
CRC ปิดดีลหุ้นกู้ไม่มีดอกเบี้ย 6,000 ล้านบาท ยอดจอง 3.15 เท่า
เซ็นทรัล รีเทล ปิดดีลหุ้นกู้รอบ 2 ยอดจองจากนักลงทุนสถาบันเฉียด 1.9 หมื่นล้านบาท พร้อมลุยกลยุทธ์ New Heights, Next Growth ต่อยอด 4 กลุ่มธุรกิจหลักในไทยและเวียดนาม
KEY
POINTS
- CRC ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ชนิดไม่มีดอกเบี้ยมูลค่า 6,000 ล้านบาท โดยมียอดจองซื้อสูงถึง 3.15 เท่า
- หุ้นกู้ชุดนี้แบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ AA- จากทริสเรทติ้ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในกลุ่มค้าปลีกไทย
- มีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารต้นทุนทางการเงิน ลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย และปรับโครงสร้างหนี้ของบริษัท
“เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น” หรือ CRC ปิดการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งที่ 2 ของปี 2569 มูลค่า 6,000 ล้านบาท อย่างงดงาม โดยมียอดจองล้นหลามสูงถึงเกือบ 19,000 ล้านบาท หรือ 3.15 เท่าของมูลค่าเสนอขาย ตอกย้ำความแข็งแกร่งทางการเงิน ความเชี่ยวชาญการบริหารจัดการ และศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้วิสัยทัศน์ Retail and Wholesale for All
เดินหน้าสร้างการเติบโตยั่งยืน
นายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ New Heights, Next Growth เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว โดยมีประเทศไทยและเวียดนามเป็น 2 ตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ
พร้อมเดินหน้าต่อยอดความแข็งแกร่งของ CRC Ecosystem ที่ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ฟู้ด แฟชั่น ฮาร์ดไลน์ และพร็อพเพอร์ตี้ ผ่านการผสานศักยภาพของทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขยายโอกาสทางธุรกิจ และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ Retail and Wholesale for All
ซึ่งความสำเร็จของการออกหุ้นกู้ทั้ง 2 ครั้งในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันถึงความเชื่อมั่นที่นักลงทุนมีต่อทิศทางกลยุทธ์และพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของเซ็นทรัล รีเทล รวมถึงศักยภาพในการสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว
เจาะโครงสร้างหุ้นกู้ CRC ชุดใหม่
การออกและเสนอขายหุ้นกู้ของ CRC ในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญทางการเงินที่สะท้อนถึงการวางกลยุทธ์บริหารจัดการต้นทุนอย่างแยบยล โดยบริษัทฯ ได้เลือกเสนอขายหุ้นกู้ชนิดไม่มีดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 รุ่น เพื่อตอบสนองความต้องการระยะยาวและระยะสั้นของนักลงทุนสถาบัน ได้แก่:
- รุ่นอายุ 1 ปี 11 เดือน 30 วัน กำหนดอัตราคิดลดอยู่ที่ 1.58% ต่อปี
- รุ่นอายุ 2 ปี 11 เดือน 29 วัน กำหนดอัตราคิดลดอยู่ที่ 1.76% ต่อปี
- รุ่นอายุ 3 ปี 11 เดือน 28 วัน กำหนดอัตราคิดลดอยู่ที่ 1.99% ต่อปี
การที่หุ้นกู้ทั้ง 3 รุ่นได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ AA- แนวโน้ม Stable (คงที่) ซึ่งเป็นอันดับเครดิตระดับเดียวกับเครดิตองค์กรของ CRC ถือเป็นระดับความน่าเชื่อถือที่ดีที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีกของประเทศไทย
สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงวินัยทางการเงินที่เคร่งครัด สภาพคล่องที่แข็งแกร่ง และความสามารถในการชำระหนี้ในระดับสูง ส่งผลให้สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง ธนาคารกรุงเทพ, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และ ธนาคารกสิกรไทย สามารถทำหน้าที่เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและสร้างยอดจองซื้อรวม (Demand Book) ได้สูงถึงเกือบ 19,000 ล้านบาท หรือเกินกว่าจำนวนที่เสนอขายจริงถึง 3.15 เท่า
ปรับโครงสร้างหนี้ เพิ่มสัดส่วนดอกเบี้ยคงที่
ด้านนายปเนต มหรรฆานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน CRC กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของการบริหารโครงสร้างเงินทุนในระลอกนี้ประกอบด้วย
- การบริหารต้นทุนทางการเงิน: การทดแทนหุ้นกู้เดิมด้วยหุ้นกู้ชุดใหม่ที่มีอัตราคิดลดในระดับที่เหมาะสม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนท่ามกลางความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจ
- การลดความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย: มุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนภาระหนี้ให้อยู่ในรูปแบบอัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed Rate) เพื่อสร้างความแน่นอนในการวางแผนการเงินระยะยาว
- การขยายอายุเฉลี่ยของหนี้ (Maturity Profile): การกระจายวันครบกำหนดไถ่ถอนออกไปในรุ่นอายุเกือบ 2 ปี, 3 ปี และ 4 ปี ช่วยกระจายภาระการชำระคืนหนี้ให้อยู่ในระดับที่สมดุล ไม่สร้างภาระหนักแก่สภาพคล่องในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง
- การรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่น: การปรับโครงสร้างหนี้ในครั้งนี้ช่วยรักษาวินัยทางการเงินและเสริมสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงาน เพื่อให้บริษัทฯ มีความพร้อมในการเข้าจับโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ในอนาคต
ขับเคลื่อนกลยุทธ์ “New Heights, Next Growth”
นายสุทธิสาร กล่าวว่า ความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้ทั้ง 2 ครั้งในปี 2569 เป็นเครื่องยืนยันถึงความมั่นใจของนักลงทุนที่มีต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์หลัก "New Heights, Next Growth" ซึ่งมุ่งเน้นการขยายศักยภาพการแข่งขันและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนใน 2 ตลาดยุทธศาสตร์หลัก คือ ประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม
โครงสร้างธุรกิจของ CRC ถูกขับเคลื่อนผ่าน CRC Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่:
- กลุ่มฟู้ด (Food Category):
ในประเทศไทย: ดำเนินการผ่านแบรนด์ชั้นนำ เช่น ท็อปส์ (Tops), ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์, ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด, ท็อปส์ เดลี่, ท็อปส์ แคร์ และการรุกตลาดค้าส่งผ่าน โก โฮลเซลล์ (GO Wholesale)
ในประเทศเวียดนาม: ครอบคลุมไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!), ท็อปส์ มาร์เก็ต, มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท
- กลุ่มฮาร์ดไลน์ (Hardline Category):
มุ่งเน้นสินค้าตกแต่งบ้าน อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สำนักงาน และสื่อสิ่งพิมพ์ ผ่านแบรนด์ ไทวัสดุ, ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม, ออโต้วัน, เพาเวอร์บาย, ออฟฟิศเมท, บีทูเอส และเมพ (meb)
- กลุ่มแฟชั่น (Fashion Category):
ผู้นำสินค้าเครื่องแต่งกายและไลฟ์สไตล์ ผ่านเครือข่าย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG)
- กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ (Property Category):
บริหารพื้นที่เช่าศูนย์การค้าและพลาซ่า เพื่อสนับสนุนร้านค้าในเครือและผู้เช่าภายนอก ผ่าน โรบินสันไลฟ์สไตล์, ท็อปส์ พลาซ่า และศูนย์การค้า GO! ในประเทศเวียดนาม
เครือข่ายการค้าและรากฐานการเติบโตที่ครอบคลุม
จากข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform โดยมีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งรวมกันถึง 3,978 ร้านค้า กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ:
- ประเทศไทย: ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการรวม 65 จังหวัด
- ประเทศเวียดนาม: ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการรวม 26 จังหวัด
การผสานศักยภาพของทุกกลุ่มธุรกิจเข้าด้วยกันผ่าน Omnichannel Platform ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้าง synergy ภายในองค์กร แต่ยังช่วยให้ CRC สามารถตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็ว






