
Netflix ชี้ไทยมีศักยภาพตามรอยเกาหลีใต้ หลังทุ่มลงทุน 200 ล้านดอลลาร์
Netflix เผยไทยมีศักยภาพปั้นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก ชี้ลงทุนแล้ว 200 ล้านดอลลาร์ สร้างงานและมูลค่าเศรษฐกิจ แนะรัฐคุ้มครอง IP หนุนครีเอเตอร์แข่งขันในตลาดสากล
KEY
POINTS
- Netflix ลงทุนในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยแล้วประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างงานและสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศ
- ผู้บริหาร Netflix ชี้ว่าไทยมีศักยภาพที่จะก้าวตามรอยความสำเร็จของเกาหลีใต้ในการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก
- Netflix แนะให้ไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชนเพื่อผลักดันคอนเทนต์สู่ตลาดโลก
Netflix ชี้ไทยมีศักยภาพก้าวสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลก หลังลงทุนในไทยแล้วราว 200 ล้านดอลลาร์ สร้างงานตั้งแต่กองถ่ายถึงธุรกิจเกี่ยวเนื่อง แนะรัฐเดินหน้าคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ พร้อมผนึกกำลังเอกชนผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก
Netflix ชี้ไทยมีศักยภาพตามรอยเกาหลีใต้
Mr. Andrew Ure Vice President, Global Affairs – APAC ของ Netflix เปิดเผยวิสัยทัศน์ภายในงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ว่า หนึ่งในคำถามที่ได้ยินบ่อยเกี่ยวกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์และซอฟต์พาวเวอร์ของไทย คือ ประเทศไทยจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นแบบเกาหลีใต้ได้หรือไม่ โดยมองว่าประเทศไทยมีพื้นฐานและองค์ประกอบสำคัญพร้อมต่อยอดสู่ตลาดโลก ทั้งบุคลากร ระบบนิเวศการผลิต สถานที่ถ่ายทำ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
ทั้งนี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อประเทศไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการทูต ซึ่งล้วนเป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ หากสามารถเชื่อมโยงผลงานสร้างสรรค์ของไทยเข้ากับผู้ชมทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Netflix ลงทุนไทย 200 ล้านดอลลาร์ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ในมิติทางเศรษฐกิจ Netflix ลงทุนในประเทศไทยแล้วประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยก่อให้เกิดการจ้างงานในหลากหลายสาขา ตั้งแต่บุคลากรในกองถ่ายไปจนถึงคนขับรถ รวมถึงการซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากผู้ผลิตไทย ซึ่งช่วยสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้ประกอบการและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่มิติด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว การนำเสนอเรื่องราวของประเทศไทยผ่านคอนเทนต์ที่เผยแพร่ไปทั่วโลกสามารถช่วยเพิ่มความสนใจต่อประเทศและสถานที่ถ่ายทำ โดยข้อมูลจากธนาคารโลก (World Bank) ที่กล่าวถึงในงานระบุว่า ผู้ชมคอนเทนต์จากประเทศหนึ่งมีโอกาสเดินทางไปท่องเที่ยวในสถานที่ถ่ายทำของประเทศนั้นมากกว่าปกติถึง 2 เท่า
ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากสถานที่ถ่ายทำที่หลากหลายและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การลงทุนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จึงมีโอกาสช่วยเพิ่มมูลค่าและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ
ส่วนมิติด้านการทูต คอนเทนต์มีบทบาทในการสร้างความเข้าใจระหว่างผู้คนต่างวัฒนธรรม โดย Netflix มองว่าการร่วมมือกับบริษัทและครีเอเตอร์ไทยเป็นโอกาสในการนำเสนอความสามารถของคนไทย พร้อมทำให้ผู้ชมต่างประเทศเข้าถึงและชื่นชอบเรื่องราวจากประเทศไทยมากขึ้น
ชูมาตรการจูงใจไทยระดับโลก จี้คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
สำหรับการยกระดับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ให้เติบโตในระยะยาว นายแอนดรูว์มองว่า ประเทศไทยมีมาตรการจูงใจเพื่อดึงดูดการลงทุนที่อยู่ในระดับแนวหน้าของโลก แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ผลิตและเจ้าของผลงาน
ขณะเดียวกัน กฎระเบียบควรเอื้อให้ผู้ประกอบการและครีเอเตอร์มีอิสระในการทำงานสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดผลงานที่หลากหลายและสามารถแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้
ด้านการพัฒนาบุคลากร Netflix ได้ร่วมมือกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จัดโครงการพัฒนาทักษะในอุตสาหกรรมคอนเทนต์ เช่น Content Lab ซึ่งมีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้วประมาณ 500 คน สะท้อนถึงความสำคัญของการลงทุนในคนควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนอุตสาหกรรม
มอง AI เป็นเครื่องมือผลิต ย้ำมนุษย์ยังเป็นหัวใจสร้างสรรค์
สำหรับบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ นายแอนดรูว์มองว่า AI เป็นเครื่องมือช่วยในกระบวนการผลิต (Production Tool) มากกว่าจะเป็นเครื่องมือที่เข้ามาทดแทนความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยสามารถนำมาใช้สนับสนุนงานได้หลายขั้นตอน เช่น การจัดทำสตอรีบอร์ด (Storyboard) และงานหลังการถ่ายทำ (Post-production)
เทคโนโลยีดังกล่าวยังช่วยให้ครีเอเตอร์รายเล็กหรือผู้ผลิตที่มีงบประมาณจำกัดสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต และถ่ายทอดแนวคิดที่มีความซับซ้อนหรือทะเยอทะยานมากขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม Netflix ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างคอนเทนต์คุณภาพสูงที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยมองว่า AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนกระบวนการทำงาน ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์และความสามารถของบุคลากรยังเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตผลงาน
แนะไทยจับมือเอกชน เจียระไนคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก
Mr. Andrew Ure กล่าวว่า ประเทศไทยมีองค์ประกอบสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในระดับโลกอยู่แล้ว ทั้งบุคลากรที่มีความสามารถ ระบบนิเวศการผลิต สถานที่ถ่ายทำ และมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่สิ่งที่จะช่วยผลักดันศักยภาพเหล่านี้ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม คือการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรภาคเอกชน
เขามองว่า ไทยมีรากฐานที่พร้อมต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และมีโอกาสนำความเชี่ยวชาญในการผลิตละคร ตลอดจนองค์ประกอบการเล่าเรื่องที่เป็นเอกลักษณ์ของไทย มาต่อยอดเป็นผลงานที่เข้าถึงผู้ชมในระดับสากลได้
การผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลกจึงไม่ใช่เพียงการส่งออกความบันเทิง แต่ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างงาน พัฒนาบุคลากร และต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศให้เติบโตได้ในระยะยาว






