
‘โก โฮลเซลล์’ พลิกเกมค้าส่งไทย ซินเนอร์จี้แคมเปญเพิ่มอำนาจซื้อ B2B
“โก โฮลเซลล์” สร้างมิติใหม่ให้ธุรกิจค้าส่งไทย ด้วยการซินเนอร์จี้แคมเปญระดับตำนานจาก “ท็อปส์” นำสติ๊กเกอร์ส่วนลดมาปรับใช้กับตลาด B2B เป็นครั้งแรก มอบอำนาจผู้ประกอบการเลือกแปะสินค้าและวัตถุดิบยกลัง-ยกแพ็คได้ตามใจ ช่วยเซฟต้นทุนธุรกิจทันที คาดดันยอดซื้อต่อตะกร้าพุ่ง 30%
KEY
POINTS
- โก โฮลเซลล์ เปิดตัวแคมเปญ “GO สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” โดยนำกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จจากธุรกิจค้าปลีก “ท็อปส์” มาปรับใช้กับลูกค้าผู้ประกอบการ (B2B) เป็นครั้งแรก
- แคมเปญนี้เป็นการเพิ่มอำนาจให้ผู้ประกอบการ (Customer Empowerment) สามารถเลือกแปะสติ๊กเกอร์เพื่อรับส่วนลดสินค้าที่ต้องการได้เอง ช่วยให้บริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ตั้งเป้าหมายเพื่อกระตุ้นยอดซื้อต่อใบเสร็จให้เติบโตขึ้น 20-30% พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์และเพิ่มความถี่ในการซื้อซ้ำ
การแข่งขันในตลาดค้าส่งและศูนย์จำหน่ายวัตถุดิบอาหารสำหรับผู้ประกอบการ (B2B) ของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ไม่ได้สู้กันด้วยเพียงเรื่องราคาสินค้าพื้นฐานอีกต่อไป แต่เป็นการสู้กันด้วยกลยุทธ์การสร้างประสบการณ์และการตอบโจทย์การบริหารจัดการต้นทุนที่ยืดหยุ่น
ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อบริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้ดำเนินธุรกิจ “โก โฮลเซลล์” (GO WHOLESALE) ได้ประกาศปรับทัพครั้งใหญ่ด้วยการดึงกลยุทธ์การตลาดอันทรงพลังจากธุรกิจค้าปลีก B2C ในเครือเดียวกันอย่าง “ท็อปส์” มาประยุกต์ใช้กับสนามค้าส่ง B2B เป็นครั้งแรก ถือเป็นการเขย่าวงการค้าส่งไทยด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “GO สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” เพื่อมุ่งสร้าง Customer Empowerment ให้แก่ผู้ประกอบการอย่างแท้จริง
ถอดรหัสซินเนอร์จี้ในเครือเซ็นทรัล รีเทล: จาก B2C สู่ B2B
ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของ โก โฮลเซลล์ ไม่ใช่แค่การทำโปรโมชั่นส่วนลดทั่วไป แต่เป็นการดึง “DNA ความสำเร็จ” ของแคมเปญซิกเนเจอร์จากท็อปส์ ที่เคยสร้างปรากฏการณ์ในฝั่งผู้บริโภคทั่วไป (B2C) มาต่อยอดและปรับบริบทให้สอดรับกับพฤติกรรมการซื้อของผู้ประกอบการรายย่อย ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ (B2B)
“ริคาร์โด้ เบารอตโต้” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจเซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจค้าส่งคือการเข้าใจโครงสร้างต้นทุนและความต้องการที่ไม่เหมือนกันของผู้ประกอบการแต่ละราย กลุ่มลูกค้ารายย่อยเหล่านี้มีพฤติกรรมการจับจ่ายที่เน้นปริมาณ การซื้อยกลัง หรือการซื้อยกล็อต
เพื่อให้ได้ราคาต่อหน่วยที่ต่ำที่สุดในการนำไปสร้างกำไรต่อ ดังนั้นพันธกิจของโก โฮลเซลล์ จึงเป็นการพัฒนานวัตกรรมทางการตลาดรูปแบบใหม่ๆ ที่เข้ามาช่วยผู้ประกอบการบริหารจัดการต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การผนึกกำลัง (Synergy) ระหว่างโก โฮลเซลล์และท็อปส์ ภายใต้กลุ่มเซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด จึงเป็นการนำเอาองค์ความรู้ กลไกการตลาด และเครื่องมือที่พิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ มาถ่ายโอนสู่กลุ่มเป้าหมายใหม่ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของวงการค้าส่งไทยที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเป็นผู้กำหนดส่วนลดด้วยตนเองผ่านสติ๊กเกอร์ ณ โก โฮลเซลล์ ทั้ง 14 สาขาทั่วประเทศ
โมเดลความสำเร็จจาก “ท็อปส์” สู่ “โก โฮลเซลล์”
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ “โก โฮลเซลล์” มั่นใจในการนำกลยุทธ์นี้มาปูพรมในตลาด B2B เกิดขึ้นจากผลลัพธ์เชิงตัวเลขที่จับต้องได้ของท็อปส์ โดย “จักรกฤษณ์ จตุปัญญาโชติกุล” รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการตลาด, ประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมเพื่อสังคม เซ็นทรัล รีเทล ฟู้ด เปิดเผยถึงความสำเร็จของแคมเปญ “แปะอะไรก็ลด” ของท็อปส์ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถสร้างสถิติใหม่ (New High) ในหลากหลายมิติ ได้แก่
ยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) เติบโตขึ้น 15% สะท้อนให้เห็นว่ากลไกของสติ๊กเกอร์สามารถกระตุ้นให้ผู้บริโภคเพิ่มปริมาณสินค้าในตะกร้าเพื่อรับสิทธิ์ส่วนลดที่คุ้มค่ากว่า อัตราการซื้อซ้ำ (Purchase Frequency) เพิ่มขึ้น 16% ชี้ให้เห็นว่าแคมเปญนี้สามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
การขยายฐานลูกค้าใหม่ (New Customers) เติบโตสูงถึง 13% พร้อมกับจำนวนลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญทั้งหมดเพิ่มขึ้น 22% การมีส่วนร่วมระดับสูง (High Engagement) โดยพบว่า 28% ของลูกค้าที่เข้าร่วมแคมเปญ มีการใช้สติ๊กเกอร์มากกว่า 10 ดวงต่อคน กลไกเชื่อมโยงข้ามสาขา (Cross-Branch Traffic) แคมเปญนี้ทำหน้าที่เสมือน “ใยแมงมุม” ที่ส่งต่อลูกค้าไปยังสาขาต่างๆ จากการแจกเล่มสติ๊กเกอร์ใหม่ทุกครั้งที่ยอดซื้อบรรลุเงื่อนไข
นอกจากนี้ ท็อปส์ ยังได้เดินหน้าแจ้งข้อมูลลิขสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาทางการตลาดของแคมเปญนี้ เพื่อคุ้มครองนวัตกรรมความคิดที่แบรนด์ริเริ่มขึ้น พร้อมกับยกระดับไปสู่อีกขั้นในโอกาสครบรอบ 58 ปี ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “ท็อปส์ แปะอะไรก็ลด พลัส” ที่นำกลไก Gamification เข้ามาเสริมความสนุก ตั้งเป้าผลักดันยอดขายของแคมเปญให้เติบโตขึ้นกว่า 30% ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569
Customer Empowerment: ปรับพฤติกรรมผู้ประกอบการสู่ Strategic Spenders
หัวใจทางกลยุทธ์ของ “GO สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” คือการเปลี่ยนผ่านแนวคิดจากการที่ “แบรนด์เป็นผู้กำหนดส่วนลด” (Brand-Centric Promotion) ไปสู่การเป็น “ผู้บริโภคหรือผู้ประกอบการเป็นผู้เลือกส่วนลดเอง” (Customer Empowerment)
สอดคล้องกับผลวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค THAI SMARTSUMER 2026 โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) ที่ระบุว่า ผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทยในยุคปัจจุบันกว่า 90-97% มีการคิด เปรียบเทียบ และพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ขณะที่ 71% มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคา
สิ่งนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากการเป็นเพียง “Promotion Hunters” ไปสู่การเป็น “Strategic Spenders” หรือผู้ใช้จ่ายเชิงกลยุทธ์ที่ไม่ได้มองหาแค่สินค้าราคาถูกที่สุด แต่มองหาความคุ้มค่าที่สามารถวางแผนและบริหารจัดการได้ตรงตามความต้องการของตนเองมากที่สุด
ในบริบทของผู้ประกอบการ B2B การได้รับอำนาจในการเลือกสติ๊กเกอร์ไปแปะลงบนสินค้าที่ตนเองต้องการใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นสินค้ายกลัง ยกแพ็ค หรือวัตถุดิบอาหารสด จึงเป็นการตอบโจทย์อินไซด์เรื่องการบริหารต้นทุนได้อย่างตรงจุด เพราะแต่ละธุรกิจมีรายการสินค้าที่เป็นต้นทุนหลักแตกต่างกัน การเปิดโอกาสให้เลือกแปะส่วนลดออนท็อป (On-top Discount) ในรายการที่ต้องการ ช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนเพิ่มขึ้นได้ในทันทีโดยไม่ต้องรอให้แบรนด์จัดโปรโมชั่นในสินค้ารายการนั้นๆ
ดันยอดซื้อ- Brand Engagement เพิ่ม
“จักรกฤษณ์” ได้ตั้งเป้าหมายเชิงธุรกิจสำหรับแคมเปญ “GO สติ๊กเกอร์ แปะอะไรก็ลด” ไว้ว่าจะสามารถดันยอดซื้อต่อใบเสร็จเฉลี่ย (Average Basket Size) ของ โก โฮลเซลล์ ให้เติบโตขึ้นไม่น้อยกว่า 20-30% ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อกลุ่มผู้ประกอบการ B2B เท่านั้น
แต่ยังขยายผลไปถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยหรือครอบครัวขนาดใหญ่ที่นิยมการซื้อสินค้าในปริมาณมากเพื่อความคุ้มค่า การเปิดโอกาสให้ลูกค้าเลือกส่วนลดออนท็อปได้เอง จะกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญที่สร้างการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ (Brand Engagement) เพิ่มปริมาณหมุนเวียนของลูกค้าในสาขา (Store Traffic) และสร้างอัตราการซื้อซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของโก โฮลเซลล์ จึงถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของการใช้กลยุทธ์ Cross-Pollination หรือการข้ามสายพันธุ์ทางความคิดทางการตลาดภายในเครือธุรกิจ (Conglomerate Synergy) โดยนำเอาจุดแข็งของธุรกิจค้าปลีก B2C มายกระดับธุรกิจค้าส่ง B2B เพื่อสร้างความแตกต่างทางธุรกิจในระยะยาว พร้อมทั้งตอกย้ำภาพลักษณ์ของโก โฮลเซลล์ ในการเป็นศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหารที่เข้าใจและเคียงข้างผู้ประกอบการไทยในทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ







