
แห่ตุนสินค้าหนีของแพง จับตา "ของกิน-ของใช้" จ่อขึ้นราคายกแผง 1 ต.ค. นี้
จับตาของกิน-ของใช้ อาหารแห้ง จ่อปรับราคาขึ้น 1 ต.ค. นี้ หลังผู้ประกอบการส่งสัญญาณให้กักตุนทำสินค้าบางรายการขาดตลาด ขณะที่ห้างดังลดโปรโมชัน เผยกำลังซื้อทรุดต่อเนื่อง ทำตลาดซบเซา ยอดขายลดกว่า 20% ร้านข้าวแกง ขนมหวานเจ๊งระนาว
KEY
POINTS
- สินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการ โดยเฉพาะของกินและของใช้ในชีวิตประจำวัน เตรียมปรับขึ้นราคาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป
- สาเหตุหลักมาจากต้นทุนของผู้ประกอบการที่สูงขึ้น ทั้งค่าพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าแรง ทำให้ผู้ค้าส่งแจ้งปรับราคาสินค้า
- สินค้าจะปรับราคาขึ้นโดยเฉลี่ย 5-10% อาทิ กาแฟสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช รวมถึงร้านอาหารที่อาจปรับราคาเมนูบางรายการ
การปรับราคาสินค้าในหมวดต่างๆ ถูกพูดถึงอีกครั้งเมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นไฮซีซันของธุรกิจ ผนวกต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งจากค่าพลังงาน ค่าขนส่ง รวมไปถึงค่าแรง ฯลฯ โดย “ฐานเศรษฐกิจ” ลงพื้นที่สำรวจตลาดในย่านมีนบุรี พร้อมสัมภาษณ์พ่อค้า-แม่ค้า พบว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายนที่ผ่านมา มีลูกค้ามาใช้บริการลดลง แม้จะมีไทยช่วยไทยพลัส แต่ก็ไม่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เห็นได้จากจำนวนลูกค้าที่มาซื้อของลดลง การซื้อก็ลดลง ทำให้หลายร้านยอดขายลดลง จนต้องปิดร้านหรือลดวันขาย
จ่อปรับราคาขึ้น 1 ต.ค. นี้
เจ้าของร้านโชห่วยรายใหญ่ กล่าวว่า ร้านค้าส่ง รวมถึงทีมขายผู้ประกอบการรายใหญ่ แจ้งปรับราคาสินค้าขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป ไม่ว่าจะเป็น กาแฟสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำมันพืช ธัญพืช รวมถึงถุงพลาสติก (ใส่แกง) ถุงหูหิ้ว กล่องโฟม (ใส่อาหาร) ฯลฯ โดยเสนอให้ร้านค้าสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า เพื่อให้ได้ราคาเดิม ก่อนที่จะปรับราคาใหม่ โดยเฉลี่ยปรับขึ้น 5-10% ขณะที่บางสินค้าในสัปดาห์นี้จนถึงต้นเดือนตุลาคม จะขาดตลาด เช่น ปลากระป๋อง และกล่องโฟม ฯลฯ เพื่อรอราคาใหม่
“สินค้าบางรายการปรับราคาขึ้นแล้ว เช่น กาแฟ 3 in 1, ปลากระป๋อง, สบู่, ยาสีฟัน, แป้งฝุ่น, ผงชูรส, ธัญพืช โดยปรับขึ้นราคา 5-10% ขณะที่บางรายการสั่งซื้อจากแม็คโคร พบว่า มีราคาปรับขึ้นเช่นกัน และบางรายการลดโปรโมชัน ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น ตอนนี้เงินสดในกำมือมีมูลค่าน้อยลง เดิมซื้อของ 2 หมื่นบาทได้หลายอย่าง แต่ตอนนี้ 2 หมื่นบาทซื้อของได้ไม่กี่อย่าง
แถมต้องกักตุนสั่งสินค้ามากขึ้น เพื่อให้ได้ราคาเดิม ขณะที่ยอดขายก็ไม่เพิ่มขึ้น กลับลดลง โดยเดือนนี้คาดว่าจะลดลงกว่า 20% สาเหตุหลักมาจากจำนวนผู้ถือบัตรคนจนที่ลดลง ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้หายไป ส่วนไทยช่วยไทยพลัส ก็ไม่ได้กระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นมากเท่าที่คาดไว้”
ร้านอาหารต้นทุนพุ่ง 5-10%
ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ธุรกิจร้านอาหารในไตรมาส 4 ปี 2569 ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูงและปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง
สำหรับต้นทุนอาหารสดและอาหารแห้งยังมีการเคลื่อนไหวตามฤดูกาล โดยช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝนและอาจเกิดน้ำท่วม ราคาผักบางชนิด เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้ง และคะน้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ต้นทุนเนื้อสัตว์ยังค่อนข้างทรงตัว ส่วนกลุ่มที่น่าจับตาคืออาหารทะเล เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการออกประมงและค่าขนส่ง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบกลุ่มซีฟู้ดปรับตัวสูงขึ้นตาม
“ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี ร้านอาหารมีแนวโน้มปรับราคาจำหน่ายอาหาร 5-10% แต่จะไม่ใช่การปรับขึ้นราคาทั้งหมดทุกรายการ โดยผู้ประกอบการจะเลือกปรับเฉพาะเมนูที่มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมนูอาหารทะเล ขณะที่เมนู อื่นร้านอาหารจะพยายามแบกรับภาระต้นทุนไว้เอง ร้านเองคงไม่ปรับขึ้นทั้งแผง เพราะกลัวจะเสียฐานลูกค้าที่กำลังซื้อน้อยอยู่แล้ว” นายสรเทพกล่าว
สำหรับร้านอาหารขนาดเล็กและร้านริมทาง การปรับราคายังต้องพิจารณาคู่แข่งในตลาด โดยเฉพาะร้านอาหารในระบบนิติบุคคลและร้านอาหารในศูนย์การค้าที่สามารถจัดโปรโมชั่นหรือปรับลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขายได้ ทำให้ร้านอาหารขนาดเล็กไม่สามารถปรับราคาสูงขึ้นมากได้ เพราะอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน
ต้นทุนสูง แต่กำลังซื้อยังอ่อนแรง
นายสรเทพ กล่าวว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารยังต้องบริหารต้นทุนอย่างระมัดระวัง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ต้นทุนหลักทั้งน้ำมัน วัตถุดิบ และค่าขนส่งยังมีแรงกดดันต่อเนื่อง ส่งผลให้การปรับราคาอาหารทำได้จำกัด
ในส่วนมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” มองว่าการสนับสนุนเดือนละ 1,000 บาท มีส่วนช่วยประคองกำลังซื้อไม่ให้หายไปทั้งหมด แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการกระตุ้นยอดซื้ออย่างมีนัยสำคัญ โดยเสนอว่าหากภาครัฐต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ ควรออกแบบมาตรการในลักษณะเดียวกับโครงการคนละครึ่ง และเพิ่มวงเงินเป็นเดือนละ 2,000 บาทต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายสรเทพยังเสนอให้เปิดโอกาสร้านอาหารในระบบนิติบุคคลเข้าร่วมมาตรการด้วย เนื่องจากเมื่อเกิดการใช้จ่าย ร้านค้าจะมีรายได้และนำไปสู่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมถึงภาษีนิติบุคคล ซึ่งสามารถกลับเข้าสู่ภาครัฐ ขณะเดียวกันยังช่วยประคองการจ้างงานในภาคธุรกิจร้านอาหาร
จี้ลดต้นทุนพลังงาน
ด้านต้นทุนพลังงาน นายสรเทพ เสนอให้ภาครัฐพิจารณาลดภาระราคาน้ำมัน โดยเฉพาะการทบทวนการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งมองว่าแม้เป็นรายได้ของภาครัฐ แต่เป็นต้นทุนที่ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐพิจารณาลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับประมาณ 5 บาทต่อหน่วย รวมถึงแนวทางค่าไฟแบบขั้นบันได เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชนและผู้ประกอบการ
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจควรมุ่งสร้างกำลังซื้อให้กลับมาอย่างยั่งยืน ไม่ควรพึ่งพาการแจกเงินเพียงอย่างเดียว พร้อมฝากถึงทีมเศรษฐกิจและรัฐบาลให้แก้ปัญหาตามหลักเศรษฐศาสตร์ ลดต้นทุนค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟและค่าน้ำมัน เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีภาระค่าใช้จ่ายลดลง และช่วยฟื้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ
คอมพ์ขาขึ้น คาดขยับต่อ 5-10%
นายวรพจน์ ถาวรวรรณผู้จัดการทั่วไปประจำไทย และภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ราคาคอมพิวเตอร์ไตรมาสสุดท้ายปี 2569 ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น หลังขึ้นติดต่อกันมา 3 ไตรมาสติด แต่ราคาจะไม่ขึ้นรุนแรงมาก โดยคาดว่าจะอยู่ราว 5-10% อย่างไรก็ตามสถานการณ์การปรับราคาขึ้นของคอมพิวเตอร์ไม่มีผลกระทบต่อโดยขาย โดย 8 เดือนที่ผ่านมายอดขายเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เป็นผลมาจากผู้บริโภคกลัวว่าราคาจะปรับขึ้นอีกและเร่งการจัดซื้อ
อย่างไรก็ตามเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวเล็กน้อยเดือนกันยายนที่ผ่านมา ส่วนไตรมาสสุดท้ายคาดว่า ตลาดจะทรงตัว โดยต้องพิจารณาปัจจัยสนับสนุน ทั้งเรื่องของหน่วยประมวลผลใหม่ที่ออกมา และงานเทรดโชว์คอมพิวเตอร์ช่วงปลายปี
4 หมวดสินค้าจ่อปรับราคา
สอดรับกับผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการค้าปลีก (Retail Sentiment Index : RSI) โดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย จากผู้ประกอบการค้าปลีกทั่วประเทศในเดือนสิงหาคม 2569 ถึงแนวโน้มการปรับราคาสินค้าในระยะเวลา 3 เดือนข้างหน้า (เดือนกันยายน-พฤศจิกายน) ใน 7 หมวดสินค้า พบว่า
1. หมวดสินค้ากึ่งคงทน/ไม่คงทน 55% จะไม่ปรับราคา ขณะที่ 30% จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% และ 15% ปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
2. หมวดสินค้าคงทน 47% จะไม่ปรับราคา ขณะที่ 32% จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% และ 22% จะปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
3. หมวดร้านอาหาร 39% จะไม่ปรับราคา แต่ส่วนใหญ่ 56% จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% มีเพียง 6% จะปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
4. หมวดสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน 31%จะไม่ปรับราคา ขณะที่ 28% จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% และ 37% จะปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
5. หมวดวัสดุก่อสร้าง 31%จะไม่ปรับราคา แต่ส่วนใหญ่ 38%จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% และ 32% ปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
6. หมวดอาหารสดและอาหารแห้ง 29% จะไม่ปรับราคา แต่ส่วนใหญ่ 48% จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% และ 24% จะปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
7. หมวดอาหารอื่นๆ และเครื่องดื่ม 28% จะไม่ปรับราคา แต่ส่วนใหญ่ 48% จะปรับราคาขึ้นไม่เกิน 3% และ 24% จะปรับราคาขึ้นมากกว่า 3%
จากผลสำรวจดังกล่าวจะพบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่จะมีแผนปรับราคาในช่วง 3 เดือนข้างหน้าจากต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะหมวดวัสดุก่อสร้างและอาหารที่มีแนวโน้มปรับขึ้นราคามากกว่ารอบสำรวจเมื่อเดือน พ.ค. 2569 ขณะที่หลายหมวดสินค้า ได้แก่ สินค้ากึ่งคงทนและไม่คงทน, สินค้าคงทน, ร้านอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน
เริ่มมีแนวโน้มชะลอการปรับขึ้นราคา เมื่อเทียบกับผลสำรวจรอบก่อน ส่วนหนึ่งจากแรงกดดันด้านต้นทุนที่เริ่มคลี่คลาย การส่งผ่านต้นทุนได้มีการดำเนินไปบ้างแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับกำลังซื้อยังเปราะบาง ก็จะปรับราคาสินขึ้นอาจจะกระทบกับยอดขายโดยตรง
อย่างไรก็ดี ปัจจัยลบ ที่ต้องเฝ้าระวังและสร้างความกังวลให้แก่ผู้ประกอบการค้าปลีก ได้แก่ ความไม่แน่นอนของปัจจัยภายนอก ทั้งความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกที่อาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนการขนส่งสินค้าและค่าครองชีพ รวมถึงปัจจัยภายในประเทศ ทั้งประเด็นความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนและการบริโภคในอนาคต







