่ยวบินเส้นทางบินระหว่างฮ่องกง-สุวรรณภูมิ รวม 114 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 11 พ.ค.-22 ก.ย.นี้
สายการบิน “อินโดนีเซีย แอร์เอเชีย” หยุดบินเส้นทางสุราบายา-ดอนเมือง ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.นี้ รวมถึงปรับลดเที่ยวบินในอีกหลายเส้นทางจากเข้าไทย อาทิ จากจาการ์ต้า เมดาน “สตาร์ลักซ์” ปรับลดเที่ยวบินเข้าไทย และอีกหลายเส้นทางในอาเซียน อาทิ โฮจิมินห์ ซิตี้ จาการ์ต้า สิงคโปร์ “ทีเวย์ แอร์” สายการบินของเกาหลีใต้ ปรับลดเที่ยวบินอินชอน-สุวรรณภูมิ รวมถึงหยุดบินเส้นทางแทกู-กรุงเทพ ถึงวันที่ 15 ก.ค.นี้
สายการบินของไทย หยุดบิน ลดเที่ยวบินเพียบ
สำหรับสายการบินของไทย ก็อ่วมหนัก เพราะเจอทั้งพิษน้ำมัน และการหดตัวของผู้โดยสาร ตอกย้ำผลกระทบอย่างหนักในช่วงโลว์ซีซันนี้
ล่าสุด “การบินไทย” เลื่อนเปิดบินฉางซา ประเทศจีน ไปเป็นเดือนมิ.ย.นี้แทน รวมถึงการปรับลดเที่ยวและยกเลิกเที่ยวบิน เส้นทางบินในประเทศและระหว่างประเทศ ในช่วงตลอดเดือนพ.ค.ลงเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเส้นทางบินที่ถูกยกเลิกไปมีทั้งหมดรวม กว่า 46 เที่ยวบิน
อาทิ เที่ยวบิน TG002 เส้นทาง กรุงเทพฯ - อุดรธานี TG040 เส้นทาง กรุงเทพฯ - ขอนแก่น TG695 เส้นทาง ฉางชา - กรุงเทพฯ TG922 เส้นทาง กรุงเทพฯ - แฟรงก์เฟิร์ต
ด้าน “ไทยแอร์เอเชีย” รหัส FD หยุดบินชั่วคราวเส้นทางสุวรรณภูมิ-นราธิวาส ดอนเมือง-ซีอาน, ภูเก็ต-เชนไน, ภูเก็ต-โกชิ, ฮ่องกง-โอกินาวา ไทยแอร์เอเชีย เอ็กซ์ รหัส XJ ประกาศหยุดบินชั่วคราวเส้นทางดอนเมือง-เซี่ยงไฮ้, ดอนเมือง-ริยาด
ส่วน “ไทยไลอ้อนแอร์” หยุดบินชั่วคราวเส้นทางดอนเมือง-โซล วันที่ 9 พ.ค.-30 ก.ย.นี้ “นกแอร์” หยุดบินเส้นทางเชียงใหม่-อุดรธานี
สายการบิน ไทยเวียตเจ็ท หรือ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ จะหยุดทำการบินเส้นทางสุวรรณภูมิ - ฟุกุโอกะ ระหว่าง 11 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน จากเดิมที่มีตารางบิน 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์
รวมทั้งสายการบินยังหยุดทำการบินเส้นทางสุวรรณภูมิ - โกลกาตา ชั่วคราวไปจนถึง 31 พฤษภาคมด้วย จากเดิมทำการบิน 4 เที่ยวต่อสัปดาห์
นอกจากนั้นยังมีการลดความถี่เส้นทางสุวรรณภูมิ - พนมเปญ เตโช ระหว่าง 11 - 31 พฤษภาคม และลดความถี่เส้นทางในประเทศบางเส้นทางด้วยเช่นกัน
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ นับว่าเป็นอีกหนึ่งมรสุมของธุรกิจการบิน ที่จะเป็นบทพิสูญจน์การดำเนินธุรกิจของสายการบินครั้งใหญ่ หลังจากเผชิญกับผลกระทบจากโควิดไปก่อนหน้านี้






