

KEY
POINTS
วันที่ 26 มกราคม 2569 แนวคิด “สัญชาติจากการลงทุน” (Citizenship by Investment: CBI) หรือที่เรียกว่า “สัญชาติเศรษฐกิจ” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือด้านการวางแผนความมั่งคั่งและการเคลื่อนย้ายระดับโลกที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในหมู่นักลงทุนต่างชาติ โดยเป็นกลไกทางกฎหมายที่เปิดโอกาสให้บุคคลได้รับสัญชาติของประเทศหนึ่งผ่านการสนับสนุนทางการเงินต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้น
หลายประเทศใช้กรอบนี้เพื่อดึงดูดเงินทุน กระตุ้นการเติบโต และสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศผ่านทางเลือกการลงทุน เช่น อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในธุรกิจ หรือพันธบัตรรัฐบาล โดยผู้ลงทุนจะได้รับสัญชาติเต็มรูปแบบเป็นการตอบแทน พร้อมสิทธิประโยชน์สำคัญ เช่น การเดินทางโดยไม่ต้องขอวีซ่า โอกาสทางธุรกิจ และความเป็นไปได้ในการบริหารภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
หนึ่งในโครงการที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางคือ โครงการสัญชาติจากการลงทุนของเครือรัฐโดมินิกา ประเทศในแถบแคริบเบียน ซึ่งถือเป็นเส้นทางสู่ “สัญชาติที่สอง” ที่มั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคแคริบเบียน โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 1993
โครงการของโดมินิกาเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้รับสัญชาติผ่าน 2 ช่องทางหลัก ได้แก่
ทั้งสองเส้นทางกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ และให้สิทธิประโยชน์ด้านสัญชาติเท่าเทียมกัน จุดขายสำคัญ เดินทางได้กว่า 140 ประเทศ ไม่มีข้อกำหนดพำนัก
หนึ่งในข้อได้เปรียบหลักของพาสปอร์ตโดมินิกาคือการเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทาง โดยผู้ถือพาสปอร์ตสามารถเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่า หรือขอวีซ่าเมื่อเดินทางถึง ได้มากกว่า 140 จุดหมายปลายทาง รวมถึงเขตเชงเกนของสหภาพยุโรป ฮ่องกง และสิงคโปร์
ขณะเดียวกัน กระบวนการสมัครยังถูกระบุว่าค่อนข้างตรงไปตรงมา และที่สำคัญคือ ไม่มีข้อกำหนดการพำนักอาศัยจริง ทำให้นักลงทุนสามารถดำเนินธุรกิจทั่วโลกได้ตามปกติ
สิทธิประโยชน์ด้านภาษี ไม่เก็บภาษีรายได้ทั่วโลก
โดมินิกามีโครงสร้างภาษีที่เอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติ โดยไม่มีการจัดเก็บภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นนอกประเทศ รวมถึงไม่มีภาษีความมั่งคั่งและภาษีมรดก
สิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ระบุไว้ ได้แก่
โดมินิกาอนุญาตให้ถือสองสัญชาติได้โดยไม่มีข้อจำกัด นักลงทุนสามารถคงสัญชาติเดิมไว้ได้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ การเปิดให้รวมสมาชิกครอบครัวในใบสมัครเดียว โดยครอบคลุมถึงคู่สมรส บุตรที่อยู่ในความอุปการะ และบิดามารดาหรือปู่ย่าตายายที่เข้าเกณฑ์
ตุรกีเร่งดึงทุนต่างชาติ เปิดทาง “พาสปอร์ตที่สอง” ผ่านลงทุนขั้นต่ำ 4 แสนดอลลาร์
