thansettakij
thansettakij
'ศุภจี' สั่งรื้อกฎหมายคุมแพลตฟอร์มดิจิทัล ลุยรักษาสิทธิ์ SME ​

'ศุภจี' ลุยรื้อกฎหมายคุมออนไลน์ มอบ 7 หน่วยงานเร่งศึกษา เพิ่มขีดแข่งขัน SME

29 ต.ค. 69 | 03:36 น.
อัปเดตล่าสุด :29 ต.ค. 69 | 03:57 น.

'ศุภจี' สั่งรื้อกฎหมายกำกับแพลตฟอร์มดิจิทัล มอบ 7 หน่วยงานเร่งศึกษาข้อจำกัด คุมเข้มอัลกอริทึมจัดอันดับสินค้า เล็งสร้างกติกาแข่งเป็นธรรม ไม่ให้ SME เสียเปรียบ

KEY

POINTS

  • ศุภจี สุธรรมพันธุ์ สั่งการให้ 6 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนกฎหมายและกลไกกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้า
  • มุ่งเน้นการสร้างกติกาที่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม และตรวจสอบความโปร่งใสของอัลกอริทึมและเงื่อนไขการค้า
  • ในระยะสั้น ได้ขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ (Shopee, Lazada, TikTok) ให้พิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล 

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้หารือถึงความจำเป็นในการทบทวนกฎหมายและกลไกกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยเฉพาะการพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถรองรับรูปแบบธุรกิจและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้เพียงใด รวมถึงศึกษาประสบการณ์จากต่างประเทศ เพื่อนำมาประกอบการพัฒนาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย 

โดยให้ความสำคัญกับความโปร่งใส การแข่งขันที่เป็นธรรม และการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลไปพร้อมกัน

มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งศึกษากฎหมาย

ขณะเดียวกัน นางศุภจี จึงมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการคลัง ร่วมกันศึกษาข้อจำกัดของกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่มีอยู่ 

รวมถึงการพิจารณาแนวทางรองรับการแข่งขันทางการค้าในยุคดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคำนึงถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคอย่างรอบด้าน

“สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างกติกาที่ทำให้ผู้ประกอบการทุกขนาดมีโอกาสแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม โดยเฉพาะ SME ที่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็ต้องไม่สร้างอุปสรรคต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของเราคือการทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตไปพร้อมกับการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยอย่างทั่วถึง” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

ประชุมหารือเพื่อศึกษาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

จี้สอบความโปร่งใสอัลกอริทึม-เงื่อนไขการค้า

ทั้งนี้ นางศุภจี เน้นย้ำว่า การซื้อโฆษณาและการส่งเสริมการขายเป็นกลไกทางธุรกิจตามปกติ และมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือความโปร่งใสของหลักเกณฑ์การจัดอันดับและแนะนำสินค้า รวมถึงเงื่อนไขทางการค้าที่อาจทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มเสียเปรียบหรือมีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น

โดยเฉพาะในตลาดที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ซื้อและผู้ขาย จึงจำเป็นต้องศึกษาว่ากลไกการแข่งขันในปัจจุบันสามารถสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการทุกขนาดได้อย่างเพียงพอหรือไม่

สำหรับมาตรการระยะสั้น รัฐบาลได้หารือขอความร่วมมือจากแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรายใหญ่ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok เพื่อบรรเทาภาระค่าธรรมเนียมของผู้ประกอบการ SME โดยทั้ง 3 แพลตฟอร์ม ได้ตอบรับแนวทางการปรับลดค่าธรรมเนียม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามลดต้นทุนการจำหน่ายสินค้าและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการรายย่อย 

ประชุมหารือเพื่อศึกษาแนวทางสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้าบนแพลตฟอร์มดิจิทัล

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเห็นว่าการดูแลต้นทุนเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ จึงต้องพิจารณาถึงโครงสร้างการแข่งขันบนแพลตฟอร์มในภาพรวมควบคู่กันไป