
อายิโนะโมะโต๊ะ รับต้นทุนพุ่ง จับตาปรับราคาสินค้า ครึ่งปีหลัง
อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) ยอมรับไม่ปิดโอกาสทบทวนราคาสินค้า พร้อมกางแผนรุกตลาดสุขภาพ ขยายพอร์ตอาหารแช่แข็ง และเปิดโครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” หนุนผู้ประกอบการสตรีทฟู้ดทั่วประเทศ
KEY
POINTS
- อายิโนะโมะโต๊ะยอมรับว่ากำลังเผชิญกับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบหลักอย่างแป้งมันสำปะหลัง
- บริษัทกำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคต เพื่อรักษาคุณภาพและเสถียรภาพในการจัดส่งสินค้า
- อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีกำหนดการปรับราคาที่ชัดเจน โดยในปัจจุบันจะมุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนภายในเพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นอันดับแรก
บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศทิศทางธุรกิจปี 2569 เดินหน้าสู่การเติบโตระยะใหม่ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพและ Well-being ของคนไทย ผ่านแนวคิด “Eat Well, Live Well.” พร้อมเปิดตัวโครงการ “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารและสตรีทฟู้ดทั่วประเทศ ขณะเดียวกันยอมรับว่าบริษัทยังไม่ปิดโอกาสการปรับขึ้นราคาสินค้า หากต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานยังอยู่ในระดับสูง
นายซาโตชิ อุทากาวะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่การเติบโตระยะใหม่ โดยมุ่งใช้จุดแข็งด้าน “AminoScience” และองค์ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ตอบโจทย์สุขภาพของผู้บริโภคไทย ควบคู่ไปกับการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
ข้อมูลผลการดำเนินงานปี 2568 ระบุว่า อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) มีรายได้รวมประมาณ 34,000 ล้านบาท โดยยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดในหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์สำคัญ ทั้งเครื่องปรุงรส ผงชูรสอายิโนะโมะโต๊ะ และกาแฟพร้อมดื่ม “เบอร์ดี้” ที่ครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ในหมวดสินค้าหลักของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการขยายธุรกิจ บริษัทยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและวัตถุดิบหลัก ส่งผลให้บริษัทไม่ตัดความเป็นไปได้ในการปรับขึ้นราคาสินค้าในอนาคต
นายซาโตชิ ระบุว่า แม้ราคาน้ำมันดีเซลจะปรับลดลงจากระดับสูงสุดในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเคยทะลุ 50 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ระดับมากกว่า 35 บาทต่อลิตร แต่ยังสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่เคยอยู่ราว 30 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตผงชูรส ปรับตัวสูงขึ้นเกิน 22 บาทต่อกิโลกรัม ถือเป็นระดับสูงสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี
“มีความเป็นไปได้ที่เราอาจต้องปรับราคาตลาด เพื่อรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์และเพื่อให้มั่นใจว่าจะมีสินค้าซัพพลายเข้าสู่ตลาดได้อย่างมั่นคง”
อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้ระบุชัดเจนว่าจะมีการปรับราคาสินค้ากลุ่มใด หรือจะเริ่มดำเนินการเมื่อใด โดยยืนยันว่าปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนภายในเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค
สำหรับแนวทางรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในกระบวนการผลิต รวมถึงพิจารณาใช้วัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้นเพื่อลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก ขณะที่ราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมัน ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่บริษัทติดตามอย่างใกล้ชิดในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
ด้านแนวโน้มตลาดอาหารและพฤติกรรมผู้บริโภค บริษัทอ้างอิงข้อมูลจาก Innova Market Insights 2026 ซึ่งพบว่า มี 3 เทรนด์สำคัญที่กำลังส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคไทย ประกอบด้วย
- เทรนด์แรก คือ “Value for Money” หรือความคุ้มค่าคุ้มราคา ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ และมองหาสินค้าที่ให้ความคุ้มค่าสูงสุด
- เทรนด์ที่สอง คือ “Healthy Aging” หรือการดูแลสุขภาพเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว สะท้อนจากความต้องการอาหารและโภชนาการที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและความแข็งแรงของร่างกาย
- เทรนด์ที่สาม คือ “Food for Every Occasion” หรือความต้องการอาหารและเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ทุกช่วงเวลา สามารถสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น
จากแนวโน้มดังกล่าว บริษัทจึงวางกลยุทธ์หลักภายใต้แนวคิด “กินดี มีสุข” โดยมุ่งขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและโซลูชันด้านโภชนาการที่ให้ทั้งรสชาติและคุณค่าทางอาหาร พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้าน AminoScience เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่
หนึ่งในแผนสำคัญของปีนี้ คือการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอด้าน Health & Wellness รวมถึงการขยายธุรกิจอาหารแช่แข็งภายใต้แบรนด์ “Ajinomoto Umai” ซึ่งนำเสนอเมนูอาหารญี่ปุ่นพร้อมรับประทานสำหรับผู้บริโภคในครัวเรือน
นอกจากนี้ บริษัทยังเปิดตัวโครงการ “Ajinomoto KooRan” หรือ “อายิโนะโมะโต๊ะ คู่ร้าน” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านอาหารและร้านสตรีทฟู้ดทั่วประเทศ โดยโครงการดังกล่าวจะครอบคลุมทั้งการจัดส่งสินค้า การแบ่งปันองค์ความรู้ด้านอาหารและการบริหารจัดการร้าน เพื่อช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการรายย่อย
บริษัทมองว่า ผู้ประกอบการร้านอาหารและสตรีทฟู้ดเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรมอาหารไทย จึงต้องการเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารควบคู่ไปกับการสร้างระบบนิเวศด้านอาหารที่แข็งแรงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อายิโนะโมะโต๊ะยังประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยสนับสนุนกำลังซื้อและการบริโภคภายในประเทศในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งอาจเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมตลาดอาหารและเครื่องปรุงรสในประเทศ
ท่ามกลางความท้าทายจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดอาหาร อายิโนะโมะโต๊ะยังคงเดินหน้าปรับพอร์ตธุรกิจสู่กลุ่มสุขภาพมากขึ้น ควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าในกลุ่มร้านอาหารและผู้บริโภคยุคใหม่ โดยใช้จุดแข็งด้านนวัตกรรมอาหารและโภชนาการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว







