thansettakij
thansettakij
10 ปีบนเส้นทาง ทายาทรุ่น 3 'ขายหัวเราะ' เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเสียงหัวเราะ

10 ปีบนเส้นทาง ทายาทรุ่น 3 'ขายหัวเราะ' เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเสียงหัวเราะ

01 ก.ย. 69 | 05:24 น.
อัปเดตล่าสุด :01 ก.ย. 69 | 05:25 น.

จากหน้ากระดาษการ์ตูนสู่โลกของ Cultural IP “นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” ทายาทรุ่น 3 ขายหัวเราะ เปิดใจบททดสอบตลอด 10 ปี เมื่อการสืบทอดแบรนด์ที่คนไทยผูกพันไม่ใช่แค่การรักษาของเดิม แต่ต้องกล้าปรับตัว ทดลองสิ่งใหม่ และพาคาแรกเตอร์ไทยก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน

KEY

POINTS

  • พิมพ์พิชา อุตสาหจิต ทายาทรุ่นที่ 3 ใช้เวลากว่า 10 ปีในการปรับโฉม "ขายหัวเราะ" จากธุรกิจหนังสือการ์ตูนสู่การเป็นแบรนด์คาแรกเตอร์ที่ขยายไปสู่ธุรกิจคอนเทนต์ สินค้า และไลเซนส์ซิ่ง เพื่อให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลง
  • เผชิญความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างการรักษา DNA เดิมที่แฟนคลับผูกพัน กับการทดลองสิ่งใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งทุกการเปลี่ยนแปลงมักมีแรงกระเพื่อมกลับมาเสมอ
  • กลยุทธ์สำคัญคือการพัฒนาและต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ทั้งการปรับภาพลักษณ์คาแรกเตอร์คลาสสิกให้เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม และการสร้าง IP ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

กว่า 5 ทศวรรษที่ชื่อ “ขายหัวเราะ” อยู่คู่กับคนไทย จากหน้ากระดาษการ์ตูนที่สร้างเสียงหัวเราะให้หลายเจเนอเรชัน วันนี้โจทย์ของแบรนด์ไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็น “หนังสือการ์ตูน” อีกต่อไป แต่กำลังขยับตัวสู่การเป็นแบรนด์คาแรกเตอร์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในทั้งคอนเทนต์ สินค้า อีเวนต์ คอมมูนิตี้ และไลฟ์สไตล์

นี่คือโจทย์ของ “นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” ทายาทรุ่น 3 ที่เข้ามาร่วมบริหารธุรกิจครอบครัวตั้งแต่ปี 2014 และใช้เวลากว่า 10 ปีเรียนรู้ว่า การสืบทอดแบรนด์ที่คนไทย “รักและจำได้” อาจยากกว่าการสร้างแบรนด์ใหม่เสียอีก เพราะทุกครั้งที่ขยับ ย่อมมีทั้งคนที่ชอบและคนที่ถามกลับว่า “ของเดิมดีกว่าไหม”

 

“นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” ทายาทรุ่น 3 ขายหัวเราะ

 

จากขายหัวเราะในหน้ากระดาษ สู่แบรนด์ที่อยากอยู่ในทุกวันของคน

พิมพ์พิชา เล่าให้ฐานเศรษฐกิจฟังว่า วันนี้ขายหัวเราะไม่ได้วางตัวเองเป็นเพียงหนังสือการ์ตูน แต่เป็น “แบรนด์การ์ตูนที่เน้นอารมณ์ขันและคาแรกเตอร์แบบไทยๆ” โดยมีจุดแข็งสำคัญคือความผูกพันกับคนไทยที่สะสมมานานหลายรุ่น ดังนั้นโมเดลธุรกิจจึงขยายออกจากสื่อไปสู่หลายพื้นที่ ตั้งแต่ Media, Content, Collaboration, Licensing, Event ไปจนถึง Merchandise โดยธุรกิจหลักยังอยู่ที่ Media, Collaboration และ Licensing ขณะที่ Event และ Merchandise เป็นอีกกลุ่มธุรกิจที่เข้ามาเสริม

“เราไม่ได้มองว่าขายหัวเราะต้องอยู่ในสื่อใดสื่อหนึ่ง แต่สามารถเป็นได้ทุกอย่างในชีวิตประจำวันของผู้คน”

แนวคิดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของธุรกิจคาแรกเตอร์ จากเดิมที่ตัวละครอาจอยู่บนหน้ากระดาษหรือแพ็กเกจสินค้า วันนี้คาแรกเตอร์กำลังกลายเป็น “ทรัพย์สินทางปัญญา” ที่สร้างรายได้ต่อเนื่องผ่านหลายอุตสาหกรรม

รับไม้ต่อ 10 ปี แต่สิ่งที่ยากไม่ใช่แค่บริหารธุรกิจ

สำหรับพิมพ์พิชา ความท้าทายของการเป็นทายาทรุ่น 3 ไม่ได้อยู่ที่การ “รับช่วงต่อ” เพียงอย่างเดียว แต่คือการบริหารแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแทบทุกวัน ทั้ง Social Media, AI, เทคโนโลยีใหม่ รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกแขนงมากขึ้น ทำให้ไม่มีสูตรสำเร็จว่าคอนเทนต์หรือคาแรกเตอร์แบบไหนจะกลายเป็นกระแสใหญ่เหมือนในอดีต

ยิ่งเป็นแบรนด์ที่มีฐานแฟนอยู่แล้ว การตัดสินใจแต่ละครั้งจึงมี “แรงกระเพื่อม” ตามมาเสมอ หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นชัดคือการเปลี่ยนโลโก้บน Instagram ซึ่งแม้จะเป็นการปรับแบรนด์ แต่ก็หนีไม่พ้นเสียงสะท้อนจากแฟนๆ ที่บอกว่า “ชอบของเดิมมากกว่า”

สำหรับพิมพ์พิชา นี่คือธรรมชาติของการบริหารแบรนด์เก่าแก่ “ถ้าเป็นแบรนด์ใหม่ เรื่องที่ต้องพิจารณาอาจไม่เยอะเท่าแบรนด์ที่อยู่มานาน เพราะทุกครั้งที่ตัดสินใจเปลี่ยนอะไร จะมีแรงกระเพื่อมหรือแรงต้านกลับมาเสมอ”

หาสมดุล “สิ่งที่ต้องรักษา” กับ “สิ่งที่ต้องเปลี่ยน”

ขายหัวเราะยังต้องรักษา DNA เดิม ทั้งอารมณ์ขันแบบไทย ความเข้าถึงง่าย ความเป็นคอมิก และความผูกพันที่คนหลายรุ่นมีต่อแบรนด์ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถามตัวเองตลอดว่า มีอะไรบ้างที่ตลาดเปลี่ยนไปแล้ว และถึงเวลาต้องทดลองสิ่งใหม่ ไม่รู้ว่าทำแล้วจะฮิตไหม แต่ต้องกล้าลอง หนึ่งในบทเรียนสำคัญตลอด 10 ปีของพิมพ์พิชา คือการยอมรับว่า ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ความสำเร็จของคอนเทนต์หรือคาแรกเตอร์ได้ 100%

 

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเสียงหัวเราะ เปิดใจ 10 ปีบนเส้นทาง ทายาทรุ่น 3 ขายหัวเราะ

 

แม้เข้าสู่ยุค AI แล้ว ก็ไม่มีเครื่องมือใดบอกได้อย่างแน่นอนว่า “ทำสิ่งนี้แล้วจะฮิต” สิ่งที่ทำได้คือการประเมินข้อมูลให้รอบด้าน ตัดสินใจให้ดีที่สุด และเปิดพื้นที่ให้เกิดการทดลอง พิมพ์พิชา เรียกสิ่งนี้ว่า Trial and Error หรือการสร้าง “Sandbox” ให้ทีมได้ลองทำสิ่งใหม่ เพราะหลายปรากฏการณ์ที่กลายเป็น Impact ในสังคม ล้วนเกิดจากการทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และสิ่งที่ไม่เคยทำย่อมไม่มีสูตรการันตีความสำเร็จ มุมคิดนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในทิศทางของขายหัวเราะในปีนี้ นั่นคือ “Reconnect กับแฟนเดิม พร้อม Explore แฟนใหม่” ผ่านรูปแบบใหม่ๆ

 

“บัญชีออมใจ” วิชาธุรกิจที่พ่อแม่ไม่ได้สอนในตำรา

 

แม้โลกธุรกิจจะเปลี่ยนเร็ว แต่บทเรียนหนึ่งที่พิมพ์พิชาได้รับจากครอบครัวกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีตัวเลข ไม่มี KPI และไม่มีสูตรคำนวณ นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า “บัญชีออมใจ” พ่อแม่สอนให้ทำดีกับคนที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พาร์ตเนอร์ หรือคนรอบตัว โดยไม่จำเป็นต้องคิดทันทีว่าจะได้ผลตอบแทนอะไรกลับมา เมื่อก่อน พิมพ์พิชายอมรับว่าไม่เข้าใจว่าบัญชีออมใจคืออะไร แต่เมื่อทำธุรกิจไปนานขึ้นจึงเริ่มเห็นว่า น้ำใจและความสัมพันธ์ที่สะสมไว้ อาจย้อนกลับมาเป็นโอกาสหรือความช่วยเหลือในวันที่เราไม่ได้คาดคิด

“การทำดีต่อคนอื่นไม่มีอะไรเสียหาย ถ้ามีโอกาสก็ทำไว้เถอะ”

 

“นิว-พิมพ์พิชา อุตสาหจิต” ทายาทรุ่น 3

 

สำหรับทายาทรุ่น 3 ที่ต้องบริหารทั้งแบรนด์และผู้คน บทเรียนนี้อาจเป็นหนึ่งใน “สินทรัพย์” ที่สำคัญไม่แพ้ทรัพย์สินทางธุรกิจ เพราะพิมพ์พิชายอมรับตรงๆ ว่า เรื่อง “คน” เป็นหนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดสำหรับเธอ โดยเฉพาะเมื่อเป็นคนที่มีบุคลิกค่อนข้าง Introvert และไม่ได้คิดว่าตัวเองจะอยากเป็นหัวหน้าคน หากไม่ได้เข้ามาทำธุรกิจครอบครัว สิ่งที่เรียนรู้คือ ไม่มีทางทำให้ทุกคนพอใจได้ แต่ทุกความผิดพลาดและฟีดแบ็กที่ได้รับสามารถนำมาปรับปรุงตัวเองให้เป็นผู้นำที่ดีขึ้นในทุกปี

 

ปังปอนด์-หนูหิ่น ไม่ต้องจับคนกลุ่มเดียวกันอีกต่อไป

เมื่อพูดถึงอนาคตของธุรกิจคาแรกเตอร์ พิมพ์พิชามองว่าตลาดยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก เพราะผู้บริโภคเปิดรับคาแรกเตอร์มากขึ้น และบทบาทของคาแรกเตอร์ก็เปลี่ยนจาก “ตัวประกอบ” มาเป็น “ตัวหลัก” เปรียบคาแรกเตอร์ในยุคนี้ไม่ต่างจาก Pop Star หรือ Idol ที่สามารถมีแฟนเบส สร้างคอนเทนต์ ทำ Collaboration สร้างสินค้า และสร้างประสบการณ์ได้

 

เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วกว่าเสียงหัวเราะ เปิดใจ 10 ปีบนเส้นทาง ทายาทรุ่น 3 ขายหัวเราะ

 

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่าน Character Fest ของขายหัวเราะ ซึ่งในปีนี้วางธีม “Pop Star Party” เพราะต้องการขยับจากงานรวมคาแรกเตอร์ ไปสู่การเป็น Pop Culture Festival รูปแบบหนึ่ง ขณะเดียวกัน คาแรกเตอร์แต่ละตัวก็จะถูกวาง Positioning ให้ชัดขึ้น ไม่จำเป็นต้องจับกลุ่มเป้าหมายเดียวกันทั้งหมด “ปังปอนด์” จะเน้น Kids & Family ขณะที่ “หนูหิ่น” จะถูกวางให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ ผ่านคาแรกเตอร์สาวที่มีจินตนาการสูง และสามารถ “จิ้น” ได้ทุกเรื่องอย่างสนุกสนาน ไม่จำกัดอยู่เพียงกรอบเดิมๆ

 

เปิดห้องทดลอง IP ใหม่ ตั้งแต่คนเบลอถึงเทพป่วน

ความน่าสนใจคือ ขายหัวเราะไม่ได้หยุดอยู่กับคาแรกเตอร์คลาสสิก แต่กำลังสร้าง IP ใหม่ๆ เพื่อให้เข้ากับอินไซต์ของคนแต่ละกลุ่ม หนึ่งในนั้นคือซีรีส์ “คนจะเบลอ” ที่นำคาแรกเตอร์เดิมมาเล่าเรื่องผ่านมุมมองคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะอินไซต์ของคนทำงาน รวมถึง “น้องฮีฮา” ที่พัฒนาขึ้นเพื่อสะท้อนอินไซต์ของเด็กและคนที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงาน

