‘การบินไทย’ เช่าเครื่องบินโบอิ้ง 787 รวม 10 ลำ เสริมฝูงบิน 100 ลำปีนี้

19 ม.ค. 2569 | 10:42 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ม.ค. 2569 | 13:24 น.

การบินไทย เดินหน้าเจรจาเช่าเครื่องบินโบอิ้ง 787 รวม 10 ลำ เสริมฝูงบิน 100 ลำปี 2569 คาดเจรจาแล้วเสร็จไม่กลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังบอร์ดไฟเขียวให้ดำเนินการได้ โดยจะเริ่มทยอยรับมอบในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.ปีนี้

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI  เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาสัญญาเช่าเครื่องบิน โบอิ้ง 787 ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวกว้าง จำนวน 10 ลำ หลังจากได้รับความเห็นชอบจากบอร์ดการบินไทย คาดว่าจะจบไม่เกินกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ และจะเริ่มทยอยรับมอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กรกฏาคมนี้ เพื่อนำมาเสริมทัพฝูงบิน

การบินไทย จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนเครื่องบินลำตัวแคบ เพื่อแก้ปัญหาที่การบินไทยจะขาดแคลนเครื่องบินลำตัวกว้าง เนื่องจากมีเครื่องบินลำตัวกว้างที่จะต้องปลดระวางในปีนี้อีก 10 ลำ ระหว่างรอรับมอบเครื่องบินใหม่โบอิ้ง 787 ที่การบินไทยได้สั่งซื้อไว้ 45 ลำ และจะทยอยรับเข้ามาตั้งแต่ต้นปี 2571

โดยเครื่องบินเช่าทั้ง 10 ลำ การบินไทยได้ เช่าเครื่องบินโบอิ้ง 787-8 ของไชน่า อีสเทิร์น แอร์ไลน์ส จำนวน 10 ลำ จากบริษัทผู้ให้เช่า (Lessor) คือ  Avolon ของไอซ์แลนด์ หลังจากที่บริษัทยอมลดราคาค่าเช่าให้การบินไทย

นอกจากนี้การบินไทย ยังได้เช่าเครื่องบินแอร์บัส เอ 321 นีโอ ซึ่งเป็นเครื่องบินลำตัวแคบ และเป็นเครื่องบินใหม่ จำนวน 32 ลำตั้งแต่ปี 2567  และล่าสุดเพิ่งทยอยรับมอบเครื่องบินลำแรกแล้ว และในปีนี้น่าจะเข้ามาจำนวน 16 ลำ  ซึ่งตามแผนจะรับมอบครบในอีก 3 ปี ภายใน 3 ปี (ปี 2569-2571)

โดยเป็นเครื่องบินใหม่ทั้งหมดจะเป็น New Generation เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะ Airbus A321 ประหยัดน้ำมันกว่ารุ่นเดิม 20% และลดปล่อย CO2 ในสัดส่วนเดียวกัน รวมถึงการตกแต่งภายในเน้นความพรีเมียมเพื่อให้แข่งขันในระดับโลกได้

การมีเครื่องบินเพิ่มขึ้น จะช่วยให้การบินไทยจะยังดำเนินตามยุทธศาสตร์ Network Airlines หรือการเป็นสายการบินที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อที่สมบูรณ์ ปัจจุบันมีเครื่องบิน 79 ลำ จากเดิมที่เคยมีสูงสุด 103 ลำ และบริษัทตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะมีเครื่องบินราว 100 ลำใกล้เคียงช่วงก่อนโควิด-19

การขยายฝูงบินจะทำให้ Capacity เพิ่มขึ้นกว่า 5% ในปี 69 คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเติบโตประมาณ 7% หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคน ประเมินผลประกอบการปีนี้ทั้ง EBITDA และรายได้รวมดีกว่าปี 68 แน่นอน ขณะที่ปีที่ผ่านมาถือว่าผลการดำเนินงานเป็นไปตามแผน ปัจจุบันบริษัทไม่มีขาดทุนสะสมและกลายเป็นกำไรสะสมแล้ว หากมีกำไรตามข้อบังคับคณะกรรมการจะพิจารณาจ่ายเงินปันผล

สำหรับปัญหาการผลิตเครื่องบิน (Capacity) ทั่วโลกยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ และตามคาดการณ์ของ IATA น่าจะต้องใช้เวลาอีก 5 ปี ส่วนความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ การบินไทยใช้กลยุทธ์ Network Airline โยกย้าย Capacity ไปยังจุดที่ไม่มีปัญหาเพื่อรักษารายได้

นอกจากนี้ ยังกระจายความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่ GDP โตต่ำ โดยเน้นรับผู้โดยสารที่เปลี่ยนเครื่อง (Transit) ไปยังเมืองที่สาม ไม่ได้พึ่งพาแค่ผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศไทยเพียงอย่างเดียว นายชาย กล่าวทิ้งท้าย

ด้านนายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ การบินไทย กล่าวว่า การเพิ่ม Airbus A321neo การบินไทยจะเน้นไปใช้ทำการบินในตลาดเอเชียและอาเซียน ได้แก่ จีน, อินเดีย และญี่ปุ่นตอนใต้ โดยจีน ปีนี้จะเปิดจุดบินเพิ่ม 4 เมือง ได้แก่ ฉงชิ่ง ฉางซา เซี่ยเหมิ่น เซินเจิ้น และเพิ่มความถี่ในเมืองเดิม, อินเดีย เพิ่มทั้งจุดบินและความถี่, CLMV เพิ่มความถี่การบินเช่นกัน ส่วนฮ่องกงจะเปลี่ยนมาใช้เครื่องแอร์บัส A321 แทนเครื่องรุ่นเดิมเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

บริษัทกำหนดนำ Airbus A321neo ลำแรกเข้าประจำการในฝูงบิน โดยเริ่มบินระหว่างวันที่ 22 ม.ค.-28 มี.ค.69 เที่ยวบิน TG413 กรุงเทพฯ-สิงคโปร์ เวลาออก 11.30-14.50 น. (เที่ยวบินแรก) , TG414 สิงคโปร์-กรุงเทพฯ เวลาออก 15.55-17.15 น. , TG221 กรุงเทพฯ-ภูเก็ต เวลาออก 18.30-20.00 น. , TG222 ภูเก็ต-กรุงเทพฯ เวลาออก 20.40-22.15 น. , TG331 กรุงเทพฯ-เดลี เวลาออก 23.25-02.20 น. (วันถัดไป) และ TG332 เดลี-กรุงเทพฯ เวลาออก 03.30 – 09.00 น.