
'พราว กรุ๊ป' เผยแนวคิดพลิกโฉมเมืองไทยสู่ Smart City ด้วยเทคโนโลยี-AI
'พราว กรุ๊ป' เผยวิสัยทัศน์การพัฒนา Smart City และสมาร์ทรีสอร์ทในประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ด้วยเทคโนโลยี-AI รองรับการเติบโตของกลุ่ม Digital Nomads-ผู้สูงอายุ
KEY
POINTS
- พราว กรุ๊ป เสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยใช้เทคโนโลยี IoT และ AI เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดการใช้พลังงาน
- เน้นการพัฒนาเมืองรอง เช่น หัวหิน เพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้สูงอายุและ Digital Nomads ผ่านโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่
- นำเสนอแนวคิด "สมาร์ทรีสอร์ท" ที่เป็นมากกว่าที่พัก โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้พักอาศัย
- ประเทศไทยตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางของ Digital Nomads และผู้เกษียณอายุในปี 2025 โดยมีการออกวีซ่าทำงานทางไกล (Remote Work Visa) และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ
ในงานสัมมนา PostToday Thailand Smart City 2026 "Data Center - พลิกประเทศ" ซึ่งจัดขึ้นโดย Post Today สื่อในเครือเนชั่นกรุ๊ป ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ นางสาวพราวพุธ ลิปตพัลลภกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทพราว ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงในการพัฒนาเมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้ม Smart City โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่าง IoT และ AI เพื่อรองรับการเติบโตของประชากรสูงวัยและการขยายตัวของกลุ่ม Digital Nomads
การพัฒนาเมืองรองในประเทศไทยเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองที่มีการท่องเที่ยวเป็นจุดเริ่มต้น เช่น หัวหิน ที่ปัจจุบันมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ประมาณ 40% ของประชากรทั้งหมด ด้วยความสามารถในการพัฒนาที่ดินที่ไม่แพงเท่ากับเมืองหลัก ทำให้มีการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบใหม่ เช่น Branded Residences และ Senior Residence ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้สูงอายุและนักลงทุนจากต่างชาติ
นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยี IoT และ AI ในการลดการใช้พลังงานของเมืองและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิต เช่น การควบคุมระบบพลังงานในโรงแรมและการปรับปรุงระบบแอร์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการลดต้นทุนพลังงานถึง 30%
การดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และผู้เกษียณอายุ
ในยุคที่โลกมีการเชื่อมต่อทางดิจิทัลมากขึ้น กลุ่ม Digital Nomads และผู้เกษียณอายุ (Silver Dollar) กำลังกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยมีการออกวีซ่า Remote Work Visa เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ รวมถึงผู้เกษียณอายุที่มองหาสถานที่พักผ่อนและทำกิจกรรมในประเทศที่มีอากาศดีและค่าครองชีพไม่สูง
ในปี 2025 ประเทศไทยมีโอกาสเป็นศูนย์กลางของการย้ายถิ่นฐานของกลุ่ม Digital Nomads และกลุ่มผู้เกษียณอายุ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการดำเนินชีวิต และการออกวีซ่าสำหรับผู้ทำงานทางไกลและการสนับสนุนจากรัฐบาลในการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและพื้นที่ทำงานร่วม (Co-working Space)
สมาร์ทรีสอร์ท แนวคิดใหม่ที่ก้าวข้ามจากการท่องเที่ยว
การพัฒนา "สมาร์ทรีสอร์ท" ที่ไม่เพียงแต่เป็นแค่สถานที่พักผ่อน แต่ยังเป็นสถานที่ที่สามารถใช้เทคโนโลยี AI และ IoT ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสุขภาพของผู้อยู่อาศัย กลายเป็นเทรนด์ที่น่าสนใจในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่ม Digital Nomads และผู้เกษียณอายุ
สมาร์ทรีสอร์ทที่มีระบบพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์และการควบคุมระบบพลังงานผ่าน IoT ทำให้ไม่เพียงแต่ลดการใช้พลังงาน แต่ยังช่วยสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
เมืองรองกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
การพัฒนาเมืองรองมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในท้องถิ่น โดยการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจใหม่ ๆ ช่วยยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น และสร้างโอกาสในการสร้างงานและการถ่ายโอนทักษะ (Skill Transfer) นอกจากนี้การใช้ต้นทุนที่ต่ำกว่าในการพัฒนาเมืองรอง ทำให้มีความเป็นไปได้ในการสร้างความยั่งยืนในระยะยาว โดยมีต้นทุนที่ต่ำกว่าการพัฒนาในเมืองหลัก
การพัฒนา Smart City และสมาร์ทรีสอร์ทในประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลต่อการพัฒนาเมืองรองและการดึงดูดกลุ่ม Digital Nomads และผู้เกษียณอายุที่กำลังกลายเป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต การพัฒนาเหล่านี้จะต้องใช้การวางแผนและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อให้สามารถเติบโตและมีความยั่งยืนในระยะยาว






