หลังน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ แม้น้ำจะลดมาร่วมเดือนแล้ว แต่การฟื้นฟูด้านกายภาพของเมือง แม้ผู้ประกอบการบางส่วนจะเริ่มกลับมาเปิดให้บริการ แต่กลับยังพบว่าหลายธุรกิจส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี วันนี้ก็ยังไปต่อไม่ได้ จากมาตรการการช่วยเหลือของภาครัฐที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการในฟื้นธุรกิจได้อย่างแท้จริง
ทำให้ธุรกิจรายย่อยจำนวนมากก็ยังกำลังตัดสินใจว่าจะ "ไปต่อหรือพอแค่นี้" ทั้งสิ่งที่น่าเป็นห่วง คือ นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลัก เมินหาดใหญ่ ข้ามไปเที่ยวเมืองแทน จากเสน่ห์ของเมืองที่หายไป ท่ามกลางความพยายามในการกู้ตลาดกลับมาอีกครั้งของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
วิกฤตหาดใหญ่ ไม่เพียงกระทบเต็มๆจากผลกระทบในช่วงน้ำท่วมใหญ่ ที่ส่งผลต่อความเสียหายของบ้านเรือนและภาคธุรกิจในพื้นที่ ซึ่งทางหอการค้า ได้ประเมินภาพรวมผลกระทบอาจสูงถึงหลักแสนล้านบาท หากพิจารณาเฉพาะภาคโรงแรม ค่าซ่อมแซมอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ( เงินทุนซ่อมแซมโรงแรมตั้งแต่หลักล้านไปจนถึง 10 ล้านบาทต่อแห่ง และการสูญเสียโอกาสทางรายได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2568 สูงถึง 7,000 ล้านบาท
เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและมีการจัดงานใหญ่ เช่น การประชุมหอการค้า และ การจัดซีเกมส์ที่ต้องเปลี่ยนไปจัดที่อื่น ขณะที่ผู้ประกอบการได้อัด สต๊อกสินค้าไว้เต็มระบบเพื่อรองรับอย่างเต็มที่ แต่กลับเสียหายไปกับน้ำทั้งหมด
ที่ผ่านมาแม้หาดใหญ่น้ำจะลดมาร่วมเดือน แต่การฟื้นฟูธุรกิจกลับล่าช้ามาก โดยธุรกิจที่กลับมาเปิดได้เร็ว คือ ในช่วง 1-2 สัปดาห์หลังน้ำลด จะเป็นธุรกิจรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นร้านสะดวกซื้อ อย่าง เซเว่น ร้านกาแฟอเมซอน ร้านอาหารชื่อดัง เช่น โชคดีติ่มซำ ร้านบูรพารังนก
รวมถึงร้านค้าในตลาดกิมหยง ที่ต่างใช้ทุนเดิม หรือบางรายก็เป็นทุนก้อนสุดท้าย ทุ่มลงไปทยอยกลับมาเปิดให้บริการโดยเร็ว เพื่อกลับมาขายนักท่องเที่ยว ดีกว่าไม่มีรายได้เข้ามา บรรยากาศในตลาดกิมหยง จึงจะเห็นภาพการกลับมาเปิดให้บริการของร้านขายของเกินกว่า 70% แล้ว รวมถึงการเร่งฟื้นฟูร้านค้าเพื่อกลับมาเปิดให้บริการใหม่
ผู้ประกอบการในตลาดกิมหยง เปิดเผยว่า การเร่งกลับมาเปิดให้บริการโดยเร็ว ก็เพื่อกลับมามีรายได้ โดยการกลับมาเปิดครั้งนี้ก็ยังคงต้องจ่ายค่าเช่าแผงในราคาเดิม โดยใช้เงินทุนเดิมกลับมาสร้างตัวใหม่ โดยสินค้าอย่างเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วต่างๆ ก็สั่งมาจากกระบี่ ส่วนขนม ช็อกโกแลต ก็นำเข้ามาจากมาเลเซีย และญี่ปุ่น
หลังการกลับมาเปิดผู้ประกอบการก็พยายามใช้ช่องทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียของร้าน เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังนักท่องเที่ยวว่าได้กลับมาเปิดให้บริการแล้ว หรือ หากนักท่องเที่ยวยังไม่มา บางร้านก็จะมีบริการดีลิเวอรี่ ส่งถึงบ้านด้วย เพื่อประคองรายได้ในช่วงที่นักท่องเที่ยวยังไม่กลับมา
ขณะที่ธุรกิจร้านอาหาร สปา ผับ บาร์ ซึ่งเป็นสีสันของการท่องเที่ยวในพื้นที่ชั้นในของหาดใหญ่ เพิ่งจะกลับมาเปิดให้บริการได้ราว 20% เนื่องจากธุรกิจเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอี ในส่วนของธุรกิจโรงแรม ทางสมาคมโรงแรมหาดใหญ่ สงขลา ประเมินว่าภาพรวมเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โรงแรมกลับมาเปิดให้บริการแล้วประมาณ 50%