ตุรกีประเทศในยุโรปและตะวันออกกลาง โดยรัฐบาลตุรกียังคงเดินหน้าใช้โครงการ “สัญชาติโดยการลงทุน” (Citizenship by Investment: CBI) เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยเปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสินทรัพย์สุทธิสูง สามารถได้รับสัญชาติตุรกีและพาสปอร์ตที่สองผ่านการลงทุนในเศรษฐกิจประเทศ ทั้งในภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการเงิน และการสร้างงาน
แม้ตุรกีอาจไม่ใช่เป้าหมายอันดับต้น ๆ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือหลายสัญชาติเมื่อเทียบกับประเทศในยุโรปตะวันตกหรือแคริบเบียน แต่ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ตุรกีกำลังกลายเป็น “ศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่” ของภูมิภาคที่เชื่อมต่อยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง พร้อมบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ด้านการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์
เกณฑ์ลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบตลาดโลก เริ่มต้นอสังหาฯ 4 แสนดอลลาร์
หัวใจสำคัญของโครงการ CBI ตุรกี คือการกำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำที่ค่อนข้างเข้าถึงได้ โดยเฉพาะช่องทางอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเริ่มต้นที่ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ และต้องถือครองอย่างน้อย 3 ปี
ขณะที่ช่องทางการลงทุนอื่น เช่น เงินฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือร่วมลงทุน (REIF/VC Fund) หรือการลงทุนธุรกิจแบบทุนถาวร จะกำหนดขั้นต่ำที่ 500,000 ดอลลาร์ และต้องถือครอง 3 ปีเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีทางเลือกด้านการสมทบระบบบำนาญเอกชนที่ 500,000 ดอลลาร์ หรือการสร้างงานผ่านการจ้างแรงงานชาวตุรกีอย่างน้อย 50 คน
พาสปอร์ตตุรกีเพิ่ม “Mobility” เดินทางได้กว่า 110 ประเทศ
หนึ่งในแรงจูงใจหลักของนักลงทุนคือ “ความคล่องตัวในการเดินทาง” โดยพาสปอร์ตตุรกีให้สิทธิเดินทางแบบไม่ต้องขอวีซ่า วีซ่าเมื่อเดินทางถึง หรือ eTA รวมกว่า 110–116 ประเทศ
จุดแข็งนี้ช่วยให้นักธุรกิจสามารถเดินทางเชิงพาณิชย์ได้สะดวกขึ้น และลดต้นทุนด้านเวลาในการขอวีซ่า โดยตุรกีมีความสัมพันธ์ทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างยุโรปและเอเชีย ขณะเดียวกัน ผู้ถือพาสปอร์ตตุรกียังสามารถขอวีซ่าระยะยาวเข้าสหรัฐฯ และกลุ่มเชงเก้นได้ง่ายขึ้นในบางกรณี
ไม่มีข้อบังคับพำนักขั้นต่ำ แต่ต้องมี “ใบอนุญาตนักลงทุน” ในขั้นตอนแรก
แม้ตุรกีจะไม่มีข้อกำหนดให้ผู้สมัครต้องพำนักในประเทศเป็นระยะเวลาขั้นต่ำหลังได้รับสัญชาติ แต่ในกระบวนการสมัคร ผู้ลงทุนต้องขอใบอนุญาตพำนักระยะสั้นประเภทนักลงทุน (Investor Residence Permit) ตามมาตรา Article 31(1)(j)
นอกจากนี้ การออกพาสปอร์ตและบัตรประชาชนจะต้องมีการเก็บข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) เช่น ลายนิ้วมือและรูปถ่ายมาตรฐาน
ระยะเวลาดำเนินการของโครงการอยู่ที่ประมาณ 4–9 เดือน โดยทั่วไปเฉลี่ยราว 6–8 เดือน
กฎกำกับเข้มงวด โดยเฉพาะเส้นทางอสังหาริมทรัพย์
แม้เกณฑ์เงินลงทุนจะไม่สูงเกินไป แต่ตุรกีกำหนดมาตรการกำกับดูแลเข้มข้น โดยเฉพาะการซื้ออสังหาริมทรัพย์ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ เช่น
นักลงทุนสามารถรวมหลายอสังหาริมทรัพย์เพื่อให้ครบ 400,000 ดอลลาร์ได้ในกรณีซื้อแบบโฉนด แต่หากเป็นสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่รับรองโดยโนตารี ต้องมีวงเงินครบใน “สัญญาฉบับเดียว” ตามกฎปี 2023
ครอบคลุมทั้งครอบครัว ถือสองสัญชาติได้ตลอดชีวิต
อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้โครงการตุรกีแข่งขันได้ คือการเปิดให้ถือสองสัญชาติ (Dual Citizenship) ผู้สมัครไม่ต้องสละสัญชาติเดิม สมาชิกครอบครัวที่รวมในคำขอได้ ได้แก่
แต่ไม่ครอบคลุมบิดามารดาหรือพี่น้องของผู้สมัครหลัก สัญชาติที่ได้รับมีผลตลอดชีวิต หากปฏิบัติตามข้อกำหนดการถือครองการลงทุนครบ 3 ปี ภาษีขึ้นกับการพำนัก ไม่ใช่การถือสัญชาติ
ในมิติภาษี ตุรกีใช้หลัก “ถิ่นพำนัก” ไม่ใช่ “สัญชาติ” เป็นตัวกำหนดภาระภาษี หากอยู่ในตุรกีเกิน 183 วันต่อปี จะถือเป็นผู้พำนักภาษี และต้องเสียภาษีจากรายได้ทั่วโลก (อัตราก้าวหน้า 15–40%) หากไม่ถึงเกณฑ์ จะเสียภาษีเฉพาะรายได้ที่เกิดในตุรกี
ตุรกียังมีสนธิสัญญาภาษีซ้อนกับมากกว่า 85 ประเทศ และไม่มีภาษีความมั่งคั่งหรือภาษีมรดกสำหรับพลเมืองที่ไม่เป็นผู้พำนัก
ตุรกีใช้ “สัญชาติโดยการลงทุน” เป็นหมากเศรษฐกิจระยะยาว
ภาพรวมสะท้อนว่า ตุรกีกำลังใช้โครงการสัญชาติผ่านการลงทุนเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อดึงทุนจากต่างชาติ กระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ตลาดทุน และการจ้างงาน พร้อมสร้างแรงจูงใจผ่านพาสปอร์ตที่เพิ่ม Mobility และสิทธิการถือสองสัญชาติ
สำหรับนักลงทุนไทยและนักธุรกิจที่มองหา “พาสปอร์ตที่สอง” เพื่อกระจายความเสี่ยง เพิ่มโอกาสการเดินทาง และสร้างฐานลงทุนใหม่ ตุรกีถือเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่กำลังถูกจับตามองมากขึ้นในปี 2026 ภายใต้กฎกำกับดูแลที่เข้มงวดและต้องวางแผนอย่างเป็นระบบ
วานูอาตูเร่งขาย “พาสปอร์ตการลงทุน” ปี 2026 ชูจุดเด่นภาษีศูนย์–ออกพาสปอร์ตใน 60 วัน
วานูอาตูประเทศในภูมิภาคโอเชียเนีย (Oceania) และแอฟริกา (Africa) มีโครงการ “สัญชาติโดยการลงทุน” (Citizenship by Investment: CBI) ของประเทศวานูอาตูในปี 2026 ยังคงถูกจัดอยู่ในกลุ่มโปรแกรมที่รวดเร็วที่สุดของโลก ด้วยระยะเวลาดำเนินการเพียง 60-90 วัน และโครงสร้างที่เน้นความเรียบง่าย เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติได้รับพาสปอร์ตที่สองผ่านการบริจาคหรือการลงทุนตามเกณฑ์ที่กำหนด
จุดเด่นสำคัญของวานูอาตูคือการไม่เก็บภาษีจากรายได้ทั่วโลก (No tax on global income) ทำให้ประเทศเกาะเล็ก ๆ ในแปซิฟิกใต้แห่งนี้กลายเป็น “Plan B” ของนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้านภาษี เพิ่มทางเลือกด้านสัญชาติ และขยายพอร์ตพาสปอร์ตในยุคที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น
ลงทุนเริ่มต้น 1.3 แสนดอลลาร์ ทางเลือก CIIP ได้เงินคืนหลัง 4 ปี
หัวใจของโครงการสัญชาติวานูอาตูผ่านการลงทุนอยู่ที่ 2 ช่องทางหลัก ได้แก่
Vanuatu Development Support Programme (DSP) เป็นเส้นทาง “บริจาคครั้งเดียว” เข้ากองทุนรัฐบาล โดยผู้สมัครเดี่ยวต้องบริจาคขั้นต่ำ 130,000 ดอลลาร์ ขณะที่ครอบครัว 4 คนอยู่ที่ 180,000 ดอลลาร์ และเงินดังกล่าวไม่สามารถขอคืนได้
