
'ยักษ์ภูธร' ชี้ค้าปลีก-ค้าส่งครึ่งปีหลังลุยไฟ เร่งปรับตัวรับกำลังซื้อทรุดยาว
บิ๊กเนมชี้ทิศค้าปลีก-ค้าส่งครึ่งหลังปี 2569 เข้าสู่ภาวะ “เดินลุยไฟ” กำลังซื้อทรุดหนัก ยักษ์ใหญ่โมเดิร์นเทรดปรับโมเดลสู้ศึกการค้ายุคใหม่ เขย่าโครงสร้างธุรกิจระยะยาว
KEY
POINTS
- ธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่งครึ่งหลังปี 2569 คาดว่าจะเผชิญการแข่งขันรุนแรงเหมือน “เดินลุยไฟ” จากภาวะเศรษฐกิจไม่ฟื้นตัว กำลังซื้ออ่อนแอ และสงครามราคาที่ดุเดือด
- ผู้ประกอบการรายใหญ่ปรับตัวสู้ศึก โดยเปลี่ยนรูปแบบเป็น Community Mall และรุกตลาดอาหารสดมากขึ้น ทำให้การแข่งขันในท้องถิ่นทวีความรุนแรง
- พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป โดยคนรุ่นใหม่มีความภักดีต่อแบรนด์ใหญ่ลดลง และยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะทาง เช่น สินค้าเพื่อสุขภาพ
- ผู้ประกอบการท้องถิ่นถูกแนะให้ปรับตัวโดยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และลงทุนอย่างระมัดระวังเฉพาะสิ่งที่สร้างรายได้หรือลดต้นทุนได้ทันทีเพื่อความอยู่รอด
จับตาสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ที่คาดว่าจะยัง "ไม่ฟื้นตัว" กำลังซื้อของผู้คนยังอยู่ในภาพของการประคับประคองตัว มีความกังวลเรื่องราคาน้ำมันที่ผันผวนและสถานการณ์โลก ที่อาจกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จึงส่งผลต่อธุรกิจโดยตรง
นายมิลินทร์ วีระรัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งงี่สุน ซูเปอร์สโตร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากภาพรวมที่เห็นตอนนี้ พื้นที่ของค้าปลีก -ค้าส่ง กลายเป็นสงครามราคาที่รุนแรงกว่าเดิม ตลาดเผชิญกับโปรโมชั่นที่รุนแรงมาก เนื่องจากผู้ประกอบการทุกรายต้อง "ดิ้นรนเอาตัวรอด" เพื่อรักษาตัวเลขยอดขายให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย ในภาวะที่ตลาดไม่มีเงินและกำลังซื้อของประชาชนลดลง ซึ่งความกังวลเรื่องสงคราม ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ บีบให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น”
โครงสร้างธุรกิจค้าปลีก-ค้าส่ง ปรับเปลี่ยนแข่งเดือด
สิ่งที่น่าจับตามองคือการปรับตัว จากผู้เล่นรายใหญ่อย่างโมเดิร์นเทรด ที่หันมาทำโครงการในรูปแบบ Community Mall มากขึ้น เน้นการเช่าพื้นที่ร้านอาหารที่ทันสมัยและหลากหลาย เพื่อดึงส่วนแบ่งตลาด ใช้จุดเด่นของความสดใหม่และทันสมัยเข้ามาสู้ ยกตัวอย่างการปรับตัวของ Big C ที่สามารถสังเกตเห็นได้ว่าปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรในบางจังหวัด เช่น อุดรฯ, อุบลฯ, โคราช เพื่อปรับปรุงโครงสร้างภายในและเปลี่ยนรูปแบบเป็น Community Mall สู้ศึกค้าปลีกในนิยามใหม่
การแข่งขันในกลุ่มค้าส่งเข้มข้นขึ้น
ส่วนการแข่งขันในกลุ่มค้าส่งก็เข้มข้นขึ้น ยกตัวอย่างกลุ่ม "อาหารสด" (Fresh Food) ซึ่งมีกำไรสูงกว่าสินค้า Consumer ทั่วไป โมเดิร์นเทรดรายใหญ่เริ่มรุกตลาดร้านอาหารในต่างจังหวัด ให้สามารถเข้าถึงวัตถุดิบคุณภาพดีได้ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็สร้างความลำบากให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดท้องถิ่นด้วยเช่นกัน
สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น คือ ธุรกิจเริ่มปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภครุ่นใหม่มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่กล้าใช้เงินเพื่อความสุขของตัวเองมากขึ้น เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เพราะรู้สึกว่าชีวิตไม่แน่นอน ความภักดีต่อแบรนด์ใหญ่ก็ลดลง ผู้คนเปิดใจรับสินค้า OEM หรือแบรนด์ Startup หากตอบโจทย์ความต้องการหรือมีความทันสมัย แม้จะต้องจ่ายแพงก็ยอม เช่น ผู้ที่ใช้ชีวิตตามเทรนด์สุขภาพ ยอมจ่ายเพื่อซื้อนมไฮโปรตีน หรืออาหารที่มีคุณภาพสูง แม้จะมีราคาสูงกว่าปกติก็ตาม
