thansettakij
thansettakij
เบอร์เกอร์คิง แก้เกมตลาด QSR ลดไซส์-ลดเงิน งัด Pop Culture ดันยอดขาย

เบอร์เกอร์คิง แก้เกมตลาด QSR ลดไซส์-ลดเงิน งัด Pop Culture ดันยอดขาย

08 ก.ย. 69 | 08:37 น.
อัปเดตล่าสุด :08 ก.ย. 69 | 08:39 น.

เบอร์เกอร์คิงปรับเกมรุกตลาด QSR เดินหน้าลดขนาดร้าน-ลดเงินลงทุนต่อ จับกระแส Pop Culture ดึง Dragon Ball หวังเพิ่มทราฟฟิกและความถี่การใช้บริการ

KEY

POINTS

  • เบอร์เกอร์คิงใช้กลยุทธ์ Pop Culture โดยร่วมมือกับการ์ตูนดัง "Dragon Ball" เพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่และเพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการ
  • มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่ม Gen Y และ Gen Z และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แบรนด์ เพื่อสู้ศึกในตลาด QSR ที่มีการแข่งขันสูง
  • กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวเพื่อสร้างฐานลูกค้าคนไทยให้แข็งแกร่ง และลดการพึ่งพานักท่องเที่ยวที่ชะลอตัวลง

นายอานัส นลินวิลาวัณย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ คิง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทิศทางการขยายสาขาของเบอร์เกอร์คิงจากนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนา Smaller Format มากขึ้น จากเดิมที่การเปิดร้านต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างใหญ่ ส่งผลให้ต้นทุนทำเลและเงินลงทุนสูง โดยบริษัทกำลังมองหารูปแบบร้านที่ใช้พื้นที่ต่ำกว่า 100 ตารางเมตร เพื่อให้สามารถเข้าถึงทำเลใหม่ ๆ ได้มากขึ้น

ปัจจุบันเบอร์เกอร์คิงมีสาขาประมาณ 107 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ และปริมณฑลราว 60% และต่างจังหวัดประมาณ 40% โดยมีสาขาในภูเก็ต 11 แห่ง และเชียงใหม่ 5 แห่ง ขณะที่รูปแบบร้านมีทั้งร้านอินไลน์ ร้านที่มีไดรฟ์ทรู และร้านในศูนย์การค้า โดยร้านอินไลน์ยังเป็นรูปแบบหลักราว 130 ตารางเมตร และบริษัทต้องการพัฒนารูปแบบที่เล็กลง โดยล่าสุดสามารถทำร้านขนาดประมาณ 80 ตารางเมตรได้แล้ว

 

นายอานัส นลินวิลาวัณย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ คิง (ประเทศไทย) จำกัด

 

“ยิ่ง Smaller Format เราสามารถหาโลเคชันที่อาจต่ำกว่า 100 ตารางเมตรได้ เพราะพื้นที่ใหญ่ราคาก็แพง ตอนแรกทำเล Shop House อาจเข้าไม่ได้ แต่หลังจากทดลองเปิดรูปแบบดังกล่าวแล้ว ก็ทำให้เห็นโอกาสในการขยายไปยังทำเลที่หลากหลายมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องจำกัดเฉพาะกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่”

นักท่องเที่ยวหาย ดันฐานลูกค้าไทยพยุงธุรกิจ

สำหรับโครงสร้างลูกค้า เบอร์เกอร์คิงระบุว่า สาขาในกรุงเทพฯ มีลูกค้าคนไทยเป็นฐานหลักราว 80% และนักท่องเที่ยวหรือ Expat ประมาณ 20% ขณะที่สาขาในเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต กระบี่ และสมุย สัดส่วนกลับกัน โดยนักท่องเที่ยวคิดเป็นประมาณ 80% และคนไทยหรือ Expat ราว 20%

อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของนักท่องเที่ยวส่งผลต่อธุรกิจอย่างชัดเจน โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปี บริษัทมีโมเมนตัมการเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน แต่หลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ สถานการณ์เปลี่ยนไปและนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้บริษัทต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อไม่ให้ธุรกิจพึ่งพากำลังซื้อนักท่องเที่ยวมากเกินไปกลยุทธ์ดังกล่าวเริ่มเห็นผลจากฐานสาขาที่พึ่งพาลูกค้าคนไทยเป็นหลัก โดยสาขากลุ่มนี้สามารถช่วยพยุงภาพรวมธุรกิจ และยังรักษาการเติบโตได้ แม้เผชิญภาวะนักท่องเที่ยวชะลอตัว

“เราเคยตั้งคำถามในทีมว่าจะไม่พึ่งพานักท่องเที่ยวอย่างไร การเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ที่มีลูกค้าคนไทยเป็นหลัก ทำให้หลังจากนักท่องเที่ยวหายไป ฐานสาขากลุ่มนี้สามารถพยุงทั้งระบบได้ และยังสามารถบวกได้อยู่” 

พร้อมกันนี้ บริษัทได้ปรับกลยุทธ์ตั้งแต่เดือนมีนาคม ทั้งการออกสินค้าและโปรโมชั่นให้ตอบโจทย์กำลังซื้อของคนไทยมากขึ้น โดยเฉพาะการลดภาพจำว่าเบอร์เกอร์คิงเป็นแบรนด์ที่มีราคาสูง ผ่านการเพิ่มทางเลือกของสินค้าในระดับราคา 39 บาท 49 บาท และ 59 บาท เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแบรนด์

ยอดขายปีนี้ยังบวก 2-3% เร่งเพิ่มความถี่ลูกค้า

สำหรับผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมา เบอร์เกอร์คิงมียอดขายรวมเติบโตประมาณ 6% ขณะที่จำนวนธุรกรรม หรือ Transaction เติบโตในระดับ 10-11% สะท้อนการเพิ่มขึ้นของจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ ส่วนปีนี้ แม้เผชิญแรงกดดันจากตลาดนักท่องเที่ยว แต่ช่วง 2 เดือนแรกยังเติบโตได้ดี ก่อนชะลอลงในช่วงหลัง โดยปัจจุบันยอดขายสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังเติบโตประมาณ 2-3%

หนึ่งในโจทย์สำคัญของบริษัทจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่ แต่คือการ เพิ่มความถี่ในการกลับมาใช้บริการ โดยปัจจุบันลูกค้าเข้าร้านเฉลี่ยประมาณ 2.3 ครั้ง ขณะที่ในช่วงที่มีแคมเปญสามารถเพิ่มความถี่ได้ถึงประมาณ 3.5 ครั้งต่อเดือน และมียอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อบิลประมาณ 285 บาท

ดึงพลัง Dragon Ball เจาะ Gen Y-Gen Z

ล่าสุด เบอร์เกอร์คิงเปิดตัวแคมเปญ “BURGER KING x DRAGON BALL” ระหว่างวันที่ 8 กันยายน-18 ตุลาคม 2569 นำ Global IP อย่าง Dragon Ball มาต่อยอดเป็นเมนูพิเศษและของสะสมลิขสิทธิ์แท้ 6 คาแรกเตอร์ เพื่อสร้าง Traffic และกระตุ้นความถี่การกลับมาใช้บริการ

 

เบอร์เกอร์คิง สู้ศึก QSR งัด Pop Culture ดึงทราฟฟิก-เพิ่มความถี่ รับตลาดแข่งเดือด

 

กลยุทธ์ดังกล่าวต่อยอดจากความสำเร็จของการนำ Pop Culture เข้ามาสร้างสีสันให้กับแบรนด์ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะแคมเปญ NARUTO ซึ่งบริษัทระบุว่าสามารถผลักดันยอดขายในช่วงแคมเปญเติบโตประมาณ 10% และจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้น 12%

