
ส่องเทรนด์เรียนว่ายน้ำยุคใหม่ จากทารกและเด็กสู่สังคมสูงวัย รุกตลาด CLMV
เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เตรียมผนึกญี่ปุ่น ปรับตัวรับเทรนด์ยุคใหม่ ผสมผสานหลักสูตรว่ายน้ำไฮบริดระดับสากล รองรับผู้เรียนทุกช่วงวัย พร้อมกางโรดแมป 5 ปี รุกตลาด CLMV
KEY
POINTS
- เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ ร่วมมือกับสโมสรสอนว่ายน้ำจากญี่ปุ่น พัฒนาหลักสูตรแบบผสมผสานระหว่างยกระดับการเรียนว่ายร้ำ
- วางแผนขยายหลักสูตรให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กทารก นักกีฬา ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ
- เตรียมขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศในกลุ่ม CLMV และอาเซียนภายใน 3-5 ปี เบื้องต้นจะมีเวียดนามเป็นเป้าหมายหลัก
- คาดว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจจะอยู่ในระดับ Single Digit และภาพรวมเมื่อรวมการขยายสาขาใหม่ จัเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ Double Digit
เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เดินหน้าต่อยอดธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำเด็กและทารก เตรียมลงนาม MOU กับ SAGINUMA SWIMMING CLUB จากจังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น พัฒนาหลักสูตรและระบบฝึกสอนว่ายน้ำ ผสานจุดแข็งหลักสูตรออสเตรเลียกับเทคนิคและระบบฝึกซ้อมแบบญี่ปุ่น พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางน้ำ วางโรดแมป 3-5 ปี ขยายหลักสูตรครอบคลุมตั้งแต่เด็ก นักกีฬา ผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุต่อยอดสู่ตลาด CLMV
"ดร.พลภัทร นิติธรรมยง" และ "ณัฏฐ์วิภา นิติธรรมยง" ผู้ก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท เบบี้ สวิมมิ่ง แฟมิลี่ จำกัด และบริษัทในเครือ ผู้ดำเนินธุรกิจสถาบันสอนว่ายน้ำเด็กและทารก เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ กล่าวว่า เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ เป็นแบรนด์คนไทย 100% ก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมารวมระยะเวลา 12 ปี ปัจจุบันมี 18 สาขาทั่วประเทศ ทั้งสาขาที่บริษัทบริหารเองและสาขาแฟรนไชส์ ถือเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทยดูแลนักเรียนผ่านสถาบันมาแล้วกว่า 50,000 ราย
โดยบริษัทเตรียมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ SAGINUMA SWIMMING CLUB สถาบันสอนว่ายน้ำจากจังหวัดคานากาวะ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อร่วมพัฒนาระบบการเรียนการสอนและยกระดับมาตรฐานการฝึกสอน ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ JETRO Overseas Expansion Hands-on Support ขององค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO)
ด้วยการใช้หลักสูตรจากประเทศออสเตรเลียเป็นพื้นฐาน เน้นบรรยากาศผ่อนคลาย (Relax) และเหมาะกับเด็กเล็ก และใช้ร่วมมือกับ SAGINUMA เข้ามาเติมองค์ความรู้ด้านเทคนิค ระบบการฝึกซ้อมที่มีระเบียบวินัย การเก็บสถิติ การปรับแก้ท่าว่ายน้ำ โภชนาการ รวมถึงโปรโตคอลด้านความปลอดภัยของญี่ปุ่น เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้รองรับผู้เรียนตั้งแต่เด็กเล็กไปจนถึงนักกีฬา
โดย SAGINUMA SWIMMING CLUB เป็นสโมสรที่ดำเนินงานมานานกว่า 50 ปี และได้รับรางวัลสโมสรว่ายน้ำยอดเยี่ยมจากสมาคมว่ายน้ำญี่ปุ่น (Japan Swimming Club Association) ติดต่อกัน 20 ปี มีเกณฑ์ฝึกนักกีฬาให้ผ่านการสอบมาตรฐานขั้นสูงอย่างน้อย 200 คนต่อปี สะท้อนถึงระบบการฝึกโค้ชที่มีความต่อเนื่องและมั่นคง
ใช้แนวคิดให้ครอบคลุมผู้เรียนหลายช่วงวัย