ครึ่งหลังปี 2569 อยู่ในสภาวะ “เดินลุยไฟ”
นายมิลินทร์ กล่าวว่า ครึ่งปีหลัง 6 เดือน นับจากนี้ ความกังวลต่อสถานการณ์โลกส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ ผู้ประกอบการและประชาชนส่วนใหญ่ต้องอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “การเดินลุยไฟ” ซึ่งต้องใช้ความอดทนและระมัดระวังในการใช้เงินอย่างสูง ขณะที่ กำลังซื้อในปัจจุบันก็พวงมาด้วยปัญหาโครงสร้างประชากรที่เด็กเกิดน้อยลงอย่างมาก จนกลายเป็นกราฟสามเหลี่ยมกลับหัว เป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระทบต่อทุกธุรกิจในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เนื่องจากฐานผู้บริโภคจะเล็กลงเรื่อยๆ
กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการท้องถิ่นในช่วง 6 เดือนที่เหลือ
ดังนั้น กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการท้องถิ่นในช่วง 6 เดือนที่เหลือของปีนี้ น่าจะต้องเจียมเนื้อเจียมตัวและลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด หากจะลงทุนอะไรใหม่ๆ ต้องเป็นการลงทุนที่มั่นใจว่าจะช่วยลดต้นทุนหรือสร้างรายได้เพิ่มขึ้นทันทีเท่านั้น และต้องหลีกเลี่ยงการลงทุนที่สะเปะสะปะ ทั้งยังต้องพัฒนาทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลและคิดให้เร็วกว่าห้างใหญ่
สภาวะตอนนี้คือสงครามราคา ที่รุนแรงจนทุกรายต้องออกมาทำโปรโมชั่นเพื่อหาตัวเลขยอดขายให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายจนบางครั้งอาจขาดทุนในแง่ของกำไร แต่ก็ต้องทำเพื่อรักษาความอยู่รอดให้ได้
แจกเงินแค่ประคองตัว รัฐต้องกระตุ้นการจ่ายจริง
นายมิลินทร์ กล่าวว่า ในส่วนของโครงการรัฐในลักษณะการแจกเงินนั้น แม้ยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) จะดี แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือการ "ประคับประคอง" เท่านั้น เงินที่รัฐใส่ลงไปช่วยกระตุ้นได้เพียง "นิดเดียว" หรือในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งข้อเท็จจริงคือไม่ได้เป็นการเพิ่มกำลังซื้อใหม่ แต่เป็นเพียงการนำกำลังซื้อเก่ามาใช้เท่านั้น
ประเด็นนี้ยังอยากเน้นย้ำว่าสิ่งที่รัฐบาลควรทำมากกว่าการแจกเงินคือการ "หาเครื่องไม้เครื่องมือและช่องทางทำกิน" ให้กับประชาชน หรือเปลี่ยนวิธีคิดจากการแจกเงินช่วยเหลือ ร่วมกับการใช้ระบบ "รีเบท (Rebate) หรือโบนัส"เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายจริงหรือค้าขายจริง
“ผมยกตัวอย่างมาตรการ 60/40 แทนที่จะแจกเงินให้คนไปซื้อของเพียงอย่างเดียว รัฐควรตั้งเป้าหมาย เช่น หากร้านค้าสามารถทำยอดขายผ่านระบบได้ตามเป้า เช่น 70,000 หรือ 100,000 บาท รัฐจะให้เงินคืนหรือโบนัสพิเศษแก่ร้านค้า ซึ่งวิธีนี้จะบีบให้ร้านค้าต้องแข่งขันกันเอง ทั้งลดราคาหรือเพิ่มปริมาณสินค้า เช่น แถมไข่ต้ม ทั้งดึงดูดการใช้จ่ายของลูกค้าจริง และดันยอดขายถึงเป้า แทนที่จะเป็นเพียงการจ่ายเงินสนับสนุนเฉยๆ”
ด้าน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ในเรื่องกำลังซื้อปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ประชาชนไม่มีเงินเพียงอย่างเดียว แต่คือ "ความไม่มั่นใจในอนาคต" ผู้บริโภคบางกลุ่มที่มีกำลังซื้อเลือกที่จะไม่ใช้จ่ายเพราะมองไม่เห็นทิศทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน ทำให้เงินนิ่งอยู่กับที่
หรืออีกนัยหนึ่งคืออาการ "ดื้อยา" ของมาตรการรัฐ ที่ใช้วิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเดิมๆ จนเริ่มได้ผลน้อยลง เปรียบเหมือนการใช้ "ยาซ้ำ" จนเริ่มดื้อยา แม้จะมีมาตรการเติมเงินให้คนไปใช้จ่าย แต่ก็ช่วยได้เพียงชั่วคราวและในบางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งภาครัฐอาจจะต้องมีมาตรการอื่นๆ ออกมาอีก เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกแรง นอกเหนือจากการแจกเงิน







