
2 พ.ย. 69 ดีเดย์คุมเครดิตเทอม SME จี้บังคับใช้จริง สกัดหนี้ท่วม
เอสเอ็มอี 69% มีภาระหนี้ ขณะที่ 40% เผชิญหนี้นอกระบบ นายแสงชัยชี้เครดิตเทอมยาวเป็นอีกแรงกดดันเงินทุนหมุนเวียน จี้เพิ่มประสิทธิภาพ กขค. คุมพฤติกรรมการค้าและลดความเหลื่อมล้ำในห่วงโซ่อุปทาน
KEY
POINTS
- ประกาศควบคุมเครดิตเทอมการค้าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 พ.ย. 69 เพื่อแก้ปัญหาสภาพคล่องและหนี้สินของ SME ที่เกิดจากการชำระเงินล่าช้า
- ภาคธุรกิจ SME เรียกร้องให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมเสนอให้มีบทลงโทษปรับบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ปฏิบัติตามสูงสุด 10% ของรายได้
- ปัญหาเครดิตเทอมในไทยที่ยาวนานถึง 60-120 วัน เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ SME ขาดสภาพคล่องและต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ
- มีข้อเสนอให้ภาครัฐปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และพัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดใหญ่จ่ายเงินแก่ SME ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การบังคับใช้ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เรื่อง การปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบการธุรกิจขนาดใหญ่ หรือผู้ประกอบการธุรกิจค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ กับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาการกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของเกษตรกรและเอสเอ็มอีมาอย่างยาวนาน
เอสเอ็มอีจี้คุมเข้มเครดิตเทอม 2 พ.ย. ชูปรับ 10% ของรายได้ สกัดวงจรหนี้
ปัญหาเครดิตเทอมที่ยืดเยื้อกลายเป็นหนึ่งในต้นเหตุของภาระหนี้และความเหลื่อมล้ำในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ต้องรับภาระต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน แต่กลับต้องรอรับชำระเงินจากคู่ค้าเป็นเวลานาน ส่งผลให้เกิดปัญหาสภาพคล่อง แม้จะมียอดขายเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอสำหรับดำเนินธุรกิจ
ผู้ประกอบการบางรายต้องเผชิญสถานการณ์ซื้อสินค้าเป็นเงินสด แต่ขายสินค้าให้คู่ค้าด้วยเครดิตเทอมระยะยาว ทำให้ต้องหาเงินทุนมาหมุนเวียนระหว่างรอรับชำระเงิน หากเงินทุนในระบบไม่เพียงพออาจต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงจากภาระดอกเบี้ยและทำให้สถานะทางการเงินของกิจการเปราะบางมากขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลสถานการณ์หนี้และสภาพคล่องของเอสเอ็มอีสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของผู้ประกอบการ โดยเอสเอ็มอีประมาณ 69% มีภาระหนี้ ขณะที่ 40% มีหนี้นอกระบบสถาบันการเงิน และในกลุ่มเอสเอ็มอีที่มีภาระหนี้ พบว่า 69% มีวัตถุประสงค์การกู้ยืมเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ นอกจากนี้ ยังมีเอสเอ็มอี 28% ที่ระบุว่าประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างฉับพลัน สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงและข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง
เทียบเครดิตเทอมไทย 60-120 วัน ต่างประเทศจ่ายภายใน 14-45 วัน
นายแสงชัยกล่าวว่า ผลการสำรวจของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า ระยะเวลาเครดิตเทอมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 60-120 วัน และบางกรณียาวนานกว่านั้น ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีเครดิตเทอมเฉลี่ย 34 วัน และไต้หวันเฉลี่ย 45 วัน
เมื่อเปรียบเทียบกับแนวทางต่างประเทศ พบว่าหลายประเทศมีมาตรการกำหนดระยะเวลาชำระเงินเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น สหราชอาณาจักรมีโครงการ Prompt Payment Code ภายใต้การดูแลของ UK Small Business Commissioner กำหนดแนวทางให้ผู้ซื้อชำระเงินภายใน 30 วัน เมื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากกิจการที่มีการจ้างงานไม่เกิน 50 คน
ส่วนประเทศอินเดียมีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานรัฐชำระเงินให้เอสเอ็มอีภายใน 45 วัน หากชำระล่าช้าต้องจ่ายดอกเบี้ยทบต้นในอัตรา 3 เท่าของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง ขณะที่สหรัฐอเมริกามีกฎหมาย US Federal Prompt Payment Act (PPA) กำหนดให้หน่วยงานรัฐชำระเงินแก่คู่สัญญาภายใน 14 วัน และชำระเงินงวดสุดท้ายภายใน 30 วันนับจากวันที่ได้รับใบแจ้งหนี้ (Invoice) โดยครอบคลุมหน่วยงานรัฐที่ใช้งบประมาณจากรัฐบาลกลางและมีคู่สัญญาเป็นเอสเอ็มอี รวมถึงขยายผลไปยังการชำระเงินระหว่างคู่สัญญาหลักกับผู้รับจ้างช่วงและผู้ขายสินค้าในห่วงโซ่อุปทานลำดับถัดไปภายใน 7 วัน หลังจากคู่สัญญาได้รับชำระเงิน
นอกจากการแก้ไขปัญหาเครดิตเทอมในภาคเอกชนแล้ว ยังจำเป็นต้องทบทวนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเอสเอ็มอี ทั้งระยะเวลาการตรวจรับงาน การชำระเงิน และการคืนเงินค้ำประกันผลงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการได้รับเงินรวดเร็วขึ้น ลดภาระทางการเงินระหว่างดำเนินงาน และเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนสำหรับขับเคลื่อนธุรกิจ
ชู 3 แนวทางยกระดับเครดิตเทอม เพิ่มประสิทธิภาพบังคับใช้
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบายเครดิตเทอม นายแสงชัยเสนอแนวทางที่เรียกว่า “เครดิตเทอมพลัส” เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการค้าที่เป็นธรรม และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้ประกาศของ กขค. โดยเห็นว่าควรดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่
1. สื่อสารสร้างความเข้าใจ เร่งประชาสัมพันธ์ประกาศเครดิตเทอมให้ครอบคลุมผู้ประกอบการขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี เกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และเครือข่ายภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เข้าใจหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติอย่างถูกต้อง ลดปัญหาการไม่รับรู้ข้อกำหนด พร้อมสร้างมาตรฐานความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจและการปฏิบัติต่อคู่ค้าอย่างเป็นธรรม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามหลัก ESG และการยกระดับมาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ OECD
2. กำหนดบทลงโทษให้ชัดเจน เสนอให้มีบทลงโทษสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ปฏิบัติตามแนวทาง โดยกำหนดโทษปรับสูงสุด 10% ของรายได้ในปีที่กระทำความผิด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้และสร้างมาตรฐานการค้าอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ เป้าหมายไม่ได้มุ่งเน้นการลงโทษผู้ประกอบการ แต่ต้องการให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตามกติกา โดยบทลงโทษจะเป็นกลไกรองรับกรณีที่มีเจตนาไม่ปฏิบัติตามและไม่ให้ความร่วมมือ
3. เพิ่มอำนาจตรวจสอบ สนับสนุนกลไกการกำกับดูแลของ กขค. ทั้งการเรียกเอกสาร การให้รายงานข้อเท็จจริง การเข้าตรวจสอบสถานประกอบการ และการสั่งให้แก้ไขปรับปรุง เพื่อให้การบังคับใช้ประกาศเครดิตเทอมมีประสิทธิภาพ และทำให้การดำเนินธุรกิจอยู่ภายใต้กรอบการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
เสนอระบบการเงินหนุนจ่ายเร็ว ลดต้นทุนธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พัฒนากลไกทางการเงินเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามประกาศเครดิตเทอม โดยเปิดโอกาสให้สถาบันการเงินเข้ามามีส่วนร่วมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการขนาดใหญ่และบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้สามารถชำระค่าสินค้าและบริการแก่เกษตรกรและเอสเอ็มอีได้ตามระยะเวลาที่ กขค. กำหนด
แนวทางดังกล่าวอาจดำเนินการผ่านระบบชำระเงินดิจิทัล การลดอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมทางการเงินที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเชื่อมโยงกลไกการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและส่งผ่านเม็ดเงินเข้าสู่ผู้ประกอบการในเศรษฐกิจฐานรากและห่วงโซ่อุปทาน
ขณะเดียวกัน อาจพิจารณาการให้รางวัลหรือการประเมินผลด้านความยั่งยืนแก่ธุรกิจที่มีแนวปฏิบัติด้านการชำระเงินที่ดี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการขนาดใหญ่เห็นความสำคัญของการบริหารเครดิตเทอมอย่างเป็นธรรม
นายแสงชัยมองว่า เครดิตเทอมควรถูกยกระดับให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด CSV (Creating Shared Value) หรือการสร้างคุณค่าร่วมกันระหว่างธุรกิจขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี และเกษตรกร โดยผู้ประกอบการทุกขนาดสามารถเติบโตไปด้วยกันภายใต้หลักธรรมาภิบาล ไม่ใช่การผลักภาระทางการเงินให้คู่ค้ารายเล็กเป็นผู้แบกรับเพียงฝ่ายเดียว
ทั้งนี้ การบังคับใช้ประกาศเครดิตเทอมในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการปรับมาตรฐานความสัมพันธ์ทางการค้า โดยสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการทำให้หลักเกณฑ์ที่ประกาศออกมาสามารถบังคับใช้ได้จริง เพื่อให้เกษตรกรและเอสเอ็มอีได้รับประโยชน์จากการมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น
นายแสงชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า หลักการสำคัญของการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม โดยการค้าต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน และคำนึงถึงการอยู่ร่วมกันของผู้ประกอบการในห่วงโซ่ธุรกิจ “ประกาศตรงใจ แต่ต้องทำให้ตรงปก” เพื่อให้เครดิตเทอมไม่ได้เป็นเพียงมาตรการบนกระดาษ แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับความน่าเชื่อถือในการดำเนินนโยบายของรัฐบาลได้