สำหรับ Dragon Ball บริษัทมองว่าเป็น Global IP ที่มีฐานแฟนกว้าง ตั้งแต่ผู้บริโภคที่เติบโตมากับเรื่องราวของ Goku และเหล่านักรบซูเปอร์ไซย่า ไปจนถึงแฟนอนิเมะรุ่นใหม่ กลุ่มนักสะสม รวมถึงครอบครัวและเด็ก จึงสามารถเชื่อมโยงผู้บริโภคหลายเจเนอเรชันเข้าด้วยกัน

แคมเปญครั้งนี้พัฒนาเมนูพิเศษรวม 10 รายการ ทั้งเบอร์เกอร์ ของทานเล่น เครื่องดื่ม และของหวาน พร้อมของสะสม 6 คาแรกเตอร์ ได้แก่ Goku, Piccolo, Vegeta, Beerus, Super Saiyan Blue Goku และ Super Saiyan Blue Vegeta โดยบริษัทตั้งเป้าใช้แคมเปญดังกล่าวสร้าง Engagement ให้ลูกค้านำไปสร้างคอนเทนต์ต่อในโลกออนไลน์ และขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มแฟน Dragon Ball และนักสะสม

 

QSR แข่งขันด้วยประสบการณ์ ไม่ใช่แค่ราคา

นายอานัสกล่าวว่า กลุ่มลูกค้าหลักของเบอร์เกอร์คิงในปัจจุบันอยู่ในกลุ่ม Gen Y อายุประมาณ 30-45 ปี ขณะที่กลยุทธ์ Pop Culture จะเข้ามาช่วยขยายฐานไปยัง Gen Z รวมถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เติบโตแล้วและมีกำลังซื้อ

โจทย์สำคัญของบริษัทจึงเป็นการทำให้แบรนด์ไม่ได้แข่งขันด้วยอาหารและราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้าง “ประสบการณ์” ที่ทำให้ลูกค้าอยากเข้าร้านและกลับมาใช้บริการซ้ำ ซึ่ง Collaboration กับ Global IP เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสดใหม่ให้กับแบรนด์

 

ปีหน้าเพิ่มสาขา Smaller Format

ด้านแผนขยายสาขา เบอร์เกอร์คิงยังเดินหน้าขยายเครือข่ายต่อเนื่อง โดยปีนี้มีแผนเปิดรวม 7 สาขา และอาจเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเป็นสาขาสุดท้ายของปี ขณะที่ปีหน้าบริษัทวางเป้าหมายเปิดประมาณ 5-7 สาขา ในจำนวนดังกล่าวจะเริ่มเห็นการนำ Smaller Format มาใช้มากขึ้น เบื้องต้นคาดว่าจะมีประมาณ 2-3 สาขาที่เป็นโมเดลร้านขนาดเล็ก ส่วนที่เหลือยังคงเป็นรูปแบบ Stand Alone

บริษัทมองว่าการลดขนาดร้านและลด Capex ต่อสาขา จะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้สามารถขยายสาขาได้เร็วขึ้น และเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกทำเล โดยเฉพาะทำเลใหม่ที่อาจไม่สามารถรองรับร้านขนาดใหญ่ได้ ขณะที่เป้าหมายระยะต่อไปคือการสร้างโมเดลที่เหมาะสมเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้า

ทั้งหมดสะท้อนว่าเกมของเบอร์เกอร์คิงจากนี้ไม่ได้อยู่ที่การเร่งเปิดสาขาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการ “ลดขนาดเพื่อเพิ่มโอกาส” ควบคู่กับการใช้พลัง Pop Culture เพิ่มความถี่ลูกค้า โดยมีเป้าหมายสำคัญคือสร้างฐานลูกค้าคนไทยให้แข็งแรง ลดการพึ่งพานักท่องเที่ยว และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในตลาด QSR ที่ต้องแย่งทั้งกำลังซื้อและทราฟฟิกของผู้บริโภค