ส่วนอีกจำนวนหนึ่งยังอยู่ระหว่างการทำความสะอาด และปรับปรุงให้กลับมาเปิดได้ตามปกติ รวมถึงขณะนี้มีโรงแรมอีกบางส่วนที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจว่าจะกลับมาเปิดใหม่หรือปิดบริการไปก่อนดี
โดยจากข้อมูลพบว่า มีโรงแรมที่อยู่คู่หาดใหญ่มานานหลายสิบปีได้ตัดสินใจไม่ไปต่อแล้ว 1 แห่ง เนื่องจากต้องใช้เงินทุนในการปรับปรุงโรงแรมสูงมาก และยังไม่มั่นใจในความเสี่ยงของปี 2569 ว่าน้ำจะกลับมาซ้ำอีกหรือไม่ ซึ่งถือเป็นความกังวลสูงสุดของผู้ประกอบการในตอนนี้
ต่อเรื่องนี้ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่-สงขลา เปิดเผยว่า การฟื้นฟูธุรกิจของหาดใหญ่ที่ล่าช้า เนื่องจากน้ำท่วมกระทบต่องานระบบไฟฟ้า ไปจนถึงฝ้าเพดาน จากการประเมินกายภาพของพื้นที่ ส่วนใหญ่ยังต้องทำความสะอาดอยู่ ทั้งอาคาร บ้านเรือน สถานประกอบการ
รวมถึงถนนสาธารณะที่มีขยะสะสมปริมาณมาก ส่วนเหล่านี้ต้องการให้รัฐบาลเสริมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องจักรขนาดใหญ่เข้ามาช่วยทำความสะอาด เพราะหากปล่อยให้ชาวบ้าน อำเภอหรือจังหวัดทำกันเอง คงไม่มีกำลังมากขนาดนั้น ยิ่งปล่อยให้ฟื้นตัวตามธรรมชาติ ประเมินว่าคงใช้เวลาไม่น้อยกว่ากลางปี 2569 ถึงจะฟื้นได้ ซึ่งหาดใหญ่วันนี้เหมือนถูกลืมจากรัฐบาลไปแล้ว
ประกอบกับมาตรการเยียวยาที่ภาครัฐให้การช่วยเหลือ ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง เพราะหลักๆแล้ว คนภูเก็ตจะได้วงเงินกู้ฟื้นฟูและเงินเยียวยารวมกันประมาณ 1.29 แสนบาทเท่านั้น ประกอบด้วยเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท และเงินกู้ช่วยฟื้นฟูแบบไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 100,000 บาท โดยปลอดดอกเบี้ย 1 ปี
วงเงินนี้ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับความเสียหายจริง ซึ่งอาจจะเพียงพอแค่สำหรับร้านค้ารถเข็น แต่ไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจที่มีอาคารพาณิชย์ หรือร้านกาแฟ หรือร้านอาหารที่อุปกรณ์มีราคาสูง
จากการประเมินเบื้องต้นในกลุ่มธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยว พบว่ามีโรงแรมในหาดใหญ่ประมาณ 300 แห่ง รวมกว่า 30,000 ห้อง ปัจจุบันกลับมาเปิดให้บริการอย่างไม่เป็นทางการเพียง 50% หรือราว 15,000 ห้อง
โดยโรงแรมในย่านใจกลางเมือง (นิพัทธ์อุทิศ 1, 2 และ 3) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ของนักท่องเที่ยวมาเลเซีย มีอัตราการเข้าพักต่ำมากเพียง 10-20% เท่านั้น ในขณะที่โรงแรมรอบนอกที่ไม่ถูกน้ำท่วมกลับมีอัตราการเข้าพักที่สูงกว่าถึง 50-80%
การกลับมาฟื้นธุรกิจของหาดใหญ่ในวันนี้ จะแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มที่มีทุน สามารถกลับมาปรับปรุงและเปิดกิจการได้ไว 2. กลุ่มที่โบกมือลา ส่วนใหญ่เป็น SME ร้านอาหารระดับตำนาน และคลินิกแพทย์ ที่ตัดสินใจปิดตัวลงถาวรเพราะแบกรับภาระไม่ไหว และ 3.กลุ่มหัวเลี้ยวหัวต่อ มีกำลังใจแต่ขาด "กำลังทรัพย์" และกำลังลังเลว่าจะกลับมาลงทุนใหม่ดีหรือไม่ เนื่องจากกังวลเรื่องภาษีที่ดินที่ต้องจ่ายในขณะที่ไม่มีรายได้
นอกจากนี้เมืองหาดใหญ่กำลังเผชิญกับปรากฏการณ์ "ทุนในไหลออก ทุนนอกไม่เข้า" เนื่องจากความกังวลว่าน้ำจะท่วมซ้ำซาก นักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เคยเป็นกลุ่มหลักกว่า 90% ปัจจุบันกลับมาเพียง 50-60% และส่วนใหญ่เลือกที่จะขับรถผ่านหาดใหญ่ไปยังพื้นที่อื่น เช่น พัทลุง อ่าวนาง (กระบี่) และภูเก็ต แทนการพักในหาดใหญ่