Vanuatu Capital Investment Immigration Plan (CIIP) เป็นทางเลือกที่ผสมระหว่าง “บริจาค + การลงทุนกองทุน” โดยกำหนดบริจาค 105,000 ดอลลาร์ และลงทุนเพิ่มอีก 50,000 ดอลลาร์ ในกองทุนที่รัฐบาลรับรอง ซึ่งสามารถไถ่ถอนคืนได้หลัง 4 ปี ทำให้ต้นทุนสุทธิในระยะยาวต่ำกว่า DSP อย่างมีนัยสำคัญ โครงการ CIIP ยังเปิดให้เลือกกองทุนลงทุนหลากหลาย เช่น ภาคอุตสาหกรรมมะพร้าว ภาคกาแฟ และกิจกรรมเศรษฐกิจอื่น ๆ ภายในประเทศ
ค่าใช้จ่ายรวมครอบครัว 4 คนแตะ 1.85 แสนดอลลาร์ พร้อมค่าตรวจสอบ Due diligence
ต้นทุนรวมของโครงการถูกกำหนดชัดเจน โดยข้อมูลปี 2026 ระบุว่า
อีกหนึ่งจุดขายของวานูอาตูคือการเปิดให้รวมสมาชิกครอบครัวได้กว้างกว่าหลายประเทศ โดยครอบคลุม
ขณะที่อายุพาสปอร์ตอยู่ที่ 10 ปี และปัจจุบันยังไม่มีข้อกำหนดพำนักหรือสัมภาษณ์
ขั้นตอน 8 สเต็ป เร็วสุดในอุตสาหกรรม ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน
กระบวนการสมัครสัญชาติวานูอาตูถูกออกแบบให้ชัดเจนเป็นลำดับ รวม 8 ขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมเอกสารส่วนบุคคล การยื่นผ่านตัวแทน DSP ที่ได้รับอนุญาต การตรวจสอบประวัติ ไปจนถึงการสาบานตนออนไลน์ โดยทั่วไป หลังผ่านการอนุมัติเบื้องต้น (Approval in Principle) ผู้สมัครจึงชำระเงินลงทุนเต็มจำนวน และจะได้รับหนังสืออนุมัติสัญชาติภายใน 2 สัปดาห์ ก่อนรับพาสปอร์ตผ่านสถานกงสุลใกล้ที่สุดภายใน 1 เดือน
วานูอาตูจึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในโครงการที่ “เร็วที่สุดในโลก” สำหรับอุตสาหกรรมการลงทุนเพื่อสัญชาติ
เพิ่มมาตรฐานตรวจสอบเข้ม หลังถูกยุโรปยุติฟรีวีซ่าเชงเก้น
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของพาสปอร์ตวานูอาตูคือการสูญเสียสิทธิเดินทางปลอดวีซ่าเข้าสู่เขตเชงเก้นของยุโรป
สหภาพยุโรปได้ยุติการยกเว้นวีซ่าเชงเก้นของวานูอาตูอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2024 หลังจากระงับสิทธิตั้งแต่ปี 2022 และหากจะกลับมาได้ ต้องมีข้อตกลงใหม่ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน
ประเด็นนี้ทำให้ความแข็งแกร่งของพาสปอร์ตวานูอาตูลดลงอย่างมีนัย แม้ยังเดินทางได้ราว 100 ประเทศ และยังเปิดทางเข้าสู่ฮ่องกง สิงคโปร์ รัสเซีย และอีกหลายประเทศในเอเชีย แอฟริกา และลาตินอเมริกา
จุดแข็งด้านภาษี “IC” ได้รับยกเว้นภาษีรายได้ 20 ปี
วานูอาตูยังเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีนโยบายภาษีเอื้อต่อผู้มั่งคั่งและนักลงทุนต่างชาติ โดยสามารถจัดตั้งสถานะผู้พำนักภาษี และจัดตั้งบริษัทระหว่างประเทศ (International Company: IC)
ภายใต้กฎหมาย International Companies Act บริษัท IC ได้รับการยกเว้นภาษีรายได้ ภาษีกำไรจากทุน และภาษีลักษณะเดียวกันนานถึง 20 ปี แม้ VAT มาตรฐาน 15% ยังมีผลกับการค้าในประเทศ
วานูอาตูยังเป็น “Plan B” แต่ต้องชั่งน้ำหนักหลังยุโรปปิด Schengen
ภาพรวมของโครงการสัญชาติโดยการลงทุนวานูอาตูปี 2026 สะท้อนว่า ประเทศยังคงใช้ “พาสปอร์ตการลงทุน” เป็นเครื่องมือดึงทุนต่างชาติ ด้วยความรวดเร็ว ค่าธรรมเนียมชัดเจน และจุดแข็งด้านภาษี
อย่างไรก็ตาม การสูญเสียสิทธิ Schengen ทำให้มูลค่าพาสปอร์ตลดลงในสายตานักลงทุนบางกลุ่ม ส่งผลให้ผู้สนใจต้องประเมินเป้าหมายด้าน Mobility และกลยุทธ์การถือสัญชาติที่สองอย่างรอบคอบมากขึ้น