อีกโปรเจกต์ที่น่าสนใจคือ “Holy Ship” ซึ่งหยิบเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์แบบไทยๆ มาตีความใหม่ ผ่านจินตนาการว่าเบื้องหลังเทพ เทวดา ต้นโพธิ์ หรือเจ้าแม่ต่างๆ ทำงานกันอย่างไรเวลามีคนมาขอเลขเด็ด ทั้งหมดนี้สะท้อนวิธีคิดใหม่ของขายหัวเราะ คือไม่ใช่แค่การนำคาแรกเตอร์เก่ามาขายซ้ำ แต่เปิดพื้นที่ให้ทีมรุ่นใหม่ทดลองสร้าง IP ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มใหม่

 

โจทย์ใหญ่ไม่ใช่ “ไม่มีคาแรกเตอร์ดี” แต่ไทยยังขาด Ecosystem

แม้ตลาดคาแรกเตอร์ไทยจะคึกคักขึ้นอย่างมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่พิมพ์พิชามองว่า ความท้าทายสำคัญไม่ได้อยู่ที่ประเทศไทยไม่มีคาแรกเตอร์หรือ IP ที่แข็งแรง ปัญหาคือยังขาด “Ecosystem” ที่จะช่วยให้ IP ไทยเติบโตจนสามารถเดินทางข้ามสินค้า ข้ามแพลตฟอร์ม และข้ามประเทศได้

ปัจจุบันเจ้าของ IP ยังต้องทำหลายอย่างด้วยตัวเอง ตั้งแต่สร้างคอนเทนต์ ทำสินค้า ไปจนถึงหาพาร์ตเนอร์และขยายตลาดขณะเดียวกัน ตลาดไทยเองอาจยังไม่ใหญ่พอที่จะทำให้ทุก IP เติบโตได้ด้วยตัวเอง จึงอาจต้องมีระบบสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงบทบาทของภาครัฐในการสร้างโอกาสให้คาแรกเตอร์ไทยได้พบกับ Buyer ต่างประเทศ หรือมีเวทีในการโปรโมต IP ไทยในตลาดโลก

 

จาก “มาสคอต” สู่ “เพื่อน” ของผู้บริโภค

อีกปรากฏการณ์ที่พิมพ์พิชามองว่าน่าสนใจคือการเติบโตของ Mascot Marketing ในไทย โดยเฉพาะช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจากเดิมคาแรกเตอร์อาจมีหน้าที่เพียงอยู่บนแพ็กเกจสินค้า หรือเป็นองค์ประกอบในการสื่อสารแบรนด์ วันนี้บทบาทกำลังเปลี่ยนไปเป็น Emotional Connection ที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “นี่คือตัวแทนของฉัน” คาแรกเตอร์จึงสามารถเข้าไปอยู่ในแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ อาหาร รีเทล อาร์ตทอย อีเวนต์ และดิจิทัลคอนเทนต์ได้

โจทย์ของแบรนด์จึงไม่ใช่เพียง “จะใช้คาแรกเตอร์ดีหรือไม่” แต่เป็น “จะใช้คาแรกเตอร์อย่างไรให้คนอยากมีส่วนร่วม อยากผูกพัน และอยากเป็นเพื่อนกับคาแรกเตอร์ตัวนั้น” นี่อาจเป็นภาพใหม่ของธุรกิจคาแรกเตอร์ไทยในวันที่เส้นแบ่งระหว่างการ์ตูน สื่อ สินค้า และวัฒนธรรมป๊อปเริ่มบางลงเรื่อยๆ สำหรับขายหัวเราะ ภารกิจของทายาทรุ่น 3 จึงไม่ใช่เพียงการรักษาเสียงหัวเราะที่คนไทยคุ้นเคย แต่คือการตอบคำถามว่า เสียงหัวเราะแบบไทยๆ จะเดินทางต่อไปได้ไกลแค่ไหน ในวันที่โลกไม่ได้รอให้ใครปรับตัวช้าอีกต่อไป