เนื่องจากต้องยอมรับว่านักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งก็ยังมีความกังวลในพื้นที่หาดใหญ่ ขณะที่กลุ่มที่อยากมาเที่ยวพอมาถึงหาดใหญ่ก็ไม่รู้ว่าทำอะไรต่อ เพราะย่านใจกลางเมืองหาดใหญ่ (นิพัทธ์อุทิศ 1, 2, 3) ซึ่งเป็นโซนการท่องเที่ยวของชาวมาเลเซียยังไม่ฟื้นตัว ร้านนวดและสถานบันเทิงในเมืองยังเปิดน้อยมาก เมื่อมาพักที่โรงแรมก็จะรู้สึกถึงบรรยากาศเงียบเหงาไม่เหมือนเดิม
ความเงียบเหงาในตัวเมืองหาดใหญ่ปัจจุบันเกิดจาก "ระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่เสียไป" เพราะที่ผ่านมานักท่องเที่ยวโดยเฉพาะมาเลเซีย จะตั้งใจมาเที่ยวหาดใหญ่ ผ่านทางด่านสะเดา
ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านด่านสะเดา 1 หมื่นคนต่อวัน ซึ่งก็ไม่เพียงแต่ลดลงจากเดิมเท่านั้น แต่ยังพบว่าเดินทางผ่านหาดใหญ่ไปเที่ยวจังหวัดอื่นแทน
อย่างไรก็ตามภาคธุรกิจ ก็ยังหวังว่าเทศกาล ตรุษจีนในเดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นจุดเริ่มต้น (Kick-off) ในการจัดกิจกรรมใหญ่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างความมั่นใจให้กลับมาอีกครั้ง เพราะหลังน้ำลดทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ก็ได้เดินหน้ากระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดร.สิทธิพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย
นางฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่าแผนการฟื้นฟูการท่องเที่ยวหาดใหญ่ ดำเนินภายใต้แนวคิด “Smile@Hatyai คืนรอยยิ้มให้ชาวหาดใหญ่” โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และฟื้นเมืองกลับมาให้เร็วที่สุด
โดยหลังน้ำลดททท.ได้จัดทำโครงการรถ "Happy Bus" (รถบัสฟรี 2 สาย) เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่เขตเมืองหาดใหญ่ ระหว่างวันที่ 24 ธันวาคม 2568 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 คาดมีผู้ใช้บริการไม่น้อยกว่า 15,000 คน เพื่อแก้ปัญหารถในหาดใหญ่ที่จมน้ำไปเป็นจำนวนมาก และต้องใช้เวลาในการแก้ไข
รวมถึงการกระตุ้นกิจกรรมต่างๆซึ่งนอกจากจัดงานปีใหม่ 2569 ไปแล้ว ก็เตรียมจะจัดงานเทศกาลตรุษจีน นอกจากนี้ ยังเตรียมจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดร่วมกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มแรงส่งและกระตุ้นการเดินทางเข้ามาใช้จ่ายในพื้นที่ อาทิ กิจกรรม Amazing Thailand Passport Privilege @ HATYAI ณ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ (เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2569) ร่วมกับพันธมิตรและผู้ประกอบการท่องเที่ยวมอบส่วนลดพิเศษ ผ่านเว็บไซต์และลุ้นรับบัตรกานัล
พร้อมของที่ระลึกจากชุมชนในพื้นที่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเพิ่มโอกาสในการนาเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวของไทยและกระตุ้นการใช้จ่ายและส่งเสริมการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยว
กิจกรรม Hat Yai Super Deal (เดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569) ร่วมกับ Online Travel Agent: OTA นำเสนอแพ็กเกจพิเศษ (Exclusive Bundle Package) บัตรโดยสารเครื่องบินและโรงแรมที่พักเข้าไว้ในคำสั่งซื้อเดียว (Single Booking) โดยมีเงื่อนไขสาคัญ คือ สถานประกอบการที่พักต้องตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และกำหนดช่วงเวลาการจอง และการเดินทางระหว่างเดือนมกราคม - พฤษภาคม 2569
โดยเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคอาเซียน 3 ประเทศหลัก ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ตั้งเป้าหมายจำนวนผู้เข้าร่วม 10,000 Pax และคาดว่าในปี 69 จะฟื้นตัวและกระตุ้นนักท่องเที่ยวมาเลเซียเดินทางเข้าไทยได้ 4.63 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3% จากปี 2568 ที่มีนักท่องเที่ยวมาเลเซีย 4,520,856 คน ลดลง 8.71%
อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ที่หาดใหญ่ยังไม่สามารถกลับมาฟื้นฟูธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบ ภาคเอกชนในพื้นที่ ต่างต้องการเรียกร้องให้ภาครัฐ เพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่อย่างเร่งด่วน ก่อนวิกฤตเศรษฐกิจจะจมลึกไปกว่านี้
ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่–สงขลา กล่าวว่า เอกชนอยากให้มีการพักชำระหนี้ เพื่อประคองตัวในช่วงฟื้นฟู การสนับสนุน Soft Loan ดอกเบี้ย 1.5% เช่นเดียวกับพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
การปรับปรุงระบบหน้าด่านศุลกากรให้เป็นออนไลน์ เพื่อความรวดเร็วในการนำรถเข้าเมือง หาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันต้องรอคิวนานถึง 2-3 ชั่วโมงในช่วงเทศกาล และเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับการฟื้นฟูหาดใหญ่เป็น "วาระแห่งชาติ" และจัดกิจกรรมต่อเนื่องไปจนถึงสงกรานต์
นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวว่า ความรุนแรงของอุทกภัยในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ระดับผิวเผิน แต่สร้างความเสียหายลึกถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น
โดยเฉพาะกลุ่มร้านค้าและสถานประกอบการในเขตตัวเมืองชั้นในที่ได้รับผลกระทบหนักจนถึงระบบไฟฟ้า งานระบบวิศวกรรมอาคาร และฝ้าเพดาน ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการกลับมาเปิดกิจการใหม่ ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการในพื้นที่หาดใหญ่ชั้นในสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้ไม่ถึง 20%
เนื่องจากประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงในการซ่อมแซมและฟื้นฟูกิจการที่เสียหายเกือบทั้งหมด
ดังนั้นเพื่อให้เกิดการฟื้นตัวในรูปแบบ V-Shape จึงมีข้อเสนอแนะถึงรัฐบาลในการทบทวนวงเงิน Soft Loan จากเดิมที่กำหนดไว้เพียงประมาณ 1 ล้านบาท ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง โดยขอให้ขยายวงเงินสินเชื่อฟื้นฟูสูงสุดไม่เกิน 40 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อการปรับปรุงกิจการ (Renovate)
พร้อมทั้งเสนอให้ใช้อัตราดอกเบี้ยแบบพิเศษคือ 0% ในช่วง 6 เดือนแรก และ 1.5% ต่อปี ตลอดระยะเวลา 5 ปี เช่นเดียวกับมาตรการที่ใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นอกจากนี้ยังเสนอให้เร่งฟื้นฟูการท่องเที่ยวผ่านโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เฉพาะการใช้จ่ายในพื้นที่หาดใหญ่และใกล้เคียง รวมถึงเสนอให้ออก พ.ร.ก. ฉุกเฉินเรื่องน้ำท่วม เพื่อจัดสรรงบประมาณเร่งด่วนทำโครงการป้องกันน้ำท่วมแบบ Quick Win เช่น การขุดลอกคลองระบายน้ำและฟลัดเวย์เบี่ยงน้ำให้เสร็จภายใน 1-5 ปี แทนการรองบประมาณปกติในปี 2570 ซึ่งอาจสายเกินไป
การฟื้นฟูหาดใหญ่จึงไม่ใช่แค่การซ่อมแซมสิ่งก่อสร้าง แต่คือการกู้คืนความเชื่อมั่นและหัวใจของเมืองเศรษฐกิจแห่งนี้กลับคืนมา