ยังมีแนวคิด “Vibrant at 100” ที่มุ่งให้ผู้คนมีสุขภาพดีและมีชีวิตชีวาแม้อายุ 100 ปี สอดคล้องกับแนวทางของเบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ ที่ต้องการขยายบริการให้ครอบคลุมผู้เรียนหลายช่วงวัย วางโครงสร้างหลักสูตรแบบ Hybrid Curriculum
โดยเด็กเล็กอายุ 4 เดือนถึงก่อน 4 ขวบ ยังคงใช้ระบบออสเตรเลีย เน้นความผ่อนคลายและไม่บังคับ เพื่อให้เด็กคุ้นเคยและชอบน้ำ ส่วนเด็กโตและนักกีฬาอายุ 5-15 ปี จะนำเทคนิคและระบบจากญี่ปุ่นเข้ามาเสริม เน้นระเบียบวินัย สถิติ การปรับแก้ท่าทาง และโภชนาการ
"คอร์สเด็กเล็ก อายุ 4 เดือนถึงก่อน 4 ขวบ ใช้เวลาเรียน 30 นาทีต่อครั้ง โดยผู้ปกครองต้องลงน้ำด้วย อัตราส่วนครู 1 คนต่อเด็กและผู้ปกครอง 5-6 คู่ เน้นทักษะการเอาชีวิตรอดจากการจมน้ำ เช่น การดำน้ำและการลอยตัว โดยเด็กต้องคอแข็งและได้รับวัคซีนพื้นฐานครบ"
ส่วนคอร์สเด็กโต อายุ 4-15 ปี เรียน 45 นาทีต่อครั้ง เด็กลงน้ำเรียนกับครูโดยตรง อัตราส่วนครู 1 คนต่อเด็ก 2 คน เน้นท่าว่ายน้ำมาตรฐาน 4 ท่า ขณะที่คอร์สนักกีฬา อายุ 12-15 ปี จะฝึกซ้อมช่วงเย็น 3-5 วันต่อสัปดาห์ เน้นสถิติ วินัย และระเบียบการแข่งขัน โดยบริษัทยังเตรียมขยายหลักสูตรไปยังการสอนว่ายน้ำสำหรับผู้ใหญ่ และการออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุด้วย
นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมพัฒนาระบบ Train the Trainer เพื่อสร้าง Master Trainer และโค้ช พร้อมต่อยอดไปสู่หลักสูตรพัฒนานักกีฬามืออาชีพ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าสู่เส้นทางการแข่งขันระดับประเทศ รวมถึงแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในประเทศญี่ปุ่นด้วย
Academy ฝึกครูเข้มดันรายได้เติบโตขึ้น
ดร.พลภัทร กล่าวว่า บริษัทมี Baby Swimming Academy สำหรับฝึกอบรมครูผู้สอนอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 3 เดือน ครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติจริง ตั้งแต่การร้องเพลงเพื่อ Entertain เด็กเล็ก การรับมือเด็กงอแง ไปจนถึงการตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน มีเกณฑ์สอบผ่านอยู่ในระดับ 80%-90% โดยครูที่ผ่านการประเมินจะได้รับ “เสื้อ Professional” ขณะที่เมื่อเปิดสาขาใหม่ ทีม Audit จะลงพื้นที่ติดตามและประเมินคุณภาพต่อเนื่องอีก 6 เดือนถึง 1 ปี
ส่วนโครงสร้างรายได้และการบริหารสระ บริษัทเปิดรับสมัครเป็นเทอม เทอมละ 12 ครั้ง ค่าเรียนประมาณ 8,000-12,000 บาทต่อเทอม ขึ้นอยู่กับทำเล จำกัดความจุของสระ (Cap) ไว้ที่ 80% เพื่อเว้นพื้นที่อีก 20% สำหรับรองรับการเรียนชดเชย (Make-up Class)
อัตราการเรียนต่อ (Retention Rate) ของนักเรียนเดิมสูงถึง 70%-80% ในแต่ละเทอม ขณะที่กลุ่มเป้าหมายหลักคือผู้ปกครองระดับ B+ ขึ้นไป ซึ่งมีกำลังซื้อและให้ความสำคัญกับความปลอดภัย ความสะอาด มาตรฐานการสอน และผลลัพธ์ของการเรียน
ทั้งนี้ มีเหตุผลหลัก 3 ประการที่ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเรียนว่ายน้ำ ได้แก่
- การมองว่าการว่ายน้ำเป็นทักษะชีวิต (Life Skill) ที่สำคัญติดตัวเด็ก
- การส่งเสริมสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย และ
- การเป็นกิจกรรมนอกห้องเรียน ที่ผู้ปกครองยุคใหม่พร้อมลงทุนเพื่อให้บุตรหลานพัฒนาศักยภาพ
ภายใน 3-5 ปี ขยายตลาด ASEAN
สำหระบแผนธุรกิจระยะ 3-5 ปี ของบริษัทวางเป้าหมายขยายแบรนด์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยมุ่งภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย เพราะประเมินว่าเป็นตลาดที่มีความต้องการด้านการเรียนว่ายน้ำและความปลอดภัยทางน้ำ
แม้อัตราการเกิดของเด็กใหม่ในไทยและอาเซียนลดลง แต่ตลาดยังครอบคลุมเด็กหลายช่วงอายุ ตั้งแต่ 4 เดือนถึง 15 ปี โดยกลุ่มเป้าหมายหลักคือครอบครัวระดับปานกลางถึงระดับบน ขณะที่ความต้องการของผู้ปกครองไม่ได้จำกัดเพียงการเรียนว่ายน้ำพื้นฐาน แต่เริ่มต่อยอดไปสู่เส้นทางนักกีฬาและการแข่งขัน
โรดแมป 5 ปี ปั้น Aquatic Center
ดร.พลภัทร กล่าวว่า ในแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี บริษัทวาง Flagship Store บนทำเลราชพฤกษ์-สวนผัก พื้นที่รวมประมาณ 2 ไร่ ใช้งบลงทุนก่อสร้างอาคารและสระประมาณ 18 ล้านบาท ประกอบด้วยสระขนาดเล็กสำหรับเด็กเล็ก และสระขนาดใหญ่ความยาว 25 เมตร สำหรับเด็กโตและการฝึกซ้อมนักกีฬา โดยปีแรก บริษัทจะทำ Train the Trainer เพื่อพัฒนาโค้ช และเปิด Pilot Group สำหรับคอร์สนักกีฬาร่วมกับญี่ปุ่นที่ Flagship Store
ปีที่ 2-3 จะ Roll out หลักสูตรไปยังทั้ง 18 สาขา พร้อมเปิดสาขาใหม่ในหัวเมืองต่างจังหวัด เช่น เชียงใหม่ พิษณุโลก นครปฐม และอยุธยา รวมถึงเริ่มส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน
ปีที่ 4 เตรียมเพิ่มหลักสูตรการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุ โดยเน้นการชะลอความเสื่อม ไม่ใช่การทำกายภาพบำบัด พร้อมนำระบบบำบัดน้ำและสิทธิบัตรจากญี่ปุ่นมาใช้
ปีที่ 5 วางเป้าหมายขยายธุรกิจไปต่างประเทศในกลุ่ม CLMV และ ASEAN ผ่านรูปแบบ Master Franchise หรือ Joint Venture
ขณะเดียวกัน ในตลาดต่างประเทศบริษัทก็มองเวียดนามเป็นเป้าหมายอันดับ 1 ในการขยายสาขา เนื่องจากมีประชากรราว 90 ล้านคน มีกลุ่มวัยทำงานและเด็กจำนวนมาก กำลังซื้อสูง และ SAGINUMA มีประสบการณ์เปิดสระว่ายน้ำ Fuji Swimming ที่ดานังแล้ว ส่วนประเทศอื่นที่น่าสนใจคือ สปป.ลาว เนื่องจากมีกลุ่มคนฐานะดี แต่ในบางประเทศอย่างมาเลเซียก็มีข้อจำกัดด้านมุสลิมและการแต่งกาย เมียนมาก็มีปัญหาการเมือง กัมพูชาและสิงคโปร์ก็ค่อนข้างแข่งขันสูง
"ปัจจุบัน เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ มี 18 สาขาทั่วประเทศ แบ่งเป็นสาขาที่บริษัทบริหารเอง 40% และแฟรนไชส์ 60% สาขาที่อยู่ระหว่างก่อสร้างซึ่งบริษัทจะบริหารเองอยู่บนทำเลราชพฤกษ์-สวนผัก คาดว่าจะเปิดให้บริการต้นปี 2570 พร้อมแผนขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มอีก 2-3 สาขาในปี 2570"
ดร.พลภัทร กล่าวว่า สาขาที่บริษัทบริหารเองจะทำหน้าที่เป็น Flagship และ R&D Center สำหรับพัฒนาระบบและมาตรฐานการเรียนการสอน ส่วนสาขาแฟรนไชส์จะเป็นช่องทางถ่ายทอดองค์ความรู้และระบบมาตรฐานไปยังพันธมิตร โดยบริษัทไม่ได้กำหนดเป้าหมายจากจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับการรักษามาตรฐานของแต่ละสาขา มีเป้าหมายระยะยาวคือการพัฒนา เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ ให้เป็นสถาบันสอนว่ายน้ำมาตรฐานระดับเอเชีย และขยายสู่ตลาดต่างประเทศ
"ณัฏฐ์วิภา" กล่าวว่า ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา บริษัทขยายสาขาจากฐานลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยความร่วมมือกับพันธมิตรจากญี่ปุ่นจะมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาหลักสูตร การสร้างและพัฒนาโค้ช รวมถึงการแลกเปลี่ยนนักกีฬาเยาวชน เพื่อพัฒนาสู่ระดับการแข่งขัน
แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้บริษัทสามารถนำองค์ความรู้จากญี่ปุ่นมาต่อยอดระบบการเรียนการสอนของเบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ และยังเป็นการวางพื้นฐานสำหรับการพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรเพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างธุรกิจ เบบี้ สวิมมิ่ง ไทยแลนด์ จะเน้นการวางระบบหลังบ้านตามแนวคิดเชิงวิศวกรรมให้ความสำคัญกับการสร้างระบบที่แข็งแรง เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ โดยคาดว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจจะอยู่ในในระดับ Single Digit และภาพรวมเมื่อรวมการขยายสาขาใหม่ จัเติบโตเพิ่มขึ้นในระดับ Double Digit






