
เจนใหม่ ‘เพ ลา เพลิน’ พลิกโมเดลสู่ศูนย์การเรียนรู้ ชู ‘วาซาบิ’ ปั้นมาร์จิ้น
เมื่อรายได้จากค่าเข้าชมแหล่งท่องเที่ยวไม่ใช่คำตอบของความยั่งยืน การบริหาร ‘เพ ลา เพลิน’ ในยุคเจนใหม่ จึงพลิกโมเดลในการสร้างรายได้ ขยับจากธุรกิจท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน สู่ศูนย์การเรียนรู้ พร้อมรุกต่อยอดวาซาบิ ปั้นมาร์จิ้น 20% เจาะลึกกลยุทธ์การบริหารธุรกิจ ผ่านมุมมอง “ประณัย สายชมภู” หรือ “ปอนด์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เพ ลา เพลิน บูติค รีสอร์ท จำกัด
ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20%
คุณปอนด์ ฉายมุมมองการดำเนินธุรกิจของ เพ ลา เพลิน โดยสะท้อนว่า ในช่วงปี 2568 ถือเป็นปีที่หนักที่สุดปีหนึ่งของธุรกิจ นับตั้งแต่ก่อตั้งมา จากเหตุอุบัติเหตุรถบัสไฟไหม้ช่วงปลายปี 2567 ส่งผลกระทบยาวถึงต้นปี 2568 ทำให้สถานศึกษาและผู้ปกครองเกิดความกังวลด้านความปลอดภัย จนนำไปสู่การชะลอหรือยกเลิกกิจกรรมทัศนศึกษาในหลายพื้นที่ ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนในช่วงกลางปีและปลายปี 2568 แม้พื้นที่โครงการจะอยู่ห่างจากจุดปะทะกว่า 140 กิโลเมตร แต่ภาพข่าวส่งผลให้กลุ่มทัวร์หายไปถึง 70-80% ในช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามวิกฤตในปี 2568 เป็นเพียงตัวเร่งให้การปรับตัวเกิดเร็วขึ้นเท่านั้น เนื่องจาก เพ ลา เพลิน เริ่มปรับแผนธุรกิจมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 หลังเห็นสัญญาณชัดเจนว่าพฤติกรรมนักท่องเที่ยวหลังโควิด-19 เปลี่ยนไปอย่างถาวร ไม่ใช่เพียงการชะลอตัวชั่วคราว
ในมุมมองของผู้ประกอบการสิ่งที่เปลี่ยนจริงไม่ใช่แค่ปริมาณนักท่องเที่ยว แต่คือวิธีคิด และวิธีตัดสินใจของผู้บริโภค ซึ่งมีความรอบคอบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งด้านงบประมาณ ความคุ้มค่า และความจำเป็นในการเดินทาง เมื่อก่อนขายบัตรเข้าชมก็อยู่ได้แล้ว
แต่วันนี้มันไม่ใช่ นักท่องเที่ยวคิดละเอียดวางแผนล่วงหน้า ใช้ข้อมูลจากแอปพลิเคชันและออนไลน์เข้ามาช่วยตัดสินใจ ทุกการเดินทางต้องคุ้มค่า โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยว FIT หรือผู้เดินทางด้วยตนเอง ที่แทบไม่ตัดสินใจแบบฉับไวเหมือนในอดีต จากเดิมที่สามารถเดินทางแบบค่ำไหนนอนนั่น แต่ปัจจุบันต้องมีการเปรียบเทียบที่พัก โปรโมชั่น และค่าใช้จ่ายล่วงหน้า
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลต่อธุรกิจ Wellness ภายในโครงการด้วยเช่นกัน ปัจจุบันแทบไม่พบลูกค้าแบบ Walk-in ที่เข้ามาใช้บริการทันที ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าเดิม ที่เคยใช้บริการแล้ว เกิดการบอกต่อแบบปากต่อปาก หรือเป็นลูกค้าที่เข้าพัก เห็นบริการ และกลับมาวางแผนใช้บริการในครั้งถัดไป
สำหรับภาพรวมปี 2569 มีแนวโน้มดีกว่าปีที่ผ่านมา แต่หัวใจสำคัญของแผนธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การรอจำนวนนักท่องเที่ยวฟื้นตัว หากอยู่ที่การยกระดับพื้นที่และกิจกรรมภายในให้สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาไปสู่กิจกรรมเชิงวิชาการที่สามารถต่อยอดได้จริง ซึ่งเป้าหมายปีนี้ เพ ลา เพลิน คาดว่ารายได้รวมมีโอกาสเติบโตมากกว่า 20% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากกลุ่มการศึกษา การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการเพิ่มการใช้จ่ายภายในพื้นที่ ซึ่งกว่าครึ่งเป็นสินค้าที่บริษัทผลิตเอง ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนและเพิ่มมาร์จิ้นได้ดีขึ้น
ชูโมเดล “ศูนย์การเรียนรู้” รายได้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตามจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป เพ ลา เพลิน จึงตัดสินใจปรับบทบาทของพื้นที่จากแหล่งท่องเที่ยวเชิงพักผ่อน ไปสู่การเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” อย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายหลัก จากนักท่องเที่ยวทั่วไป มาเป็นกลุ่มโรงเรียน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานการศึกษา (สกร. และ กศน.) แม้กลุ่มนี้จะมีกำลังซื้อต่อหัวไม่สูง แต่มีจุดแข็งที่จำนวนผู้เข้าร่วมสม่ำเสมอ ช่วยให้บริหารรายได้ภาพรวมได้นิ่งกว่า
อีกทั้งกลยุทธ์สำคัญ คือ การพัฒนา “Pap Academy” ยกระดับกิจกรรมเดิมอย่าง SIAM FOSSIL และช้างดึกดำบรรพ์อีสาน ให้เป็นหลักสูตรเชิงลึกที่มีวิทยากรเฉพาะทาง มีการลงมือปฏิบัติ และออกใบรับรอง (Certificate) เพื่อให้เยาวชนนำไปใช้ทำพอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้จริง นอกจากนี้ยังมีหลักสูตร “หมอไทยจูเนียร์” และหลักสูตรนวดมาตรฐาน เพื่อตอบโจทย์การสร้างอาชีพ
ในด้านกลยุทธ์การขาย บริษัทหันมาใช้ Direct Sales เป็นหลัก โดยมีทีมขายประจำในภาคอีสาน กรุงเทพฯ และภาคกลาง รวมถึงทีมในพื้นที่เพชรบุรี เข้าไปนำเสนอโปรแกรมกับโรงเรียน หน่วยงาน และองค์กรโดยตรง แทนการพึ่งพาช่องทางท่องเที่ยวแบบเดิม
ขณะเดียวกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพื้นที่ เพ ลา เพลิน ยังขยายฐานกิจกรรมไปยังสาขาแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี แม้จะเป็นสาขาขนาดเล็ก แต่ใช้แนวทางจับมือกับรีสอร์ทและโรงแรมใกล้เคียง ให้ลูกค้าเข้าพักในพื้นที่รอบนอก และเข้ามาทำกิจกรรมภายในโครงการสร้างประโยชน์ร่วมกันในระดับท้องถิ่น
นอกจากนี้บริษัทยังใช้ช่วงที่การท่องเที่ยวชะลอตัว เร่งพัฒนาธุรกิจการผลิตสินค้า โดยอาศัยโรงงานสมุนไพร โรงงานเครื่องสำอาง และโรงงานผลิตสาโท เพื่อรองรับตลาดในช่วงเวลาต่าง ๆ ของปี เช่น กลุ่มข้าราชการใกล้เกษียณ ผ่านสินค้า OEM และของที่ระลึก ช่วยสร้างรายได้เสริมในช่วงโลว์ซีซัน
ต่อยอด“วาซาบิ”สู่เครื่องสำอาง
อีกหนึ่งจิ๊กซอว์สำคัญคือ การยกระดับพืชเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์นวัตกรรม โดย เพ ลา เพลิน ประสบความสำเร็จในการปลูกวาซาบิเชิงพาณิชย์ร่วมกับโครงการบ้านไร่ในพระราชดำริ ตั้งแต่ขั้นตอนการวิจัยและทดลองปลูก จนปัจจุบันสามารถปลูกวาซาบิได้จริงในเชิงพาณิชย์ ทำให้โจทย์ถัดไปไม่ใช่แค่การขายผลผลิตให้ร้านอาหารญี่ปุ่นหรือส่งออกแต่คือการต่อยอดมูลค่าเพิ่มจากทั้งหัวและส่วนเหลือใช้ของพืช
บริษัทมองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากวาซาบิทั้งต้น โดยเฉพาะ “ใบวาซาบิ”ที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและดูแลหนังศีรษะ ซึ่งจะนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ลดรังแคและดูแลผิวหนัง นับเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและเปิดตลาดใหม่ที่ยังมีคู่แข่งน้อยในไทย
“วันนี้ในไทยยังแทบไม่มีแบรนด์เครื่องสำอางที่ใช้สารสำคัญจากวาซาบิโดยตรง แต่เราปลูกเอง และสามารถสกัดสารสำคัญมาใช้ได้แล้ว จึงมองว่าเป็นอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจ”
โดยสารสำคัญจากวาซาบิไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะด้านอาหารเท่านั้น แต่ยังมีคุณสมบัติเด่นด้านการต้านการอักเสบ และการดูแลผิวและหนังศีรษะ ซึ่งปัจจุบันกำลังพัฒนา “สารสกัดจากวาซาบิ” โดยร่วมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สุขภาพสามารถนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงสุขภาพและความงามได้
สำหรับเป้าหมายในปีนี้ วาซาบิจะเป็นหนึ่งในหมวดสินค้าที่ เพ ลา เพลิน ตั้งใจผลักดันให้เกิดการรับรู้มากขึ้น ควบคู่กับธุรกิจท่องเที่ยวและการศึกษา โดยจะเริ่มจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบ การสร้างเรื่องราวของวาซาบิในมิติสุขภาพและนวัตกรรม และการสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคที่สนใจด้าน Wellness และเกษตรมูลค่าสูง
ในด้านกลยุทธ์การตลาดบริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาการใช้ KOLและ KOC เฉพาะกลุ่มโดยเน้นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์จริงด้านสุขภาพ ความงาม และการดูแลหนังศีรษะ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและการยอมรับในระยะยาว






