thansettakij
thansettakij
‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ปั้น CJ MORE ปูพรมยึดกรุงเทพฯ สร้างอาณาจักรแสนล้าน

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ปั้น CJ MORE ปูพรมยึดกรุงเทพฯ สร้างอาณาจักรแสนล้าน

19 ก.ย. 69 | 03:28 น.
อัปเดตล่าสุด :19 ก.ย. 69 | 03:36 น.

“เสถียร เสถียรธรรมะ” เดินเกม CJ MORE ปูพรมกรุงเทพฯ บุกซอย รุกแล้วกว่า 300 สาขา ควบคู่ภาคเหนือ-ใต้ เร่งสู่ 5,000 สาขา สปีดสร้างอาณาจักรแสนล้าน พร้อมเข้าตลาดหุ้นปี 2572

KEY

POINTS

  • CJ MORE ภายใต้การนำของ 'เสถียร เสถียรธรรมะ' วางแผนเร่งขยายสาขาให้ครบ 5,000 สาขาภายในปี 2572 โดยมุ่งเน้นการปูพรมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก
  • ใช้กลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" ขยายจากต่างจังหวัดเข้าสู่ชุมชนและซอยต่างๆ ในกรุงเทพฯ ชูจุดเด่นร้านขนาดใหญ่ สินค้าหลากหลาย และแนวคิด "ครบ ถูก คุ้ม" เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง
  • ตั้งเป้าสร้างยอดขายให้แตะระดับ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2570 ซึ่งเร็วกว่าแผนเดิม พร้อมเตรียมนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2572

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มคาราบาว กล่าวว่า ปัจจุบัน CJ MORE มีสาขาประมาณ 2,100 สาขา ครอบคลุม 60 จังหวัด แบ่งเป็น CJ Super ประมาณ 1,500-1,600 สาขา และ CJ MORE ประมาณ 400-500 สาขา โดยแผนการเติบโตจากนี้จะเร่งขยายสาขาเฉลี่ยประมาณ 500 สาขาต่อปี จากเดิมที่เปิดได้ราว 300-400 สาขาต่อปี และมีโอกาสเพิ่มเป็น 600-700 สาขาต่อปีในระยะถัดไป

กางยุทธศาสตร์ของ CJ

ยุทธศาสตร์ของ CJ ในช่วงเริ่มต้นมาจากการสร้างฐานในต่างจังหวัดและเมืองรอง ก่อนขยายเข้าสู่พื้นที่รอบกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นลักษณะของการสร้างฐานลูกค้าจากพื้นที่รอบนอกก่อนเข้าสู่เมือง ขณะที่การพัฒนาโมเดล CJ MORE ทำให้บริษัทมีร้านค้าขนาดใหญ่ขึ้นและสามารถรองรับสินค้าที่หลากหลายกว่าร้านสะดวกซื้อทั่วไป

 

‘เสถียร เสถียรธรรมะ’ ปั้น CJ MORE ปูพรมยึดกรุงเทพฯ สร้างอาณาจักรแสนล้าน

 

โจทย์สำคัญของ CJ MORE คือการแข่งขันในตลาดค้าปลีกที่มีผู้เล่นรายใหญ่ครองเครือข่ายสาขาจำนวนมาก ดังนั้นการเพิ่มจำนวนสาขาจาก 2,100 สาขาไปสู่มากกว่า 5,000 สาขา จึงไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มจุดขาย แต่เป็นการสร้างขนาดธุรกิจและเครือข่ายเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

 “เสถียร” เล่าว่า เน้นเลือกสร้างความแตกต่างจากการแข่งด้วย “ความสะดวก” เพียงอย่างเดียว โดยเน้นโมเดลร้านที่มีพื้นที่ใหญ่ขึ้น สินค้าหลากหลาย และตอบโจทย์การซื้อสินค้าเข้าบ้าน ภายใต้แนวคิด “ครบ ถูก คุ้ม” ขณะที่การเลือกทำเลก็ไม่ได้จำกัดเฉพาะถนนสายหลัก แต่เน้นเข้าไปในซอยและชุมชน เพื่ออยู่ใกล้ฐานลูกค้า แนวทางดังกล่าวทำให้ CJ สามารถขยายสาขาในพื้นที่ที่มีคู่แข่งอยู่แล้ว โดยใช้ความหลากหลายของสินค้า ขนาดร้าน และการเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละชุมชนเป็นจุดสร้างความแตกต่าง แทนการพยายามแข่งขันด้วยจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว

จากป่าล้อมเมือง สู่ซอยกรุงเทพฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดของ CJ

สำหรับกรุงเทพฯ ถือเป็นพื้นที่ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดของ CJ โดยมีประมาณ 300 สาขา และยังเป็นพื้นที่ที่บริษัทให้ความสำคัญในการขยายเครือข่าย โดยทำเลส่วนใหญ่กระจายอยู่ในพื้นที่ชุมชนและซอยต่างๆ เช่น หนองแขม บางแค ดุสิต บางซื่อ พหลโยธิน และพระโขนง

 ในภาพรวม บริษัทวางเป้าหมายให้กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วนประมาณ 30% ของเครือข่ายในเป้าหมายระยะถัดไป สะท้อนว่าการเติบโตของ CJ ไม่ได้มุ่งเฉพาะตลาดต่างจังหวัด แต่กำลังขยายฐานเข้าสู่เขตเมืองและชุมชนขนาดใหญ่ควบคู่กันส่วนภาคเหนือ ปัจจุบันขยายไปถึงพิษณุโลก พิจิตร และกำแพงเพชร พร้อมเดินหน้าสู่เชียงใหม่และเชียงราย โดยมีข้อจำกัดสำคัญคือระบบศูนย์กระจายสินค้า หรือ DC ที่ต้องรองรับระยะทางและเวลาขนส่งให้เหมาะสม

เตรียมแผนขยายสาขาภาคเหนือ-ภาคใต้

ด้านภาคใต้ บริษัททยอยขยายจากชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพังงา ก่อนเดินหน้าสู่ภูเก็ต และตั้งเป้ามีสาขาในภาคใต้ประมาณ 150 สาขาในระยะต่อไป ขณะที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม

ปัจจุบัน CJ มีศูนย์กระจายสินค้า 5 สาขา และปีนี้ยังไม่มีแผนลงทุน DC แห่งใหม่ แต่เตรียมพิจารณาการลงทุนในภาคเหนือหรือภาคใต้ในปีหน้า เพื่อรองรับการขยายสาขา การเร่งขยายสาขามาพร้อมงบลงทุน โดยปี 2569 ใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2570 ตั้งงบลงทุนไว้ราว 5,000-6,000 ล้านบาท รองรับการเพิ่มจำนวนสาขา โดยลงทุนเฉลี่ยประมาณ 9-10 ล้านบาทต่อสาขา

 

เป้าหมายรายได้แสนล้านปีหน้า

สำหรับผลประกอบการ CJ MORE ตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะขยับแตะ 1 แสนล้านบาทในปี 2570 ซึ่งเร็วกว่ากรอบเป้าหมายเดิม โดยการเพิ่มสาขาจะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนยอดขาย ขณะที่ปีที่ผ่านมา CJ มีกำไรประมาณ 5,000 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้ผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่อง

 เป้าหมายระยะยาวคือการเพิ่มจำนวนสาขาให้มากกว่า 5,000 สาขาภายในปี 2572 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่นายเสถียรวางกรอบนำ CJ MORE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเลือกตลาดใด โดยมีตลาดทุนต่างประเทศเข้ามาหารือทั้งฮ่องกง สิงคโปร์ และ Nasdaq ขณะที่บริษัทจะพิจารณาถึงประโยชน์ระยะยาวและความเหมาะสมต่อผู้ถือหุ้นมากกว่าการเร่งระดมทุน เนื่องจากปัจจุบันไม่ได้มีแรงกดดันด้านเงินทุนหรือภาระหนี้ที่จำเป็นต้องใช้ IPO เป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา

 เส้นทางของ CJ MORE จากร้านค้าปลีกในต่างจังหวัด สู่เครือข่ายกว่า 2,100 สาขา และเป้าหมาย 5,000 สาขา จึงไม่ได้มองเพียงการเพิ่มจำนวนร้าน แต่เป็นการสร้างขนาดธุรกิจ ระบบกระจายสินค้า และฐานลูกค้า เพื่อรองรับเป้าหมายยอดขายระดับแสนล้านบาทในปี 2570 และวางโครงสร้างธุรกิจให้พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนในปี 2572