
3 แคนดิเดต รมว.คมนาคม เดิมพันใหญ่ สามมิต – บุรีรัมย์ - ประชาชน
เลือกตั้ง 2569 ชิงเก้าอี้กระทรวงคมนาคม งบลงทุนมหาศาล–เมกะโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์ เพื่อไทย ภูมิใจไทย ประชาชน วางตัวเต็งต่างแนว เดิมพันโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว
KEY
POINTS
- สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย (กลุ่มสามมิตร) เป็นแคนดิเดตที่มีประสบการณ์สูง ชูนโยบายสานต่อรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ
- พิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย (สายบุรีรัมย์) เป็นตัวเต็งที่จะผลักดันเมกะโปรเจกต์ "แลนด์บริดจ์" และขยายโครงข่ายคมนาคมสู่ภาคใต้ โดยอาศัยความเชี่ยวชาญในการดึงดูดการลงทุน
- สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ จากพรรคประชาชน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่เสนอนโยบายเปลี่ยนทิศทางจากการสร้างถนนขนาดใหญ่ มาเป็นการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะสำหรับทุกคน เช่น รถเมล์ไฟฟ้าและตั๋วร่วมราคาถูก
ท่ามกลางเกมจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งปี 2569 “กระทรวงคมนาคม” ถูกยกให้เป็นกระทรวงเกรด A+ ที่ทุกพรรคการเมืองต้องการครอบครอง ไม่ใช่เพียงเพราะงบประมาณลงทุนระดับมหาศาล หากแต่เป็นศูนย์กลางของเมกะโปรเจกต์เชิงยุทธศาสตร์ที่สามารถกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ตั้งแต่รถไฟฟ้า โครงการรางคู่ รถไฟความเร็วสูง ไปจนถึงแลนด์บริดจ์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
กระทรวงนี้คือกลไกสร้าง “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” ผ่านการอัดฉีดการลงทุนขนาดใหญ่เข้าสู่ระบบ สร้างงาน กระจายรายได้ และเชื่อมโยงภูมิภาคเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก
ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านสัญญาสัมปทาน การกำกับรัฐวิสาหกิจ และการจัดลำดับความสำคัญโครงการ
สำหรับพรรคเพื่อไทย แคนดิเดตว่าที่ รมว.คมนาคม คือ "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ที่ก่อนหน้านี้ได้ดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลแพทองธาร โดยปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยและที่ปรึกษาคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย อีกทั้งยังเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 ของพรรคเพื่อไทย
จุดแข็งของนายสุริยะ ถือเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ยาวนาน โดยเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใน 4 รัฐบาล และมีสายสัมพันธ์กว้างขวาง ทั้งในฐานะแกนนำกลุ่มสามมิตรและบทบาทสำคัญในพรรคเพื่อไทย
ซึ่งมีความสามารถในการจัดการปัญหาการเมืองภายในรัฐบาล และบารมีในการกำกับดูแลข้าราชการประจำในกระทรวงคมนาคม ระดับอธิบดีและบอร์ดรัฐวิสาหกิจได้อย่างเด็ดขาด ซึ่งจำเป็นมาก
สำหรับกระทรวงที่มีโครงการซับซ้อนและงบประมาณสูง ในช่วงที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทย ยังคงยึดถือระบบ "อาวุโสและผลงาน" โดยนายสุริยะในฐานะอดีตรองนายกฯ และ รมว.คมนาคม มีผลงานชัดเจนในเรื่องการผลักดันรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ซึ่งได้นำร่องให้บริการแล้ว 2 สาย คือ รถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่เป็นนโยบายหาเสียงหลัก
นอกจากนี้แนวโน้มและความน่าจะเป็น พรรคเพื่อไทยจะไม่ยอมเสียกระทรวงนี้ให้ใครหากได้เป็นแกนนำ เพราะคมนาคม คือ หัวใจหลักในการสร้าง "ตัวคูณทางเศรษฐกิจ" (Multiplier Effect) ผ่านการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่เพื่อหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจฐานราก
โดยนโยบายหลักคือ การสานต่อโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชื่อมโยงการคมนาคม (Smart Logistics)
สำหรับพรรคภูมิใจไทย แคนดิเดตว่าที่ รมว.คมนาคม คือ "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" ที่ผ่านมาเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
โดยปัจจุบันยังคงเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาลอนุทิน ที่อยู่ระหว่างเป็นรัฐบาลรักษาการในช่วงระหว่างที่มีการเลือกตั้ง 2569
จุดแข็งของนายพิพัฒน์ คือความใจถึงพึ่งได้ในการเจรจากับกลุ่มทุน และการประสานงานข้ามกระทรวงที่ราบรื่น แม้นายพิพัฒน์จะมีพื้นฐานจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงแรงงาน
แต่ในเชิงกลยุทธ์ภายในพรรคภูมิใจไทย นายพิพัฒน์คือ "ขุนพลสายใต้" และเป็นมือบริหารระดับ C-Level ที่ได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบ้านใหญ่บุรีรัมย์
ทั้งนี้แนวโน้มและความน่าจะเป็น หากพรรคภูมิใจไทยมีการโยกนายพิพัฒน์มาคุมกระทรวงคมนาคม คือ การการันตีว่าโครงการ "แลนด์บริดจ์" และการขยายโครงข่ายคมนาคมลงสู่ภาคใต้จะถูกขับเคลื่อนด้วยความเป็นมืออาชีพด้านการดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ซึ่งนายพิพัฒน์มีความเชี่ยวชาญ
จากการคุมกระทรวงแรงงานและกระทรวงการท่องเที่ยวฯมาก่อน โดยนโยบายหลักเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ และการผลักดันระบบขนส่งมวลชนในหัวเมืองภูมิภาค
ขณะที่พรรคประชาชน แคนดิเดตว่าที่ รมว.คมนาคม คือ "สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ" ที่ก่อนหน้านี้เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมักจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลบ่อยครั้ง
โดยเฉพาะการอภิปรายถึงประเด็นด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน
จุดแข็งของนายสุรเชษฐ์ คือ เก่งและเชี่ยวชาญข้อมูลเชิงลึกด้านวิศวกรรมและเศรษฐศาสตร์ขนส่งที่แข็งแกร่ง สามารถตอบโต้ด้วยตัวเลขได้ทันที และมุ่งเน้นการแก้ปัญหาสัญญาผูกขาด
ถือเป็น "ตัวตึง" ด้านคมนาคมของพรรคมาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล มีดีกรีเป็นด็อกเตอร์ด้านวิศวกรรมขนส่ง และเป็นผู้ที่เกาะติดการตรวจสอบเมกะโปรเจกต์ของกระทรวงคมนาคมมาตลอด 2 สมัย
อย่างไรก็ดีแนวโน้มและความน่าจะเป็น หากพรรคประชาชนได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายสุรเชษฐ์ถือเป็นแคนดิเดตที่น่าจับตาแบบไร้คู่แข่งโดยเฉพาะนโยบายที่ฉีกแนวจากเดิมอย่างสิ้นเชิง คือการ "เลิกถมงบประมาณลงถนน" แล้วเปลี่ยนมาเป็น "ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน"
โดยนโยบายหลักคือ การสร้างระบบ Feeder และรถเมล์ไฟฟ้า (Nano Bus) ใน 15 หัวเมืองใหม่ ตั๋วร่วม 8-45 บาท และการใช้งบประมาณซ่อมสร้างถนนอย่างทั่วถึงตามสัดส่วนประชากรมากกว่าการกระจุกตัวในโครงการใหญ่
อย่างไรก็ดีในศึกเลือกตั้งครั้งนี้ สุดท้ายแล้วพรรคไหนจะได้เข้ามาเป็นรัฐบาล และได้ครองเก้าอี้เสนาบดีกระทรวงเกรดเอพลัสแห่งนี้ อีกไม่นานคงได้รู้กัน





